“ฝ่าาเสด็จแล้วเพคะ!”
เสียงขานรับดังขึ้นในตำหนักใหญ่ ขณะนั้นท่านหญิงและบุตรสาวของนาง หลินลู่ซิง กำลังนั่งรับประทานอาหารอย่างอิ่มเอม แต่บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปทันทีที่ หลินถังเห้า หรือ ฮองเต้แห่งแคว้นจินหลง เสด็จกลับจากว่าราชการ
“ท่านพ่อเหน็ดเหนื่อยหรือไม่เพคะ กลับค่ำถึงเพียงนี้... ราชการหนักมากเลยหรือ?”
“อืม... มีเื่ต้องเตรียมตัวมากมาย” หลินถังเห้าทรุดลงนั่ง สีหน้าเคร่งเครียด
“อีกมะรืน เราจะเดินทางไปแคว้นต้าโต่ว”
“หือ? ไปด้วยเหตุใดหรือคะ?”
“ไม่ใช่แค่ข้าจะไป... เ้าก็ต้องไปด้วย”
“หือ?” ลู่ซิงเลิกคิ้วงุนงง “แล้วไปด้วยเหตุใดกันหรือเพคะ?”
“เ้าจะต้องไปดูตัวกับองค์ชาย เหวินเจี๋ย”
คำตอบนั้นทำเอาท่านหญิงและลู่ซิงตกตะลึงในทันที สีหน้าฮองเฮาแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเป็ใ ส่วนลู่ซิงถึงกับหันขวับไปสบตากับสาวใช้ของตน
“เหวินเจี๋ย...” ท่านหญิงทวนชื่อในลำคอ
“ข้าเคยได้ยินว่าเขาเก่งกาจยิ่งนัก รูปโฉมก็หล่อเหลาไม่ต่างจากเทพบุตร”
“รบไม่รู้พ่าย...”
ลู่ซิงกระซิบตอบพร้อมสายตาเปล่งประกาย
“เหล่าทหารเรียกเขาด้วยฉายานี้... ว่าแต่... หลินหว่านหงไปไหน? ใยไม่มาร่วมโต๊ะอาหาร?”
คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้น หลินหลิน เดินเข้ามาด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อย ร่างกายมอมแมมเปื้อนฝุ่นจนดูไม่เหมาะกับห้องอาหารของราชวังแม้แต่น้อย
“เกิดอะไรขึ้น เ้าไปทำอะไรมาถึงได้โทรมขนาดนี้?”
“สกปรกยังกล้าเดินเข้ามาในห้องอาหารอีกหรือ!” ลู่ซิงตวาดเสียงแข็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“พอได้แล้ว ลู่ซิง” หลินถังเห้าตัดบทเสียงเข้ม ก่อนหันมาทางหลินหลิน
“ส่วนเ้า ไปชำระกายแล้วมากินข้าว“
“ข้ากินกับพวกลุงชาวนาแล้วเ้าค่ะ”
“หา?! เ้าพูดว่าอย่างไรนะ... ชาวนา? เหตุใดถึงไปอยู่กับพวกนั้น?”
เสียงของหลินถังเห้าก้องกังวานไปทั่วตำหนักด้วยความใจนทุกคนเงียบกริบ หลินหลินหันไปมองฮองเฮา ดวงตาเต็มไปด้วยความเ็ป แทนคำตอบให้บิดารับรู้ว่าเป็นางที่สั่งไป
“เ้า...” ถังเห้าหันขวับไปยังท่านหญิง
“เหตุใดเ้าจึงสั่งให้ลูกของข้าไปทำงานในนา?”
“ก็นางแสดงกิริยาหยาบคาย ใส่ร้ายข้าว่าทารุณ ข้าก็เพียงลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น นางกลับทำตัวราวกับข้าสั่งให้ไปกัดกับหมา!”
“พอได้แล้ว!” ฮองเต้ตวาดลั่น
“เ้ายังจะเถียงอีกหรือ? ส่วนหลินหลิน... ไปชำระกายให้เรียบร้อยเถิด”
“เ้าค่ะ...” เธอรับคำเบา ๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่ปริปากแม้ครึ่งคำ
ณ แคว้นต้าโต่ว
“ข้ามิได้อยากดูตัวกับหญิงใดทั้งนั้น ท่านพ่อ!”
เสียงคัดค้านอย่างหงุดหงิดของ เหวินเจี๋ย ดังขึ้นภายในท้องพระโรง ฮองเต้แห่งแคว้นต้าโต่วขมวดคิ้วแน่น
“มันคือการผูกมิตร แคว้นจินหลงกับเราค้าขายกันมายาวนาน การแต่งงานครั้งนี้จะทำให้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น”
“แต่ข้าไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็ข้า? ท่านจะโยนอนาคตของข้าเพื่อการค้ารึ?”
“ข้าบอกให้แต่งก็ต้องแต่ง จะต่อล้อต่อเถียงให้ได้อะไร?!”
“ท่านพ่อ!”
คำพูดของเหวินเจี๋ยเต็มไปด้วยความเ็ป แต่ฮองเต้กลับหันหลังให้อย่างไม่ใยดี เหวินเจี๋ยลุกพรวดขึ้นแล้วเดินจากไปด้วยความโกรธ ร่างสูงทะมึนของเขาก้าวพ้นตำหนักไปอย่างไม่หันกลับ
ณ จวนแม่ทัพแห่งต้าโต่ว
“เพราะเหตุใด เสี่ยวรุ่ย... ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ”
“บางที... ท่านฮองเต้อาจ้ารวมอำนาจและความมั่นคงไว้ด้วยกันกระมังขอรับ”
“หึ ถ้าการเป็พันธมิตรต้องบังคับข้าแต่งงาน ข้าว่ายกทัพตีจินหลงให้ราบยังง่ายกว่า!”
“อย่าคิดเช่นนั้นเลยขอรับ” เสี่ยวรุ่ยรีบห้าม
“เื่เช่นนี้จะทำให้ชื่อเสียงแคว้นเราเสื่อมเสีย…”
“แล้วข้าจะทำอย่างไรดีเล่า! ยอมแต่งงั้นหรือ?!”
“ข้า... ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”
“งั้นเ้ารู้เื่อะไรบ้างวะ?! ไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้า!!”
เสียงตะคอกของเหวินเจี๋ยก้องไปทั่วจวน ขณะเขาโกรธจัดและสับสนเต็มที่ในใจ แต่ภายใต้ความกราดเกรี้ยวนั้น คือความเสียใจที่แฝงอยู่ลึกๆ
วันที่ออกเดินทาง
“งดงามยิ่งนัก... ราวกับนางฟ้าเหินลงมาจุติจริงๆ ลูกสาวของแม่...” ฮองเฮากล่าวชื่นชมพร้อมประคองบุตรสาวขึ้นรถม้า
“ท่านแม่ก็ชมเกินไปแล้วเ้าค่ะ”
ทันใดนั้น เสียงของหลินถังเห้าก็ดังขึ้น
“หลินหว่านหง! เ้าก็มาด้วยรึ? จะตามมาทำไม?”
“ใจคอเ้าจะปล่อยน้องอยู่ในวังคนเดียวรึ? ลู่ซิงพอได้แล้ว ขึ้นรถ!”
หลินหลินไม่พูดตอบ เพียงแต่มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน
เสียงกลองเริ่มดังขึ้น รถม้าขบวนหลวงเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตูวังไปสู่เส้นทางยาวไกล... สู่แคว้นต้าโต่ว
จุดเริ่มต้นของโชคชะตาแห่งการผูกสัมพันธ์... หรืออาจเป็จุดปะทุของเปลวเพลิงแห่งศึกา...