ชูหลิงยืนก้มหน้าก้มตา นางขยับเข้าใกล้ไห่เถิงทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน นางไม่ถูกชะตากับสถานเริงรมย์เอาเสียเลย นางจำได้ดีหนหนึ่งนางเกือบถูกขายให้กับหอนางโลม แม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นสาวใช้ แต่ภายในใจของนางยังมีความหวาดกลัวต่อหอนางโลมมาก
กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะของไห่เถิง นางจึงรู้สึกตัวว่านางไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางยังมีไห่เถิงและจางหลินถง
เมื่อกล่าวถึงจางหลินถง ชูหลิงรู้สึกผิดสังเกตจึงเงยหน้าขึ้นมองพบว่าคุณหนูของนางไม่อยู่ที่เดิมแล้ว ชูหลิงหน้าซีดหันไปกระซิบบอกไห่เถิงทันที “พี่สาว คุณหนูหายตัวไปแล้ว”
สิ้นคำของชูหลิง ไห่เถิงหันกลับไปมองจุดที่จางหลินถงเคยยืน พบว่านางไม่อยู่แล้วจริงๆ เสียงหัวเราะเงียบหาย ใบหน้างามราวอิสตรีเริ่มเคร่งขรึม เขากวาดตามองจนทั่วชั้นล่าง เพื่อหาคนที่มีลักษณะเดียวกันกับจางหลินถงแต่ไม่พบ จิวยี่ แม่เล้าวัยไล่เลี่ยกับไห่เถิง ผู้เป็นเจ้าของหอสราญรมย์สาดสายตามองตามอย่างใคร่รู้
“หาคนหรือ? หาใคร ให้ข้าช่วยหาดีหรือไม่?”
“เจ้าจำเด็กหนุ่มที่ยืนข้างข้าอีกคนได้หรือไม่?”
“จำได้สิ หน้าตาเกลี้ยงเกลางดงามปานนั้น ข้าต้องจำได้แน่นอน ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆที่คว้าเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาได้ถึงสองคน”จิวยี่กล่าวพลางเหลือบมองชูหลิง สายตาหวานฉ่ำ
ไห่เถิงขยับตัวขึ้นบังไม่ยอมให้จิวยี่ใช้สายตาแทะโลมชูหลิงพลางกล่าว“หากเจ้าอยากได้เด็กหนุ่มหน้าตาดี ว่านอนสอนง่าย ข้าหาให้เจ้าก็ได้ แต่ว่าเจ้าต้องช่วยข้าหาคนก่อน”
“ทำไม เขาสำคัญต่อเจ้ามากหรือ?”
“เขาสำคัญต่อข้ามาก เพราะเขาเป็นบุตรของสหายที่มีพระคุณต่อข้า ข้าต้องดูแลเขาให้ดี”ไห่เถิงไม่ปิดบังในเรื่องของผู้มีพระคุณ ทั้งไห่เถิงและจิวยี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
จิวยี่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าเจื่อน“ที่แท้ก็เป็นบุตรของสหาย ข้านึกว่าเป็น...”
“อย่ามัวแต่พูดเลย รีบหาคนเร็วเข้า อีกอย่างอย่าให้คนแตกตื่นเล่า”
“ทำไม มีคนต้องการตัวเขาหรือ?”
“อืม”
“เขาเป็นใครกัน?”
“เอาไว้ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง ตอนนี้ช่วยข้าก่อน”
“ได้” จิวยี่รับปากแล้วออกเดินนำ ไห่เถิงหันไปคว้ามือชูหลิงให้เดินตาม ในหอสราญรมย์คนมาก เขาไม่อยากให้คลาดกันอีก
‘กฎของการเอาตัวรอด จงอย่าได้เปิดเผยให้ศัตรูรู้อย่างเด็ดขาดว่ากำลังหวาดกลัว ขาดความมั่นใจ โกรธแค้นหรือเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องมีสติและเข้มแข็ง นี่เป็นวิธีเดียวที่จะรับมือกับศัตรูที่ชาญฉลาดกว่าได้’ คำกล่าวของไห่เถิงผุดขึ้นมาในหัว จางหลินถงถอนลมหายใจอย่างช้าๆ ดวงตาตื่นตระหนกหายไปแล้ว เวลานี้นางมีสติครบถ้วนมาก
“ซื่อจื่อ ได้โปรดรักษามารยาทด้วย”นางไม่รู้สถานการณ์ในวังหลวง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในฐานะไหน นางจึงเรียกเขาเหมือนเดิม ขณะช้อนดวงตากลมโตเย็นชาขึ้นมองอีกฝ่าย แค่สัมผัสจากฝ่ามือของเขาก็ทำให้นางเกิดความรู้สึกรังเกียจจนอยากจะหักมือเขาทิ้งแล้ว ยิ่งรู้แก่ใจว่าเขาคือคนสังหารครอบครัวของนาง สังหารกัวเหวินเซิน ความโกรธแค้นในใจยิ่งปะทุรุนแรง หากไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นสถานที่มีคนพลุกพล่าน และเป็นเมืองหลวง นางต้องระบายแค้นกับเขาแน่
ซ่งตงหยางเห็นแววตานั้นแล้วทำให้ชาวาบไปทั้งตัว เขาค่อยๆคลายมือออก และถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว“เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ”
“ต้นไม้ย่อมมีวันเติบโต ข้าก็เช่นกัน”ในขณะที่ต้นไม้เติบโตมาจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุและมีน้ำคอยหล่อเลี้ยง แต่นางเติบโตมาจากกองซากศพ และมีโลหิตของญาติพี่น้อง ความเจ็บปวด ความโกรธแค้นคอยหล่อหลอมทุกย่างก้าว
“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมากจริงๆ”ซ่งตงหยางกระตุกยิ้ม ยอมรับว่าท่าทีของนางทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย“ในเมื่อได้พบกันแล้ว ให้ข้าเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อดีหรือไม่?”
จางหลินถงส่ายหน้า “มิกล้า ข้าเป็นเพียงคนต่ำต้อย มิบังอาจรบกวนท่าน”
“เจ้า...”หลังจากโดนปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า ใบหน้าซ่งตงหยางเผือดสี รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ลึกๆ“จริงสิ ข้าลืมไปว่าเจ้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญ”
“ในเมื่อซื่อจื่อรู้แล้ว เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัว เชิญซื่อจื่อตามสบาย”หญิงสาวหมุนกายเดินกลับไปที่ประตู เสียงข้างหลังก็ดังมาอีก
“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าสตรีนางนั้นเป็นใคร?” ซ่งตงหยางกล่าวเข้าประเด็น ความหึงหวงเป็นจุดอ่อนของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี แม้ภายนอกนางเข้มแข็งไม่สนใจเรื่องราวที่เขากำลังพูด แต่เขาเชื่อว่าอย่างน้อยในใจของนางก็มีความรู้สึกอยู่บ้าง
จางหลินถงชะงัก เท้าหยุดอยู่กับที่ แผลในใจถูกบีบเค้นอีกครั้ง ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างถือดี “นางเป็นใครแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า”
“แน่ใจหรือว่าไม่เกี่ยวกับเจ้า” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ขยับเท้าก้าวเข้าไปหาจางหลินถง “แม่นางอาหลิน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อข้า แค่เพียงคำพูดของข้าไม่อาจเชื่อถือได้จริงๆ ดังนั้นข้าจะพาเจ้าไปดูให้เห็นกับตาก็แล้วกัน”
จางหลินถงเหลือบมองซ่งตงหยาง เห็นเขาเดินไปประตูหลังห้องซึ่งทะลุออกนอกระเบียง จางหลินถงจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางเดินขึ้นมาถึงชั้นบนเพื่อจะมาดูให้เห็นกับตาไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงใจฝ่อขึ้นมาแล้วเล่า หรือว่านางกลัวความจริง กลัวที่จะรู้ว่าอู๋ฮวนไม่ได้มีแค่เพียงนาง กลัวที่จะยอมรับความจริงว่าอู๋ฮวนยังมีคนอื่นอยู่อีก หญิงสาวครุ่นคิดอย่างสับสน ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหยุดข้างซ่งตงหยาง จากนั้นนางถูกเขารวบเอวพาเหินขึ้นบนหลังคาอย่างไร้สุ่มเสียง
“ข้ามีอะไรจะให้เจ้าดู”ซ่งตงหยางกล่าวแล้วย่อกายนั่งลง สองมือยกกระเบื้องหลังคาออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นความเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ในห้องอีกห้องชัดเจน
ตอนแรกจางหลินถงยังกระดากอาย นางไม่เคยแอบมองใครอย่างไร้มารยาทมาก่อน แต่ต่อมานางได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กน้อย นางจึงชะโงกหน้ามองบ้าง เห็นว่าในอ้อมกอดของอู๋ฮวนมีเด็กผู้ชายอายุราวสองขวบเศษนั่งอยู่บนตัก ในขณะที่เขากำลังหยอกล้อกับเด็กคนนั้น โดยมีสาวงามที่นางเห็นว่าเดินขึ้นชั้นบนพร้อมอู๋ฮวน กำลังป้อนอาหารให้เด็กคนนั้น ทั้งสามดูมีความสุขกันมาก อู๋ฮวนเองก็ยิ้มและเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนมาก ยิ่งมองหัวใจยิ่งบีบรัด จางหลินถงหันหน้าหนี ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว
“สตรีนางนั้นนามว่าชิงเอ๋อร์ เป็นดาวเด่นของที่นี่ และนางคือมารดาของเด็ก”
คำกล่าวของซ่งตงหยางกรีดลึกลงไปในหัวใจของจางหลินถง“ขอบคุณซื่อจื่อที่เปิดหูเปิดตา การแอบดูผู้อื่นถือเป็นเรื่องไม่สมควร หากซื่อจื่อชื่นชอบก็ตามสบาย ข้าต้องขอตัวก่อน”
“ช้าก่อน” ซ่งตงหยางรีบคว้ามือจางหลินถง“เจ้าไปไหนไม่ได้ เจ้าต้องกลับไปกับข้า”
“เหตุใดข้าต้องไปกับท่าน”นางนึกสมเพชตนเองอยู่ลึกๆ เมื่อไหร่พวกเขาจะเลิกคิดว่านางเป็นสิ่งของ และหยุดลากไปลากมาเสียที เวลานี้นางไม่ใช่จางหลินถงบุตรสาวตระกูลจาง แต่นางคือกัวซีซิน ทายาทหน่วยพยัคฆ์ขาวและเป็นทาทายาทรุ่นสุดท้ายของเผ่าหั่วจู
“แม่นางอาหลิน ตอนนี้เจ้าไม่มีญาติพี่น้อง การอยู่ข้างนอกเพียงลำพังอันตรายมาก อีกอย่างเจ้าเต็มใจอยู่กับเขาจริงหรือ? เวลานี้แม้แต่ตำแหน่งจวิ้นอ๋องเกรงว่าเขาจะรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ และยังมีหลายเรื่องที่เขาปิดบังเจ้า ไม่บอกให้เจ้ารู้ หากเขารักเจ้าจริง เหตุใดเขาถึงไม่บอกเจ้าเรื่องเด็กคนนั้น”
จางหลินถงนิ่งไป ซ่งตงหยางพูดถูก มีหลายเรื่องที่อู๋ฮวนไม่ยอมบอกนางจริงๆ แต่นางจำคำสอนของไห่เถิงได้แม่นยำ ทั้งหมดนั้นคือเล่ห์เหลี่ยมที่ซ่งตงหยางชอบนำมาล้อเล่นกับจิตใจของผู้คน หากนางหลงกลก็มีแต่พ่ายแพ้ อย่าว่าแต่ช่วยอู๋ฮวน แม้นางก็เอาตัวไม่รอด หญิงสาวทำใจให้สงบนิ่ง และยิ้มราวกับไม่สนใจเรื่องของอีกฝ่าย ทั้งที่ในใจนางเจ็บปวดมาก
“ซื่อจื่อปรารถนาดีต่อข้า ข้าขอรับไว้ด้วยใจ บอกหรือไม่บอกก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับข้า ขอตัว”นางหมุนกายเดินจากไปอีกหน แต่หนนี้นางก้าวไปได้เพียงสามก้าวก็รู้สึกว่าขยับตัวต่อไม่ได้ เมื่อก้มมองพบว่ามีเส้นใยสีทองบางๆรัดทั่วตัวนาง โดยมีซ่งตงหยางเป็นผู้ดึงเส้นใยอยู่เบื้องหลัง
“อย่าดิ้นเลย นี่เป็นไหมทองคำมีความแข็งแรงมาก ยิ่งออกแรงยิ่งรัดแน่น เจ็บตัวเปล่า ถึงอย่างไรเจ้าก็หนีข้าไม่พ้น”ซ่งตงหยางกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ เขาต้องพานางกลับตำหนักด้วยให้ได้
“ซื่อจื่อยังต้องการอะไรจากข้าอีก ท่านก็รู้ดีว่าเวลานี้ข้าเป็นเพียงคนที่ไร้ประโยชน์”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว สิ่งที่ข้าต้องการคือเจ้า ข้าปกป้องเจ้าได้”
จางหลินถงได้ยินก็หัวเราะอย่างขบขัน“ไม่ใช่คิดจะจับข้าไปเป็นเหยื่อล่อเขาหรอกหรือ แต่หากคิดว่าจะจับข้าได้ก็ลองดู”
จางหลินถงแสยะยิ้มคราหนึ่งก่อนจะก้มหน้านิ่ง รวบรวมสมาธิโคจรพลังลมปราณ ไหมทองคำทำมาจากแร่ทองคำเมื่อถูกความร้อนสูงย่อมละลายได้เช่นกัน ปราณโลหิตอัคคีไม่เพียงเปลี่ยนนางให้กลายเป็นนักฆ่า แต่ปราณโลหิตอัคคีเป็นเหมือนเกราะป้องกันตัวนาง แต่ยังมีความร้อนสูง เมื่อไหมทองคำพบกับความปราณร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกาย ในที่สุดมันก็ละลายจนไม่เหลือซาก
ซ่งตงหยางถึงกับอึ้ง“เจ้า เจ้าทำได้อย่างไร?”
“ข้าบอกแล้ว ถ้าคิดว่าจับข้าได้ ก็ลองดู”ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายรนหาที่ก่อน บวกกับแค้นเก่าที่ยังไม่ได้สะสาง จางหลินถงจึงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย นางจึงพุ่งเข้าไปซัดฝ่ามือตีสกัดเข้าที่จุดจว่อหยู่สั้ง[1] ของอีกฝ่ายไปหนึ่งฝ่ามือ
ทันทีที่ถูกตีสกัดจุด พลังโลหิตที่ไหลเวียนเข้าสู่เส้นเยื่อหุ้มหัวใจหยุดชะงัก ภายในได้รับบาดเจ็บสาหัส ซ่งตงหยางกระอักโลหิตและหายใจติดขัด ร่างสูงเซถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะเข่าอ่อนและทรุดลงอย่างสิ้นท่า เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก มองหญิงสาวด้วยสายตาคาดไม่ถึง
นางไม่เพียงใช้ลมปราณทำลายไหมทองคำ แต่นางยังสามารถใช้วิธีการสกัดจุดตามเวลาทำร้ายคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย นางทำได้อย่างไร หนนี้เขาทำพลาดที่ประมาทนางเกินไป
“เวลานี้ล่วงเข้ายามซวี [2]ท่านถูกข้าตีสกัดเข้าที่จุดจว่อหยู่สั้ง ภายในสามเดือนหากไม่รีบรักษา ท่านจะอาเจียนเป็นเลือดและตายได้ แทนที่จะมาจับข้า ท่านควรกลับตำหนักไปหาหมอรักษาอาการบาดเจ็บจะดีกว่า” กล่าวจบนางหมุนกายจากไปอย่างสง่างาม นางจะกระโดดลงไปที่ระเบียง แต่ด้วยฝีเท้าที่ยังหนักเกินไป คนในห้องนั้นจึงรู้ตัว
“ใคร!” เสียงนั้นนางจำได้เป็นเสียงของเซินสี่ จางหลินถงรีบหลบเข้าไปในห้องเดิม ไม่ว่าความจริงเป็นอย่างไร เด็กคนนั้นจะเป็นสายเลือดของอู๋ฮวนจริงหรือไม่ นางก็ยังไม่พร้อมจะพบหน้าใครอยู่ดี จางหลินถงรีบพุ่งไปที่ประตูและกระชากเปิดมันออก แต่ต้องชะงักเพราะด้านหน้ามียู่เฟิงและเจี่ยอินที่ดักรออยู่ก่อนแล้ว
ทันทีที่เห็นหน้าผู้สะกดรอยตาม ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเผือด“แม่นางอาหลิน!”
“หลีกไป”นางกล่าวเตือนน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ขออภัย เห็นทีข้าจะปล่อยแม่นางอาหลินไปไม่ได้” เจี่ยอินและยู่เฟิง ขวางทางไม่ยอมให้จางหลินถงจากไปโดยง่าย
“พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ปล่อยข้าจริงๆ”นางถามย้ำ
“แม่นางอาหลิน”เซินสี่ก้าวมาสมทบถึงกับตกตะลึงที่เห็นนางปรากฏตัวในเมืองหลวง ทั้งอยู่ในชุดบุรุษ นางเพียงลำพังไม่น่าเดินทางมาไกลขนาดนี้ นอกจากจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ไห่เถิง...
จางหลินถงไม่อยากทำร้ายคนเหล่านี้ พวกเขาเคยดีต่อนางมากแต่นางไม่มีทางเลือก หลังจากเห็นเด็กคนนั้นแล้ว นางก็มองทุกคนราวกับเป็นคนแปลกหน้า พวกเขารู้ถึงการมีอยู่ของเด็กคนนั้น แต่ไม่มีใครบอกนางสักคน นางรู้สึกเหมือนคนโง่อีกครั้ง ในขณะเดียวกันนางก็คิดอะไรบางอย่างได้
บางทีถึงเวลาที่นางต้องปล่อยวางเรื่องความรัก และมุ่งหน้าสู่การแก้แค้นอย่างจริงจังเสียที ชั่วขณะสายตาของนางเหลือบเห็นไห่เถิงและชูหลิงกำลังตามหานางอยู่พอดี จางหลินถงล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผงยาที่ไห่เถิงมอบให้ออกมาสาดผงยาใส่เจี่ยอิน ยู่เฟิงและเซินสี่
พวกเขารีบยกแขนขึ้นมาบังหน้าตามสัญชาตญาณ จางหลินถงฉวยจังหวะนั้นล้วงหยิบนกกระดาษที่ซุกซ่อนในอกเสื้อออกมาโยนบนพื้น จากนั้นวิ่งหายเข้าไปในกลุ่มคนที่กำลังเดินพลุกพล่าน
เมื่อผงยาสลายไปก็พบว่าจางหลินถงไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว มีเพียงนกกระดาษที่ถูกโยนทิ้งไว้สี่ห้าตัว เซินสี่ก้มเก็บมันขึ้นมา จากนั้นนำมันกลับเข้าไปรายงานอู๋ฮวน
[1] จุดจว่อหยู่สั้ง อยู่เหนือราวนมซ้าย
[2] ยามซวี คือช่วงเวลา19.00 น. - 20.59 น.