ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๓๗ ออกเดินทาง (re-edition)

            อีกสองชั่วโมงก็จะรุ่งสาง อุทัยออกจากการนั่งกรรมฐานเดินพลังลมปราณ ร่างกายสมบูรณ์พร้อมถึงขีดสุด หลังจากหักโหมใช้พลังมันใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็ปรับสภาพร่างกายกลับมาดังเดิม

            เจ้าธรรมยังจดจ่ออยู่ในการปรับพื้นฐานกระแสพลัง แสงน้ำเงินพิสุทธิ์เรืองรองส่องสว่างออกจากร่างที่นั่งอยู่บนสัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์

            ความแปลกประหลาดของเจ้าธรรม คือสิ่งที่ได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากบิดาและมารดา เส้นลมปราณผสมผสานกันระหว่างเส้นลมปราณ 'เวทพิสุทธิ์' และ 'มังกรมหาเทวา' เป็นพลังปราณสุดพิสดาร ก่อเกิดเป็นพลังปราณชนิดใหม่ที่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนต่างแสวงหา

            กล่าวคือเส้นลมปราณของเจ้าธรรมสามารถฝึกฝนได้ทั้ง 'ปราณยุทธ์' และ 'เวทยุทธ์'

            หากฝึกฝน 'เวทยุทธ์' เป็นหลัก จะมีพื้นฐานพลังปราณที่แข็งแกร่ง สามารถแสดงประสิทธิภาพของพลังเวทอย่างเท่าทวี หนทางแห่งมรรคายุทธ์ของเด็กหนุ่มผู้นี้ยังมีระยะทางอีกยาวไกลนัก

            เจ้าธรรมลืมตาตื่นจากสมาธิเดินลมปราณ รู้สึกจิตสงบนิ่งแผ่ขยายหนาแน่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาส่งประกายวับวาบราวกับเป็นคนละคน พลังลมปราณที่ก่อกำเนิดก็เติมจนเต็มปริ่มเส้นชีพจร

            จากเด็กน้อยร่างกายผ่ายผอมบอบบาง กลับปรากฏกล้ามเนื้อของวัยหนุ่ม แขนขาก็ขยายยืดยาว กระดูกแข็งแรงประดุจเหล็กกล้า

            “รู้สึกอย่างไรบ้าง ..” อุทัยกล่าวถาม

            “รู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง .. ในความมืดเช่นนี้กลับมองเห็นเม็ดสิวบนใบหน้าเจ้าอย่างชัดเจน” เจ้าธรรมตอบอย่างติดตลก

            “...” อุทัย

            เจ้าธรรมมองไปรอบกาย รู้สึกประสาทสัมผัสแจ่มใสกว่าเมื่อก่อนมากนัก

            ราชิตกำลังจัดเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทาง มันมีเวลาฟื้นฟูพลังเพียงเล็กน้อย ร่างกายยังคงอ่อนล้าอยู่บ้าง

            อุทัยลุกตรงเข้าไป เห็นราชิตยืนอยู่หน้าหีบใหญ่จัดกระเป๋าหนัง นำเครื่องใช้ที่จำเป็นบรรจุลง

            “นำเสื้อผ้าไปสักชุดสองชุดก็พอ เจ้ามาลองเลือกดู” เสียงของราชิต

            “เราจะไปยังที่ใด ..” อุทัยเอ่ยถาม

            “ข้าจะพาเจ้าธรรมไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูล อยู่ในเทือกเขาทางตอนเหนือของแคว้นโอริสา ..” ราชิตหยิบผ้าผืนออกมาจากหีบใหญ่ ภายในยังบรรจุเก็บสิ่งของและเสื้อผ้าอีกหลายชุด

            “.. เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?” เสียงของราชิต

            “ขอรับ .. ข้าถือโอกาสติดตามไปด้วย” อุทัยตอบ มันไม่มีอะไรต้องกระทำอยู่แล้ว ถือโอกาสออกเดินทางไกลเพื่อหาประสบการณ์

            “เช่นนั้นก็ดี .. อยู่ที่นี่ก็เกรงว่าต้องประสบเคราะห์ภัย ติดตามไปกับข้าเถิด ..” ราชิตเปิดจุกขวดโอสถขนาดเล็กแล้วใช้จมูกดอมดม เลือกโอสถที่ต้องการหลายขวดบรรจุลงในกระเป๋า

            สุสานบรรพบุรุษของตระกูล ‘เวทพิสุทธิ์’ ตั้งอยู่ในหุบเขาชายขอบของเทือกเขา ‘พันบรรพต’ ทางชายแดนตอนเหนือของแคว้นโอริสา .. เทือกเขา ‘พันบรรพต’ เป็นชื่อเรียกกลุ่มเทือกเขาทางตอนใต้ของ ‘มหาเทวาลัย’

            ‘มหาเทวาลัย’ เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวมหาทวีปหรือชมพูทวีป เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของเทวาทั้งปวง เทือกเขาอยู่ตอนเหนือสุดทอดยาวตั้งแต่ตะวันออกถึงตะวันตกกินพื้นที่หนึ่งในสี่ของทวีป มีภูมิประเทศสลับซับซ้อนประกอบด้วยยอดเขาสูงนับร้อยนับพัน

            เสียงพูดคุยของพวกมันได้ปลุกเด็กหญิงปักษาอัคคีลืมตาตื่น

            แสงจากตะเกียงส่องเห็นเด็กหญิงมีผิวกายขาวผุดผ่องใบหน้าเรียวได้รูปงดงาม ผมสีชมพูอมแดงเปล่งประกายสดใส นางชันกายลุกนั่งส่งสายตาสำรวจมองโดยรอบ สุดท้ายหยุดจ้องมาที่อุทัย

            .. อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปหา

            “เจ้าตื่นแล้ว ..” อุทัยไม่รู้จะเรียกนางว่าญานินหรือญาดาดี

            ดวงตาโศกซึ้งงดงามจ้องมองมา นางไม่ตอบคำราวกับพูดภาษามนุษย์ไม่ได้ ..

            ราชิตเดินติดตามมา “ไม่รู้เป็นวาสนาหรือคราวเคราะห์ .. คงต้องพานางไปด้วยแล้ว ..”

            พร้อมยื่นส่งเสื้อผ้าบุรุษชุดหนึ่งวางไว้ เป็นมันเลือกชุดที่เล็กที่สุดที่หาได้ในที่นี้เพื่อให้นางสวมใส่

            “เจ้ามีชื่อหรือไม่?” อุทัยถาม

            นางก็ยังไม่ตอบคำ จ้องมองริมฝีปากอุทัยและพึมพำเบาๆ “ชื่อ .. มีชื่อหรือไม่ ..”

            อุทัยงุนงงกับพฤติกรรมของนางยิ่งนัก ‘ดูท่านางจะเสียสติไปเสียแล้ว ..’

            “ในเมื่อไม่มีชื่อ .. เช่นนั้น .. ข้าเรียกเจ้า ‘ญานินดา’ ก็แล้วกัน ..” อุทัยจนใจ นำชื่อของเด็กหญิงทั้งสองมาเรียกเด็กหญิงผู้นี้

            “ญานินดา .. ชื่อข้า .. ญานินดา ..” นางยังคงกล่าวพึมพำเช่นเดิม มุมปากยกยิ้มดูท่าจะชื่นชอบนามนี้ยิ่งนัก

            อุทัยจัดแจงให้นางแต่งกาย เสื้อที่สวมใส่ดูหลวมโคร่ง นำผ้าม้วนโพกปกปิดผมสีชมพูของนางไว้ มองดูเผินๆ คล้ายเด็กชายผู้หนึ่ง

            ทั้งหมดจึงออกเดินทางพกพาสิ่งของเท่าที่จำเป็น ราชิตเป็นผู้นำเดินเข้าไปในช่องทางเดินสุดปลายถ้ำ แสงจากตะเกียงในมือราชิตส่องมองเห็นอุโมงค์ถ้ำ เป็นช่องทางเล็กๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

            ทางเดินลดเลี้ยวคับแคบต้องเดินเรียงกันไป ปรากฏเส้นทางแยกมากมาย ราชิตเดินนำทางโดยแม่นยำ ถึงจุดหนึ่งทางเดินลาดเทลงไปยังพื้นเบื้องล่าง

            เดินไปได้ครึ่งชั่วโมงทั้งหมดก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ อุโมงค์สายนี้นำพวกมันไปยังลำน้ำใต้หุบเขา

            เพียงอึดใจอุโมงค์ก็คล้ายสิ้นสุดลง ราชิตนำทั้งหมดก้มๆ เงยๆ เบียดตัวผ่านช่องหินคับแคบสายหนึ่ง

            เมื่อออกมาก็พบเจอโถงถ้ำกว้างใหญ่มีสายลมจากภายนอกพัดผ่านมา ภายในมีสายลำธารไหลเฉื่อยๆ ในฤดูนี้น้ำในลำธารจึงไม่สูงมากนัก มีความสูงเพียงระดับเข่า .. แต่หากเป็นฤดูน้ำหลาก ช่องเขานี้จะเต็มไปด้วยน้ำจากภูเขาเบื้องบน

            อุทัยหันกลับไปมองช่องแคบที่มุดตัวผ่านออกมา ด้วยชะง่อนหินบังตาทำให้มองไม่ออกว่าภายในจะมีช่องทางลับ ที่สามารถเดินขึ้นไปถึงโถงถ้ำเบื้องบนภูเขาได้

            ราชิตพาทั้งหมดเดินตามแนวตลิ่งไปตามทิศทางของกระแสน้ำ เพียงชั่วครู่ก็พบปากถ้ำใหญ่โตแห่งหนึ่ง ภายนอกมืดมิดยังห่างเวลาฟ้าสางอีกพักใหญ่

            .. พวกมันเปิดเผยตัวแล้ว .. เพื่อความปลอดภัยต้องรีบออกจากเมืองเพชรปราการโดยเร็ว

            ราชิตนำเดินตามแนวตลิ่งไปอีกระยะหนึ่ง ลำน้ำเริ่มกว้างขึ้นมีความลึกถึงช่วงเอวแล้ว ไม่ห่างริมตลิ่งมีศาลาเล็กยาวสูงแค่สองศอก ถูกปิดปังอำพรางไว้ด้วยตาข่ายและปกคลุมด้วยใบไม้ใบหญ้า

            ราชิตแหวกตาข่ายเข้าไป มีเรือลำหนึ่งซ่อนไว้ภายใน ..

            ลักษณะคล้ายเรือชะล่า เป็นเรือชนิดหนึ่งที่ขุดจากไม้ซุงทั้งต้น ทำให้เป็นรูปเรือโดยไม่ต้องเบิกปากเรือให้กว้าง หัวและหางเรือแบนโต มีท้องเรือแบน ลำเรือกว้างไม่ถึงศอกยาวเท่ากันเกือบตลอดทั้งลำ บรรจุผู้คนได้สี่ถึงห้าคนโดยต้องนั่งเรียงกันเป็นแถว ตัวเรือบางเบาสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเหมาะสำหรับใช้ในการหลบหนีอย่างยิ่ง

            พวกมันช่วยกันนำเรือลงลำน้ำสายนั้น ราชิตสวมงอบใบใหญ่ที่ถือติดมือมา แสร้งทำตัวเป็นเฒ่าชราใช้ไม้ค้ำถ่ออยู่เบื้องหน้า นั่งต่อด้วยเจ้าธรรม ญานินดา และอุทัยนั่งคัดท้ายเป็นผู้แจว ทั้งหมดปกปิดใบหน้าร่างกายด้วยการนำผ้าห่อปิดปกคลุมไว้ดังผู้เดินทางทั่วไป

            เรือน้อยแล่นผ่านลำธารสายน้อย มีเพียงแสงตะเกียงที่หัวเรือส่องนำทาง ราวครึ่งชั่วโมงท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มมีแสงรำไรแล้ว

            ลำธารสายนั้นไหลไปรวมกับคลองใหญ่เส้นหนึ่ง เป็นคลองหลักที่ใช้ในการคมนาคมทางตอนเหนือของเมืองเพชรปราการ ปลายทางของคลองจะไปบรรจบลำน้ำ 'แม่สาย'

            ลำน้ำ 'แม่สาย' ไหลวกขึ้นเหนือไปบรรจบกับแม่น้ำสายใหญ่ของภูมิภาค นั่นคือแม่น้ำ 'อุมาวดี' ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ .. เป็นเส้นแบ่งเขตแดนทางธรรมชาติระหว่างแคว้นอโยธยาและโอริสา แม่น้ำนี้ไหลมาจากทิศเหนือแล้ววนตามแนวเขาไปทางทิศตะวันออก

            ทางตอนเหนือยังมีคุ้งน้ำที่รวมแม่น้ำสองสายเข้าด้วยกัน แม่น้ำ 'อุมาวดี' และ 'อุมาวดีน้อย' เป็นจุดเชื่อมโยงแคว้นทั้งสาม โดยมีอโยธยาอยู่ทางใต้ โอริสาอยู่ทางเหนือ และมัธยะปุราอยู่ทิศตะวันตก

            ตามรายทางเริ่มมีเรือร่วมสายน้ำ บ้างเป็นเรือขนสินค้าเกษตร บ้างเป็นเรือเล็กสำหรับสัญจร ลำน้ำช่วงนี้คึกคักมีชีวิตชีวา .. พวกมันก้มหน้าก้มตาเดินทาง ทั้งลำเรือมีเพียงหนึ่งชราและสามผู้เยาว์ไม่เป็นที่สนใจของผู้คน

             

            เดินทางมาร่วมสามชั่วโมงก็บรรลุถึงคุ้งน้ำใหญ่ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อลำน้ำกับแม่น้ำ ‘อุมาวดี’ ราชิตแจ้งว่าทั้งหมดต้องสละเรือน้อยลำนี้ เพื่อโดยสารเรือเดินทางลำใหญ่ไปยังแคว้นโอริสา .. ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือใหญ่ อยู่ขึ้นมาทางเหนือนับสิบโยชน์ แต่ก็ยังอยู่ในเขตปกครองของเมืองเพชรปราการ

            การคมนาคมเดินทางระหว่างภูมิภาคจะอาศัยสายน้ำเป็นหลัก นับเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด ตลอดเส้นทางมีเรือค้าขายของพ่อค้ามากมาย มีทั้งลำเล็กและลำใหญ่ ทั้งเรือสัญจรของชาวบ้าน และเรือรับจ้างก็มากมายจนละลานตา

            ฤดูกาลนี้จะมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดส่งให้เรือกินลมขึ้นเหนือได้โดยง่าย เรือสำเภาขนส่งสินค้าทั้งหมดจะมาแวะจอดที่ท่าเรือ บ้างกำลังขนถ่ายสินค้า บ้างเติมน้ำและเสบียง นอกจากรับขนสินค้าแล้วยังรับจ้างให้ผู้คนโดยสารอีกด้วย

            นับว่าพวกมันยังมีโชคอยู่ หากเป็นฤดูกาลอื่นคงไม่มีเรือใหญ่แล่นขึ้นเหนือแล้ว

            เรือที่พวกมันจะโดยสารเป็นเรือสำเภาลำใหญ่มีสามชั้น ลำเรือกว้างกว่าสิบวา ยาวกว่าร่วมยี่สิบวา มีสองเสาใช้กางใบเพื่อกินลม ที่ด้านข้างยังมีช่องสำหรับยื่นไม้พายยาวมาจากด้านในข้างละสิบไม้พาย สามารถใช้ทั้งแรงลมและแรงจากฝีพายแล่นเรือทวนกระแสน้ำ

            จากท่าเรือนี้ เรือจะแล่นทวนน้ำขึ้นไปยังเมืองท่าของแคว้นโอริสาใช้เวลาเดินทางอีกสิบกว่าวัน

            ราชิตนำทั้งหมดไปยังเรือโดยสาร ชำระตั๋วค่าเดินทางคนละหนึ่งเฟื้อง จับจองห้องพักพิเศษเฉพาะซึ่งเหลือว่างอยู่เพียงห้องเดียว โดยต้องจ่ายเพิ่มอีกห้าเฟื้อง

            เพื่อความปลอดภัย .. ทั้งหมดปิดปังฐานะของตนเอง ทำตัวกลมกลืนกับฝูงชนไม่พูดคุยกับผู้คนอื่นๆ

            ราชิตสังเกตุเห็นทหารเข้าประจำการ ทำการตรวจตราผู้เดินทางอย่างเข้มงวด

            “เหตุใดทหารจึงมามากมายนัก” ราชิตสอบถามผู้จำหน่ายตั๋วโดยสารของเรือลำนั้น

            “นี่เจ้ามิรู้ข่าวเลยหรือ .. เมื่อคืนเกิดการลอบวางระเบิดใหญ่ภายในเมืองเพชรปราการ .. ในระหว่างงานสมโภชประจำปีเช่นนี้ นับเป็นเรื่องราวใหญ่โตนัก” ชายกลางคนผู้นั้นกล่าว

            “ข้าพอได้ยินมาบ้าง ..” ราชิตกล่าว

            “.. ข่าวว่า .. แรงระเบิดทำสิ่งปลูกสร้างหลายช่วงตึกหายไปในบันดล ปรากฏเป็นหลุมลึกกลมขนาดใหญ่ มีผู้คนถูกเผาทั้งเป็นนับร้อยๆ คน .. น่าสะพรึงยิ่ง” ชายขายตั๋วกล่าวเล่าเหตุการณ์ราวเห็นมากับตา

            “ช่างน่าขนหัวลุกนัก .. ท่านไปชมดูมาแล้วหรือ ..” ราชิตแสร้งทำเป็นหวาดกลัวคล้อยตาม หวังว่าคงไม่มีคนตายมากมายเพียงนั้น

            “มิได้ .. มิได้ .. เป็นลูกเรือกลุ่มหนึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อเช้า เป็นพวกมันแจ้งข่าวมา ..” ชายผู้นั้นยังกล่าวต่อ “นายเรือจึงตัดสินใจออกเรือขึ้นเหนือก่อนกำหนด .. เจ้าเกือบมาช้าไปแล้ว ..”

            ลูกเรือวัยหนุ่มด้านข้างผู้หนึ่งกล่าวเสริมว่า “พวกเราเพิ่งจะมาถึง ข้าท่องเที่ยวงานสมโภชได้เพียงวันเดียวก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น .. ช่างน่าเสียดาย ..”

            ลูกเรืออีกผู้หนึ่งกล่าว “ใช่ๆ โดยเฉพาะการแข่งขันชกมวยช่างสนุกเร้าใจนัก .. วันนี้จะเป็นรอบแปดคนสุดท้ายแล้ว .. มิรู้จะได้ชกกันต่อหรือไม่”

            ชายจำหน่ายตั๋วกล่าวราวเห็นด้วยตาทั้งสอง “เห็นว่ามีนักมวยฝีมือดีผู้หนึ่งกลับต้องประสบเคราะห์ มันและครอบครัวถูกระเบิดจนร่างกายแหลกเหลว ช่างน่าสมเพชนัก ..”

            “.. ยังเด็กหนุ่มรุ่นๆ อยู่เลย .. ตายเสียแล้ว” ลูกเรือผู้นั้นกล่าว

            “.. ช่างน่าสยดสยองยิ่ง แยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือศพมนุษย์ สิ่งใดคือซากบ้านเรือน” เสียงของลูกเรือด้านข้าง

            “เฮ้อออ .. สู้เป็นลูกเรือเช่นพวกเรามิได้ ท่องเที่ยวเรื่อยไป ช่างเบิกบานใจนัก” ลูกเรืออีกผู้หนึ่งทอดถอนใจ

            อุทัย “...” นักมวยผู้นั้น .. คงหมายถึงมันแล้ว .. ฮา ฮา

            .. แต่ก็ดี .. ให้ผู้คนเหล่านั้นเข้าใจว่ามันได้ตกตายไปแล้วเป็นการดี

            เมื่อชำระอัฐเสร็จครบถ้วน ราชิตก็หาซื้อเสบียงเป็นอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง สักครู่ก็มีลูกเรือนำทั้งหมดขึ้นเรือและพาไปยังห้องพักที่ชั้นสองของลำเรือ

            เรือถอนสมอออกเดินทางในเวลาใกล้เที่ยง ทั้งลำเรือคลาคล่ำไปด้วยผู้โดยสาร การตรวจตราของทหารที่ท่าเรือก็เข้มข้นทุกขณะ พวกมันทำการสอบถามทุกผู้คนที่กำลังจะเดินทางจากไป .. คณะของอุทัยนับว่ายังโชคดีที่ออกเดินทางก่อนก้าวหนึ่ง

             

            .. ดึกสงัดราวเที่ยงคืน .. เรือสำเภายังคงแล่นทวนกระแสแม่น้ำ ‘อุมาวดี’ ขึ้นไปทางทิศเหนือ เสียงกรนของนักเดินทางดังแว่วประสานกันเป็นระยะ

            ภายในห้องโดยสาร จุดเทียนไขเล่มน้อยส่องแสงรำไร เป็นห้องโดยสารขนาดเล็กกว้างหกศอกยาวแปดศอก และมีหน้าต่างเพียงบานหนึ่งเพื่อรับอากาศจากท้องน้ำ .. ห้องดูคับแคบอยู่บ้างสำหรับสี่คน แต่ก็ยังดีกว่าไปเบียดเสียดกับบุคคลอื่นภายนอก

            ตั้งแต่ขึ้นเรือมาอุทัยก็นอนหลับราวคนตาย ราชิตก็ทำการสอนสั่งวิชายุทธ์ประจำตระกูลแก่เจ้าธรรม ทั้งคู่จดจ่ออยู่กับการเดินลมปราณทำกรรมฐาน

            .. ส่วนญานินดาก็นิ่งเงียบ มองเหม่อออกนอกหน้าต่างไม่คุยกับผู้ใด

            .. อยู่ๆ ญานินดาก็มีสีหน้าผิดปกติ นางเอียงหูไปทางฝั่งทางด้านทิศใต้

            “ใคร .. ใครกัน ..” นางพึมพำแผ่วเบา

            อุทัยเฉลียวใจลืมตาตื่น จ้องมองสังเกตกิริยาของญานินดา

            “มีอันใดรึ???” อุทัยกล่าวถาม

            ญานินดาไม่ตอบคำ นางลุกขึ้นยืนโดยแผ่วเบาเดินตรงไปยังหน้าต่าง ปากยังกล่าวพึมพำ

            “พวกเจ้า .. พวกเจ้า .. เป็นผู้ใด???”

            .. เสียงเสียงหนึ่งกำลังร้องเรียกหานาง เป็นเสียงเรียกจากจิตวิญญาณ นางนิ่งงันดังถูกมนต์สะกดไว้

            แสงจันทร์ส่องสว่าง มองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นตลิ่งทางกราบซ้ายเป็นป่ารกทึบ ช่วงน้ำช่วงนี้ไม่กว้างเท่าใด เรือแล่นไม่ไกลจากตลิ่งมากนัก

            “!!!” อุทัย

            ทันใดนั้น .. ญานินดาโผเหยียบตรงกราบหน้าต่างเรือ ท่าร่างของนางดังวิหคน้อยตัวหนึ่งกระโดดหายไปในความมืดมิด

            “ญานินดา!!!”

            อุทัยไม่รอช้าเร่งเร้าท่าร่าง ‘มายาอสูร’ กระโดดตามติดไปอย่างรวดเร็ว ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน