ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 105 : หงเสี้ยวเทียนผู้หยิ่งผยอง

    ผลลัพธ์ของการทดสอบทำให้ใครหลายๆคนเริ่มที่จะถอดใจ 


    แม้หวู่ซุนฉายจะรับกระบวนท่าแรกไว้ได้ แต่ร่างกายของเขาก็ไม่สามารถลดทอนผลกระทบที่ถูกส่งผ่านจากฝ่ามือของหนี่เหอได้ ส่งผลให้เขาไม่สามารถเตรียมตัวรับกระบวนท่าที่สองได้ทัน


    หากเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะใช้วิธีการใดในการรับกระบวนท่าของหนี่เหอให้ครบถึงสามกระบวนท่า?


    นั่นคือสิ่งที่ใครหลายๆคนกำลังตั้งคำถามอยู่ในใจ


    ทว่าชายในอาภรณ์สีชาดนามหงเสี้ยวเทียนกลับขดริมฝีปากอย่างดูถูก “พวกขยะ!”


    น้ำเสียงที่เหยียดหยามของชายผู้นี้ ทำให้หางตาของจางหลินเหลือบมามองโดยไม่ได้ตั้งใจ


    จากนั้นหนี่ซุนฉิงก็เรียกรายชื่อต่อไป “ลั่วหลาน ก้าวออกมาข้างหน้า”


    แต่ชายที่มีนามว่าลั่วหลานกลับก้าวออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ และประสานมืออย่างนอบน้อม “ท่านผู้เฒ่า ลั่วหลานขอสละสิทธิ์”


    หนี่ซุนฉิงดูไม่ได้แปลกใจนักกับคำขอของลั่วหลาน เขาเพียงแค่พยักหน้าเบาๆและมองไปยังชายหนุ่มที่เหลือ “มีใครต้องการจะสละสิทธิ์อีกหรือไม่? หากเจ้าไม่ต้องการเข้ารับการทดสอบ เจ้าสามารถออกไปได้ในตอนนี้”


    ประโยคนั้นเปรียบดั่งสัญญาณการเคาะระฆัง ทำให้ชายหนุ่มหลายสิบคนเดินออกมาและประสานมือไปยังทิศทางของผู้อาวุโสทั้งสามก่อนจะหันหลังจากไป


    หนี่หุนลั่วที่ยืนมองจากด้านบนก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างหมดหนทาง “หนี่เหอคิดจะไม่ให้ตำแหน่งผู้ติดตามกับซวงซวงเลยหรืออย่างไร?”


    หนี่เหิงเหยียนแสดงความคิดเห็นด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ “การที่จะเป็นผู้ติดตามของซวงซวงได้ อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติที่คนอื่นไม่มี ข้าคิดว่าผู้เฒ่าเหออาจจะกำลังค้นหาชายที่มีคุณสมบัติเฉพาะอยู่”


    “สิ่งแรกที่ต้องมีสำหรับผู้ติดตามคือสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมต่อภยันตราย และการตอบสนองที่ว่องไวในสถานการณ์ที่ดูปกติเหมือนจะไม่มีอะไร”


    “หากพวกเขายังไม่สามารถรับกระบวนท่าของผู้เฒ่าเหอไว้ได้และยังไม่ผ่านเงื่อนไขข้อแรก การจะมาเป็นผู้ติดตามของซวงซวงก็เท่ากับว่าชีวิตของซวงซวงจะไม่ได้รับการดูแลคุ้มครองที่ดีพอ และนั่นจะเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับตระกูลหนี่”


    หลังจากนั้นหนี่ซุนฉิงก็ได้ใช้พู่กันขีดฆ่ารายชื่อคนที่ถอนตัวออกไป พลันเงยหน้าขึ้นและขานชื่อ “หงเสี้ยวเทียน ก้าวออกมาข้างหน้า”


    มุมปากของหงเสี้ยวเทียนโค้งขึ้น เขาก้าวออกจากแถวด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วงและดุร้าย 


    รัศมีและบุคลิกที่แสดงออกมาโดยหงเสี้ยวเทียนทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มที่จะครึกครื้นขึ้นมา


    “นายน้อยเสี้ยวเทียน นายน้อยเสี้ยวเทียนออกมาสู้แล้ว”


    “คุณชายหงสู้ๆ”


    “คุณชายน้อย ท่านทำได้”


    “.....”


    เสียงโห่ร้องสนับสนุนและให้กำลังใจดังกระหึ่ม ดูเหมือนว่าเขาจะมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในตระกูลหนี่


    หนี่เหอยิ้มเล็กยิ้มน้อย “เสี้ยวเทียน เราเจอกันอีกแล้ว”


    หงเสี้ยวเทียนที่กอดกระบี่ก็ยกมือขึ้นมาประสาน “รบกวนผู้เฒ่าเหอแล้ว”


    หนี่เหอพยักหน้าเบาๆด้วยรอยยิ้มใจดี ก่อนที่เขาจะวางฝ่ามือไว้ข้างหน้า “เตรียมรับมือ…”


    วู้ม!


    พริบตานั้นร่างของหนี่เหอก็หายไปจากตำแหน่งเดิมกลายเป็นแสงกระพริบ พุ่งตรงไปยังหงเสี้ยวเทียนราวกับสายฟ้าฟาด!


    การแสดงออกของหงเสี้ยวเทียนไม่ได้ดูตื่นตระหนก เขาชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วที่ตามองตามไม่ทัน และฟาดฟันไปข้างหน้าในจังหวะที่สอง พลันถอยเท้ากลับไปสามก้าวด้วยสัญชาตญาณ


    วู้ม!


    การฟาดฟันกระบี่ในครั้งนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของหนี่เหอชะงักไป


    เนื่องจากว่าหงเสี้ยวเทียนได้ใช้ระยะห่างในการหยุดยั้งกระบวนท่านี้ไว้ ทำให้หนี่เหอไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับความเฉียบคมของกระบี่


    ครั้นเห็นว่าหนี่เหอหยุดการเคลื่อนไหวกลางคัน หงเสี้ยวเทียนก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเบาๆ “กระบวนท่าที่หนึ่ง…”


    พรึ่บ!


    หนี่เหอหายไปจากตำแหน่งเดิมอีกครั้ง คราวนี้เขามาปรากฏขึ้นด้านหลังหงเสี้ยวเทียนในระนาบที่ต่ำกว่า ก่อนจะกระแทกฝ่ามือเข้าที่จุดซ่านจงอย่างป่าเถื่อน!


    สีหน้าของหงเสี้ยวเทียนเริ่มแปรเปลี่ยน เขาฟาดฟันกระบี่เป็นแนวโค้งแต่ก็มิอาจตอบสนองหนี่เหอได้ทัน


    ด้วยเสียง “ปัง!” ร่างของหงเสี้ยวเทียนกระเด็นกลับไปถึงสี่ก้าว ทิ้งรอยฝ่ามือไว้ที่กลางหน้าอกของเขาเป็นรอยยุบลงไป


    แต่เท้าของเขายังคงห่างจากขอบเขตวงกลมหนึ่งก้าว นั่นหมายความว่าขอเพียงแค่รับอีกหนึ่งกระบวนท่าของหนี่เหอได้ เขาจะได้เข้าสู่รอบถัดไป


    “กระบวนท่าที่สอง…” หงเสี้ยวเทียนเค้นเสียงและพยายามระงับความปั่นป่วนไม่ให้กระอักเลือดออกมา


    มุมปากของหนี่เหอโค้งขึ้น จู่ๆร่างของเขาก็หายไปราวกับเงาอีกครั้ง


    พรึ่บ!


    คราวนี้เขาปรากฏขึ้นต่อหน้าด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าเดิม พร้อมกับฝ่ามือที่ตรงไปยังร่างของหงเสี้ยวเทียนด้วยเสียงลมหวน!


    ปัง!


    หงเสี้ยวเทียนถูกกระแทกอย่างแรงเพราะมิอาจมองตามการเคลื่อนไหวได้ทัน จนเขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก!


    แต่ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ เขากัดฟันอย่างดุเดือดและกระทืบส้นเท้าอยู่กับที่อย่างแรงจนเกิดหลุมลึก!


    ตึง!


    สิ้นสุดกระบวนท่าที่สาม ทุกคนต่างก็เห็นว่าหงเสี้ยวเทียนยังคงอยู่ในขอบเขตวงกลม และเท้าของเขาอยู่ห่างจากขอบเขตเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น


    ฝูงชนเปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจที่หงเสี้ยวเทียนใช้การย่ำส้นเท้าเพื่อไม่ให้กระเด็นออกจากขอบเขตวงกลม


    เมื่อเห็นผลลัพธ์ประจักษ์ชัด หนี่ซุนฉิงก็ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะประกาศ “หงเสี้ยวเทียน ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป”


    สิ้นเสียงคำประกาศ เสียงโห่ร้องของหญิงสาวมากหน้าหลายตาก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง


    “นายน้อยเสี้ยวเทียน”


    “นายน้อยเสี้ยวเทียน”


    “นายน้อยเสี้ยวเทียน”


    “.....”


    หงเสี้ยวเทียนพยายามยืนขึ้นอย่างมั่นคง เขาฝืนยิ้มออกมาพลางจ้องมองไปยังหนี่ซวงด้วยความผันผวนในแววตา


    เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการทำให้หนี่ซวงประทับใจ และให้นางได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขา


    ทว่าดวงตาของหนี่ซวงกลับไม่ได้จดจ้องอยู่กับการทดสอบแม้แต่น้อย หากแต่นางกำลังชายตามองจางหลินด้วยความคาดหวัง


    เมื่อเห็นดังนั้นใบหน้าของหงเสี้ยวเทียนเริ่มที่จะบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด เขากัดฟันด้วยความเกลียดชังที่เห็นว่าหนี่ซวงไม่ได้สนใจตนเลย


    [ไอ้เด็กเวรนั่นเป็นใครกันแน่!?]


    [เหตุใดแม่นางหนี่ถึงได้ให้ความสำคัญกับมันถึงขนาดนั้น?]


    หงเสี้ยวเทียนกำลังหมายตาหนี่ซวงอยู่ และเหตุผลที่เขาต้องการจะเป็นผู้ติดตามเพราะอยากใกล้ชิดกับหนี่ซวงตลอดเวลา


    แต่กลับกลายเป็นว่าหนี่ซวงไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย


    หงเสี้ยวเทียนก็พยายามก้าวออกมาจากขอบเขตวงกลม ความริษยาฉายชัดในแววตาขณะจ้องมองจางหลิน ‘ในเมื่อเป็นเช่นนี้...ข้าจะบดขยี้ความมั่นใจเจ้าเอง!’


    จางหลินที่กำลังพักสายตาหรี่ตาขึ้นมาเล็กน้อยครั้นสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้ายที่ส่งตรงมาหาตน 


    แต่เขาไม่ได้แสดงออกอะไร และหลับตาต่อไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    หนี่ซุนฉิงได้ดำเนินการทดสอบต่อไปโดยการเรียกขานชื่อออกมาทีละคน แต่แล้วผู้สมัครที่เหลืออยู่กลับไม่สามารถตั้งรับกระบวนท่าของหนี่เหอไว้ได้ครบสามกระบวนท่าเลยสักคน


    เกรงว่าคงมีหงเสี้ยวเทียนเพียงคนเดียวที่สามารถผ่านการทดสอบครั้งนี้ไปได้ และเขาจะได้รับสถานะผู้ติดตามของหนี่ซวงอย่างสมใจหมายอย่างแน่นอน