เพียงครู่เดียว อันเจิงก็รู้สึกว่าการช่วยเฉินไจ่เหยียนไว้เป็นบาป
และในขณะนี้เองเฉินไจ่เหยียนรู้สึกว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว
ในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็ไม่มีใครเคลื่อนไหวอีก
ความเงียบที่แสนยาวนานช่างน่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น ความเงียบนี้ทำให้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก
หลังจากอันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้น “เพื่อตัวท่านเอง หรือเพื่อแผ่นดิน?”
หลังจากพูดจบเขาก็รู้สึกเสียใจที่ถามออกไปเช่นนั้นเพราะไม่ว่าอย่างไร เฉินไจ่เหยียนก็ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย
เฉินไจ่เหยียนเงียบไปเช่นกัน แต่ทว่าความเงียบของเขาไม่เหมือนอันเจิงที่อันเจิงเงียบเพราะกำลังโมโหอยู่ส่วนที่เฉินไจ่เหยียนเงียบเพราะเขากำลังทรมานกับความรู้สึกของตัวเอง กับนรกที่อยู่ในจิตใจ
“ทั้งสองอย่างและเพื่อท่านเสนาบดีคนก่อนด้วย”
อันเจิงขมวดคิ้ว “เจ้าฆ่าเขา แต่กลับบอกว่าทำเพื่อเขารึ?”
เฉินไจ่เหยียนถอนหายใจยาว “คืนนั้นเป็นคืนที่ข้าไม่อยากหวนนึกถึงอีกในชาตินี้ดูภายนอกแล้วท่านเสนาบดีคนก่อนสบายดีทุกอย่าง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายเขาไอเป็นเลือดทุกวัน ต่อให้จะเป็นหมอหลวงจูเก๋อเชียวหยุนก็หมดทางเยียวยาเขาลองรักษามาหลายวิธีแล้ว ต่อมาอาการของท่านเสนาบดีก็หนักขึ้น”
“ในคืนนั้น ท่านเสนาบดีและข้าคุยกันนานมากเขาถามข้าว่าความตายจะเป็นอย่างไร ความรู้สึกก่อนตายจะเป็นอย่างไร ข้าเองก็ไม่รู้ฉะนั้นจึงไม่มีคำตอบให้คำถามนั้น เขาพูดว่าเขาอาจรับรู้ความรู้สึกนั้นได้แล้วเพราะตอนนี้เขาก็ไม่ต่างไปจากคนตาย คำพูดที่ข้าบอกให้เจ้าฟังเมื่อครู่ความจริงมันไม่ใช่ความคิดของข้า แต่เป็นคำพูดที่ท่านเสนาบดีคนก่อนพูดกับข้าในคืนนั้น”
หากใต้หล้านี้สามารถเปลี่ยนแปลงด้วยความตายข้ายอมเป็นคนแรกที่ตาย แต่ความตายนี้ต้องเกิดขึ้นในเวลาที่สำคัญที่สุด และสามารถชี้นำความนึกคิดของคนอื่นได้
หากใต้หล้าเปลี่ยนได้ด้วยความนึกคิดข้ายอมเป็นคนแรก ข้ายอมใช้การตายของตัวเองมาแลกการเปลี่ยนความคิดของทุกคนทำให้ทุกคนเกิดความกลัวและลุกขึ้นมาต่อต้าน
อันเจิงยังคงเงียบ
อาจเพราะได้พูดความลับที่อยู่ส่วนลึกในใจเฉินไจ่เหยียนจึงดูผ่อนคลายลงไม่น้อย
“ท่านเสนาบดีคนก่อนพูดว่า...ผู้วิเศษในใต้หล้าก็ไม่มีทางช่วยข้าได้แต่ข้ากลับรู้สึกว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาตายของตัวเอง ประชาชนในแผ่นดินนี้ยังไม่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงเพราะความกลัวการตายของข้าอาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่ในเมื่อสวรรค์ไม่ให้เวลาข้าอีกแล้วอย่างนั้นข้าคงต้องตายด้วยน้ำมือตัวเอง หวังว่าการตายของข้าจะทำให้ประชาชนคำนึงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่านี้”
“ท่านเสนาบดีคนก่อนยังพูดอีกว่า...หากสวรรค์ให้เวลาข้าอีกสามปีข้าต้องทำได้ดีกว่านี้แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ข้าคงสามารถล้มไทเฮาได้สำเร็จแต่ทว่าไม่มีโอกาสนั้นแล้ว อาจมีเวลาไม่ถึงสามเดือนเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นข้าต้องคำนึงถึงคนที่อยู่ข้างหลัง”
อันเจิงถาม “ฉะนั้นเจ้าถึงฆ่าเขา”
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า “ใช่”
อันเจิงยิ้มด้วยความเย็นยะเยือก“เจ้าเป็นผู้ช่วยที่ดีของเขาจริง ๆ เลยนะ เป็นคนที่เขาฝึกฝนขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาอย่างแท้จริง”
“ทุกคนต่างกลัวความตาย ท่านเสนาบดีคนก่อนก็เหมือนกันฉะนั้นเขารู้ว่าตัวเองอาจทนผ่านจุดนั้นไปไม่ได้ เขาจึงต้องการผู้ช่วยสักคนหนึ่งในคืนนั้น ท่านเสนาบดีคนก่อนมอบยาพิษให้ข้า ยาพิษนั้นเป็นยาที่หมอหลวงจูเก๋อเชียวหยุนมอบให้จูเก๋อเชียวหยุนพูดว่ายาพิษนี้ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้นมันจะเหมือนการนอนหลับแล้วจากไป แต่ต่อให้จะเป็นอย่างนั้น ท่านเสนาบดีก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี”
“เขานำยาพิษมาให้ข้า จากนั้นข้าก็ช่วยเขาเทลงในถ้วยชา”
เฉินไจ่เหยียนเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดต่อ “เขาให้ข้านั่งอยู่ข้าง ๆ มีเพียงทำแบบนี้เท่านั้นเขาถึงจะมีความกล้าในการดื่มมันลงไป”
เพียงครู่เดียว อันเจิงก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาอุดอยู่ที่ใจของเขาในกระเพาะก็รู้สึกว่ามีอะไรมาอัดเอาไว้ ทำให้อยากอาเจียนแต่อาเจียนไม่ออก เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเฉินไจ่เหยียนที่อยู่ตรงหน้าถึงโหดร้ายได้ขนาดนี้ ถึงแม้ภายนอกจะเป็นมนุษย์แต่ทว่าภายในกลับเป็นปีศาจร้าย
เฉินไจ่เหยียนเงียบไปนานมาก“หากเป็นไปได้ ข้าอยากขอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน แล้วเจ้าค่อยฆ่าข้า”
เขามองไปยังอันเจิง “หากข้าตายตอนนี้ ก็จะทำให้มีคนตายตามมามากยิ่งกว่าเดิมหากข้าตาย...ไทเฮาต้องทรงสั่งคนมาจัดการหน่วยทหารแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นคนที่มีอำนาจควบคุมหน่วยทหารก็จะเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์นำทัพ มันจะนำมาซึ่งความตายของทหารแถบชายแดนทั้งหมดนี้เป็นเหมือนหายนะ”
อันเจิงหันหน้าไปและไม่อยากมองเขาอีก
สิ่งที่อันเจิงตามหาก็คือใต้หล้าที่ปราศจากความชั่ว นี่คือนิสัยของเขาฉะนั้นเฉินไจ่เหยียนสมควรตายหรือไม่? สมควรตายแน่นอน! เพราะความผิดของเฉินไจ่เหยียนไม่ใช่แค่ฆ่าห่าวผิงอันตายแต่คนอื่นในหน่วยทหารก็ตายด้วยเช่นกัน คนที่ตายไม่ใช่คนที่ไทเฮาส่งมาทุกคน สำหรับอันเจิง...ไม่มีการละเว้นโทษสำหรับคนที่ทำผิดแต่ทว่าความผิดนี้ เขาก็ไม่อาจลงโทษได้ในตอนนี้
เหมือนที่เฉินไจ่เหยียนพูด หากเขาตายตอนนี้ละก็ทหารและประชาชนที่อยู่ทางแถบชายแดนก็ต้องตายทั้งหมดและนั่นก็ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่
คนที่ไทเฮาจะมอบอำนาจให้คือใคร? ส่วนมากก็คือญาติใกล้ชิดที่มาจากแคว้นจ้าวคนเหล่านี้ไม่มีความสามารถอยู่แล้ว หากพวกเขาได้กุมอำนาจ แผ่นดินนี้ก็จะตกเข้าสู่ความวุ่นวายพวกเขาไม่รู้วิธีการนำทัพ ไม่รู้วิธีดูแลหน่วยทหารฉะนั้นการจะนำความเป็นความตายของทหารหลายแสนคนมาเสี่ยงในมือไทเฮาก็เป็นสิ่งที่อันเจิงทำไม่ได้เช่นกัน อีกอย่างความสัมพันธ์ของแคว้นเยี่ยนและแคว้นจ้าวก็ไม่ได้ดีอย่างที่เห็น หากสามารถทำลายแคว้นเยี่ยนได้นั่นย่อมเป็นสิ่งที่แคว้นจ้าวต้องการ...หากแคว้นเยี่ยนและแคว้นโยวสูญเสียจากสงครามทั้งคู่ละก็นั่นเป็นสิ่งที่แคว้นอื่นต้องการเห็นมากที่สุด
“รู้สึกว่าข้าชั่วร้ายมากใช่หรือไม่?”
เฉินไจ่เหยียนหัวเราะแห้ง ๆ“ข้าก็เหมือนกัน...นับตั้งแต่ตอนที่ท่านเสนาบดีคนก่อนตายข้าก็ไม่กล้าส่องกระจกอีกเลย ทุกครั้งที่ข้ายืนอยู่หน้ากระจกสิ่งที่ข้าเห็นในนั้นไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นใบหน้าของท่านเสนาบดีคนก่อนเขายังคงยิ้มให้ข้าและบอกว่าข้าทำได้ไม่เลว แต่ยิ่งเป็นแบบนั้นความรู้สึกบาปในใจข้าก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ”
เฉินไจ่เหยียนยกมือตัวเองขึ้นมาที่ฝ่ามือเขามีรอยกรีดที่น่ากลัวอยู่ “ข้าเคยคิดอยากตาย...แต่ความตายก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้”
อันเจิงถอนหายใจยาว“เรื่องนี้ข้าไม่อยากพูดถึงอีก คิดเสียว่าข้าไม่เคยถามก็แล้วกัน สำหรับเจ้าแล้วการมีชีวิตอยู่น่าจะทรมานยิ่งกว่าการตาย”
เฉินไจ่เหยียนเงียบไป
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังด้านนอก
เฉินไจ่เหยียนพูดขึ้นอย่างรีบร้อน“แผลของเจ้ายังไม่ได้รับการรักษา เลือดเจ้าก็ยังไหลอยู่ แล้วเจ้าจะไปไหน?”
อันเจิงเดินก้าวยาว ๆ ออกไป “ข้าจะกลับสำนักของข้าที่ที่อบอุ่นกว่าที่นี่”
“หากเจ้ากลับไปตอนนี้ คนของไทเฮาต้องหาโอกาสฆ่าเจ้าแน่”
อันเจิงส่ายหน้า“คนที่เคยคิดฆ่าข้าสูงส่งกว่าตอนนี้มาก แต่ทว่าข้าก็ยังไม่ตาย อีกอย่าง...ต่อให้จะเป็นข้าในตอนนี้ก็ตามแต่การจะฆ่าข้าก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้น”
อันเจิงเดินออกไปยังด้านนอก แสงแดดในช่วงบ่ายเป็นแดดที่ร้อนแรงมากที่สุดอีกทั้งยังแยงตาเขาด้วย อันเจิงเดินไปด้านหน้าท่ามกลางแสงแดดจ้า เลือดก็ไหลลงมาตามร่างกายและที่ที่เขาเดินผ่านจะเหลือรอยเท้าสีแดงประทับไว้บนพื้น
อันเจิงเดินออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ต่อให้ตอนนี้ วินาทีนี้ ตำหนักวิหารสวรรค์จะเป็นที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดแต่เขาก็ไม่อยากอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียวเขาไม่อยากเห็นหน้าของเฉินไจ่เหยียนอีก และไม่อยากเห็นใบหน้าของมู่ฉางเยียนด้วยพวกเขาทั้งสองคนไม่นับว่าเป็นคนชั่ว แต่ทว่าก็ไม่ใช่คนที่เดินในเส้นทางเดียวกับอันเจิงความจริงแล้ว พวกเขาก็นับว่าเป็นคนชั่วประเภทหนึ่ง ถึงแม้ส่วนใหญ่จะดูเหมือนคนดีก็ตามแต่ในขณะที่พวกเขาต้องการทำให้เป้าหมายสำเร็จและไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาก็ยอมทำเรื่องที่เลวร้าย
ขณะที่กำลังออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ อันเจิงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผ่อนคลายลงเลยเมื่อเดินออกมาแล้ว อันเจิงก็ไปถามองครักษ์หลวงถึงเรื่องการประลองของเฟิงเสี่ยวหยางและเนี่ยชิงแต่องครักษ์หลวงตอบว่าไม่เห็นเขาทั้งคู่กลับมา พวกเขาทั้งสองมาประลองที่ตำหนักวิหารสวรรค์ต่อมา เมื่อองครักษ์มารวมตัวกันมากขึ้น เฟิงเสี่ยวหยางก็จากไปส่วนเนี่ยชิงก็วิ่งตามองครักษ์เหล่านั้น
อันเจิงกล่าวขอบคุณจากนั้นก็เร่งฝีเท้าออกไปด้านนอก
ดูแล้วเฟิงเสี่ยวหยางต้องรู้เรื่องนี้ด้วยแน่ๆ เขาเริ่มโดยการล่อเนี่ยชิงออกมาก่อน นี่เป็นขั้นแรก เขาใช้โอกาสในการประลองกับเนี่ยชิงทำให้องครักษ์หลวงกว่าครึ่งตามมาที่ตำหนักวิหารสวรรค์และนี่ก็เป็นการเริ่มต้นของคนร้ายที่จะเข้ามาลอบสังหาร เมื่อการลอบสังหารเริ่มต้นขึ้นเฟิงเสี่ยวหยางก็รีบออกไปก่อน นั่นเพราะไม่อยากถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
จนถึงตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นเพียงการคาดเดาทั้งนั้นไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเฟิงเสี่ยวหยางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงหรือไม่
คนที่อันเจิงอยากเจอมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เนี่ยชิงหรือเฟิงเสี่ยวหยางแต่เป็นเฉินเซ่าป๋าย
“พวกเราจะเจอกันในเทศกาลใบไม้ร่วงเพียงแค่ถึงตอนนั้นเจ้าอาจจำข้าไม่ได้”
ประโยคนี้ดังกึกก้องในสมองของอันเจิงอีกครั้ง...สรุปแล้วเฉินเซ่าป๋ายเป็นคนของใครกันแน่? มู่ฉางเยียนเชื่อใจเขามากแต่เพราะอะไรเขาต้องช่วยเฟิงเสี่ยวหยางหลอกล่อเนี่ยชิงออกไปด้วย?
แคว้นเยี่ยนไม่มีทางเทียบกับจักรวรรดิต้าซีได้ตอนนี้อันเจิงเพิ่งจะรู้ว่า...แคว้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเงียบสงบ ไม่ได้แปลว่าจะมั่นคงมากกว่าจักรวรรดิต้าซีเพราะราชวงศ์ของแคว้นเยี่ยนอ่อนแอ หากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไปละก็นั่นเป็นหายนะของแคว้นเยี่ยนเลยทีเดียว ต่างจากจักรวรรดิต้าซีที่อำนาจของราชวงศ์มั่นคงจึงไม่มีใครกล้ามาแย่งชิงอำนาจและตำแหน่งองค์จักรพรรดิ ฉะนั้นต่อให้ตระกูลใหญ่ในจักรวรรดิต้าซีจะบังอาจมากเท่าไหร่แต่พวกเขาก็ไม่กล้าล้ำเส้นมากจนเกินไป
ขณะที่เดินไปถึงครึ่งทางในที่สุดอันเจิงก็ทนไม่ไหวแล้ว
เขาเสียเลือดมาก ทำให้ไม่มีแรงที่จะเดินต่อไปโชคดีที่สร้อยลูกประคำโลหิตช่วยรักษาบาดแผลของเขาไปบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นต่อให้ตอนนี้เขาจะไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โตแน่ และในขณะที่เขากำลังจะล้มลงสร้อยลูกประคำโลหิตก็เปล่งแสงประกายอีกครั้ง แสงนี้กะพริบอย่างต่อเนื่องจากนั้นก็มีของเหลวอุ่น ๆ บางอย่างไหลเข้าสู่ร่างอันเจิงเดิมทีอันเจิงนึกว่านั่นคือสมุนไพรที่สร้อยลูกประคำโลหิตปล่อยเข้าสู่ทะเลลมปราณของเขาแต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง อันเจิงก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
นั่นไม่ใช่สมุนไพร แต่มันคือเลือด!
สร้อยลูกประคำโลหิตกำลังฟื้นฟูเลือดให้อันเจิง!
นี่ไม่สมเหตุสมผลสักนิด...ผู้เฒ่าฮั่วเคยบอกไว้ว่าสร้อยลูกประคำโลหิตนี้เป็นของวิเศษด้านมืดเป็นพลังระหว่างเทพและปีศาจ หากเจ้าของคนก่อนสาปแช่งของชิ้นนี้ไว้ เจ้าของคนใหม่ต้องนำเลือดตัวเองมาเลี้ยงร่างเจ้าของคนก่อนจนกว่าเจ้าของคนก่อนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งและแน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ตัวผู้เฒ่าฮั่วเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
อันเจิงรู้ว่าผู้เฒ่าฮั่วไม่มีทางพูดไปเรื่อยแน่นอนเกรงว่าในใต้หล้านี้คงไม่มีใครรู้เรื่องอาวุธวิเศษไปมากกว่าผู้เฒ่าฮั่วแล้ว ฉะนั้นเลือดของอันเจิงต้องถูกสร้อยลูกประคำโลหิตดูดออกไปถึงจะถูกแล้วทำไมครั้งนี้มันถึงไหลกลับมาล่ะ?!
ไม่เพียงแค่อันเจิงที่ชะงักไป ขณะนี้ ในหุบเขาบนเทือกเขาชางหมานชายวัยกลางคนที่หลับตานอนอยู่ในโลงแก้วเจียระไนก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแกร่งประกายความสงสัยทางแววตา“พลังสาปแช่งจะเกิดความผิดพลาดได้อย่างไร ทำไมเลือดถึงย้อนกลับไป?”
หลังจากชายวัยกลางคนลืมตาขึ้น เหล่าชายหนุ่มที่นั่งล้อมข้างโลงแก้วเจียระไนก็ฟื้นขึ้นมาทันทีพวกเขายืนขึ้นแล้วโค้งตัว “คารวะนายท่าน”
ชายวัยกลางคนโบกมือ “ไม่มีอะไรข้าแค่มีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมาก ตอนนี้ร่างกายข้าไม่ได้อาศัยแค่เลือดจากเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างเดียวแล้ว”
เขากวาดตามองแวบหนึ่ง ข้างโลงแก้วเจียระไนมีกรงที่ทำมาจากก้อนอุกกาบาตด้านในมีปีศาจหินที่เข้าไปก่อกวนตำหนักวิหารสวรรค์แห่งแคว้นเยี่ยนในวันนั้น ปีศาจหินมองไปยังชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าหวาดกลัวดูแล้วปีศาจหินซูบผอมลงมาก อีกทั้งพลังเลือดก็เกิดความเสียหายที่คอของมันยังมีโซ่ล่ามเอาไว้อีก ซึ่งโซ่เส้นนี้และสร้อยลูกประคำโลหิตก็เป็นของวิเศษจำพวกเดียวกัน
“เป็นเด็กหนุ่มที่น่าประหลาดจริง ๆ”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ฉะนั้นจึงกลับเข้าไปนอนในโลงแก้วเจียระไนอีกครั้งส่วนปีศาจหินตัวนั้นก็มองออกมาจากกรงอุกกาบาตด้วยแววตาที่น่าสงสาร