ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่32 ข้าช่วยได้

    บทที่32ข้าช่วยได้


              หลังจากเตรียมพร้อมแล้วทุกอย่างทั้งสามคนกลับมานั่งล้อมกองไฟอีกครั้ง จ้าวเฟยหลงนำใบชาชั้นดีออกมาต้มท่ามกลางสายตาไม่อยากเชื่อของหวังลู่ซือและเฒ่าซีฮัน ที่ชายพเนจรอย่างเขาจะสามารถครอบครองใบชาที่มีระดับสูงเช่นนี้ได้แน่นอนว่าจ้าวเฟยหลงปล่อยให้เป็นเรื่องลี้ลับของเขาเพราะหากบอกความจริงที่ว่าเขาได้มาจากรังของโจรเหยียวทมิฬแล้วละก็ทั้งสองคงไม่เชื่ออยู่ดี


              เมื่อจิบชาไปแล้วสองสามครั้งหวังลู่ซือจึงได้เริ่มเล่าเรื่องราวของนางให้แก่จ้าวเฟยหลงฟังนางคือธิดาคนเล็กของหมิงโจวอ๋อง หวังเฉินเป่า พี่ชายคนโตมีนามว่าหวังลู่อี้พี่ชายคนรองชื่อว่าหวังลู่ชาง ส่วนผู้ติดตามคนนี้ของนางชื่อว่า ซีฮัน


              นางและผู้ติดตามออกมาตามสมุนไพรวิญญาณที่ชื่อว่าชบาหิมะเจ็ดแฉกเพื่อนำไปรักษาบิดาของนางหวังเฉินเป่า เนื่องจากบิดาของนางได้รับพิษของกิ้งก่าเพลิงพิภพจากเทือกเขาสวรรค์สัตว์อสูรตอนนี้อาการทรุดหนักมาก ทำให้นางต้องเสี่ยงอันตรายออกมาตามหาเรื่องต่อจากนั้น จ้าวเฟยหลงก็รู้ด้วยตนเองแล้ว


              จากที่ได้ฟังเรื่องราวของหวังลู่ซือทำให้จ้าวเฟยหลงต้องกลับมาคิดหนักทันที


              “ถ้าหากตอนนี้หมิงโจวอ๋องมีอาการทรุดหนักแสดงว่าต้องรับพิษมาแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบวันและหากไม่ได้รับการรักษาไม่เกินเจ็ดวันจากนี้เขาต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอนแล้วเหตุใดอ๋องผู้ครองแคว้นถึงได้เอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายในเทือกเขาสวรรค์สัตว์อสูรแบบนั้น”


              “คุณชายจ้าวตาเฒ่าผู้นี้ขอร้องท่าน ช่วยรักษานายท่านของข้าด้วยเถิดชาติหน้าข้ายินดีเป็นวัวควายรับใช้ท่าน”


            เฒ่าซีฮันร้องไห้ฟูมฟายทำให้จ้าวเฟยหลงหนักใจมากขึ้นอีกการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับราชนิกูลย่อมมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาตามมาได้ทุกเมื่อและปัญหาคือสิ่งที่เขาต้องการน้อยที่สุดในเวลานี้


              “ผู้มีพระคุณ...เฟยหลงโปรดช่วยบิดาของข้าด้วย ข้าสัญญาว่าจวนอ๋องจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย”


            หวังลู่ซือก็ทุ่มเทสุดตัวเพื่ออ้อนวอนเขาเช่นกันเมื่อเห็นสายตาอันโศกเศร้าของหวังลู่ซือก็ทำให้จ้าวเฟยหลงอดใจอ่อนไม่ได้


              “เอาล่ะ
    ! ไม่ต้องเอะอะกันแล้วในเมื่อข้าช่วยพวกเจ้าแล้วคงต้องช่วยไปให้สุดทางก็แล้วกัน”


            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหวังลู่ซือดั่งได้น้ำทิพย์ชะโลมใจหัวเราะได้ทั้งน้ำตา


            “ขอบคุณมาก”นางเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ


              “แต่ว่า
    !! ชบาหิมะเจ็ดแฉกเล่าจะไปหาที่ใดกัน”


            เฒ่าซีฮันโอดครวญขึ้นมาแม้จะได้ผู้ช่วยเหลือแต่ไม่มีสมุนไพรก็ไร้ค่าในข้อนี้ทุกๆคนก็รับรู้ได้ หวังลู่ซือที่พึ่งจะยิ้มแย้มได้ก็กลับหน้าบึ้งลงอีกครั้งปัญหานี้ใหญ่กว่าปัญหาที่จะหาคนมาช่วยบิดาของนางอีก


              “ใช่แล้ว
    !! หากไม่มีชบาหิมะเจ็ดแฉกเราก็ทำอะไรต่อไปไม่ได้จริงๆ”


            หากนางนำคนของจวนอ๋องออกมาได้คงไม่เป็นปัญหาเช่นนี้แต่ถึงขนาดนี้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว


              “พวกท่านกำลังพูดถึงสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า!!!”


            จ้าวเฟยหลงนำชบาหิมะเจ็ดแฉก หนึ่งดอกออกมาวางไว้บนฝ่ามือแสงนวลสีขาวห้อมล้อมบ่งบอกถึงพลังฟ้าดินที่เต็มเปี่ยมเมื่อหวังลู่ซือและเฒ่าซีฮันมองเห็น ทั้งสองคนตกตะลึงไปครู่ใหญ่ของสำคัญที่พวกเขาตามหาเกือบที่จะเอาชีวิตมาทิ้งกลางป่าเขาตอนนี้มันอยู่ในมือของชายหนุ่มคนนี้นี่เอง


              “ชบาหิมะเจ็ดแฉกอยู่กับเจ้าตลอดเลยหรือเฟยหลง” หวังลู่ซือมองที่จ้าวเฟยหลง สายตาตกตะลึง


              “ใช่
    …ข้าเก็บมันได้เมื่อคืนนี้เอง”ชายหนุ่มตอบรับอย่างนิ่งสงบ


              “แล้วทำไมไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้เล่าปล่อยให้พวกเรากังวลใจแทบแย่”เฒ่าซีฮันทำตาโตใส่จ้าวเฟยหลง


              “ก็แล้วทำไมข้าต้องบอกพวกท่านด้วย”


            จ้าวเฟยหลงถามกลับเล่นเอาเฒ่าซีฮันถึงกับไปไม่เป็นก็จริงดั่งที่จ้าวเฟยหลงพูด เขาเก็บสมุนไพรได้เช่นนั้นก็ย่อมเป็นของเขาจ้าวเฟยหลงและพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้วทำไมต้องนำมันออกมาป่าวประกาศด้วย


              “เฟยหลงเจ้าอย่าได้ถือสาท่านลุงซีฮันเลยเขาเพียงแค่เป็นห่วงท่านพ่อมากเท่านั้น”


              “ใช่ๆๆข้าเป็นห่วงนายท่านจนไม่ระวังขอคุณชายจ้าวโปรดอย่าถือสา”เฒ่าซีฮันประสานมือคารวะแล้วโค้งตัวต่ำ


              “ท่านอย่าทำเช่นนั้นเลยในเมื่อข้าตกลงจะช่วยแล้วก็คือช่วยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”จ้าวเฟยหลงไม่ต้องการทำให้เกิดบรรยากาศคลุมเครือระหว่างเขาและคนเหล่านี้ จะดีที่สุดหากไม่สร้างศัตรูกับคนของจวนอ๋อง


              “คือว่า...ข้าขอถามเจ้าได้หรือไม่”เสียงหวานของหวังลู่ซือดังขึ้น


              “เจ้าจะถามว่าข้าได้ชบาหิมะเจ็ดแฉกมาได้อย่างไรใช่หรือไม่”


            หวังลู่ซือพยักหน้ารับเมื่อคืนนี้นางเหมือนจะเคยได้ยินจ้าวเฟยหลงพูดกับนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำเรื่องชบาหิมะเจ็ดแฉกดังนั้นก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นมา


              “ข้าเก็บสมุนไพรวิญญาณนี้หลังจากฆ่าแกะเก้าหางที่คุ้มครองมันอยู่”


            จ้าวเฟยหลงพูดธรรมดาแบบไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาฆ่าสัตว์อสูรระดับสามมาแล้วแค่ราชันสัตว์อสูรระดับสองไม่มีอะไรต้องให้ตื่นเต้นแต่เห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องนี้สวนทางกับความคิดของสองคนที่ฟังอยู่เป็นอย่างมาก


              หวังลู่ซือและเฒ่าซีฮันตกตะลึงสะท้านไปทั้งตัวชายหนุ่มคนนี้เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นเก้า แต่เหตุใดถึงสามารถฆ่าราชันสัตว์อสูรระดับสองได้นั่นเทียบได้กับจอมยุทธ์ขั้นเก้าที่พร้อมทะลวงสู่ระดับจ้าวยุทธ์แล้วด้วยชายคนนี้มีความลับมากมายเพียงใดซ่อนอยู่กันแน่นี่ยิ่งทำให้หวังลู่ซือสนใจในตัวของจ้าวเฟยหลงมากขึ้น


              “อะไรกัน
    !! ทำอย่างกับเห็นผีไม่เอาน่า”เสียงของจ้าวเฟยหลงปลุกทั้งสองให้กลับสู่สติของตนเองอีกครั้ง


              “ข้าว่าพวกเราออกเดินทางกันเถอะยังมีอะไรที่ต้องทำอีกมากเพื่อรักษาหมิงโจวอ๋อง”


            จ้าวเฟยหลงเดินนำทั้งสองคนออกจากถ้ำแล้วออกวิ่งอย่างรวดเร็ว
             

              ใช้เวลาสามวันสามคืนทั้งสามคนก็มาถึงประตูเมืองชุนหมิงเมืองหลวงของแคว้นหมิงโจว ทั้งสามคนยืนที่หน้าประตูเมืองในเวลาเช้าตรู่รอเวลาประตูเมืองเปิดหวังลู่ซือและเฒ่าซีฮันทั้งสองมีสีหน้าที่เหลืองซีดเพราะใช้พลังไปกับการวิ่งทั้งวันทั้งคืนเหนื่อยล้าเต็มที่แต่เมื่อมองมาที่เจ้าเฟยหลงที่ยืนข้างๆมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้วิ่งมาพร้อมกับพวกเขา นี่ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของพลังระหว่างพวกเขาอย่างมาก


              กำแพงเมืองสีแดงอิฐสูงสิบจั้งตั้งตระหง่านถึงแม้ว่าจะถูกกัดเซาะโดยธารกระแสแห่งเวลามาอย่างยาวนานแต่ภายในกำแพงนี้ชาวเมืองชุนหมิงห้าสิบล้านคนที่อาศัยอยู่ไม่เคยต้องพบกับเรื่องทุกข์ร้อนใจเลยด้วยอาณาเขตขนาดหนึ่งร้อยลี้ผู้คนหนาแน่น อุดมด้วยทรัพยากรจึงเป็นเมืองที่เจริญที่สุดอีกแห่งของอาณาจักรต้าตง


              ไม่นานประตูเมืองก็เปิดออกเพื่อให้ผู้คนได้เดินทางเข้าออกเมืองจ้าวเฟยหลงเมื่อแรกที่เข้าสู่เขตเมืองชุนหมิง เขารู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของพลังฟ้าดินของที่นี่ได้ เมืองชุนหมิงแห่งนี้มีพลังฟ้าดินที่เข้มข้นกว่าเมืองตงเฟิงอย่างเทียบกันไม่ติดด้านล่างของเมืองน่าจะมีชีพจรฟ้าดินที่หลงเหลือมาจากเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้วคอยเติมเต็มพลังฟ้าดินให้แก่เมืองนี้


            “อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีสามเส้นชีพจรฟ้าดิน” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ


              เมื่อเข้ามาในเมืองจ้าวเฟยหลงก็ค้นพบว่าเมืองตงเฟิงของเขานั้นไม่อาจที่จะนำมาเปรียบเทียบกับที่นี่ได้เลยด้วยพลังฟ้าดินที่เข้มข้นผู้ฝึกตนที่สามารถเห็นได้ดื่นดาษคือระดับจอมยุทธ์ส่วนระดับจ้าวยุทธ์ก็มีให้เห็นอยู่บ้าง


            “ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ


              บ้านเรือนของเมืองชุนหมิงก็ทำให้จ้าวเฟยหลงอดที่จะอิจฉาไม่ได้เพราะที่นี่แต่ละหลังล้วนแล้วใหญ่โต หรูหราหากบรรดาเศษรฐีที่เมืองตงเฟิงมาพบเข้าก็คงต้องก้มหน้าอับอายในความยากจนของตนเลยทีเดียวถนนหนทางสร้างด้วยแผ่นหินอย่างดีไม่มีหลุมมีบ่อประดับประดาทิวทัศน์ด้วยของสวยงามราคาแพง


              “ที่เมืองชุนหมิงมีหลายสิ่งที่น่าสนใจหากปัญหาของท่านพ่อหมดไปแล้วข้าจะพาเจ้าเดินชมทั้งเมืองเลย”


            หวังลู่ซือ อาสาพาจ้าวเฟยหลงชมเมือง นั่นทำให้เฒ่าซีฮันต้องลำบากใจไม่น้อยหากต้องให้ธิดาของหมิงโจวอ๋องเป็นผู้นำชายแปลกหน้าเที่ยวชมเมืองเกรงว่าต้องเป็นที่เลื่องลือไปทั้งแคว้นแน่ๆ


              ไม่นานหลังจากที่เข้าเมืองมาก็มีรถม้าวิ่งเข้ามาจอดด้านข้างพวกเขา รถม้าคันนี้ใหญ่โตหรูหรา ม้าที่ลากก็เป็นสัตว์อสูรม้าเขาเหล็กสัตว์อสูรระดับสองแข็งแรงวิ่งเร็วผู้ที่สามารถครอบครองรถม้าแบบนี้ได้ย่อมมิใช่คนทั่วไป และต้องมีอำนาจวาสนาอย่างเหลือล้น


              เมื่อรถม้าจอดสนิทจ้าวเฟยหลงก็สังเกตุเห็นป้ายที่ห้อยไว้ด้านหน้าของตัวรถม้าเป็นอักษรสีทองเด่นตาและแน่นอนย่อมสูงค่าด้วยมันคือคำว่า“หวัง” นั่นเอง เขามิได้ตกใจใดๆหากใครจะเป็นเจ้าของรถม้าที่ใหญ่โตหรูหราเช่นนี้ในเมืองชุนหมิงย่อมหนีไม่พ้นจวนอ๋องไปมิได้


              หลังจากที่รถหยุดนิ่งคนขับรถม้ารีบวิ่งลงมาต้อนรับพวกเขาทันที

                    “คารวะจวิ้นจู่ ขออภัยที่มาต้อนรับช้า จวิ้นจู่โปรดอภัย”


            คนขับรถม้านิ่งรอคำสั่งของหวังลู่ซือ ซึ่งตอนนี้นางกลับสู่สถานะของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์แล้ว
          

            “ไม่เป็นไร พวกเรารีบกลับเถอะ” เมื่อพูดเสร็จนางก็เดินนำขึ้นรถม้า เฒ่าซีฮันนั่งหน้าประตูแต่จ้าวเฟยหลงไม่ได้ก้าวตามขึ้นไปบนรถม้าแต่เดินไปนั่งข้างๆกับคนขับรถม้า


            “เฟยหลงเข้ามานั่งข้างในซิ”เสียงหวานของหวังลู่ซือดังขึ้น


              “ข้าอยากชมเมืองอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้เต็มตาสักหน่อยขอนั่งตรงนี้ก็แล้วกัน”


            ได้ฟังดังนั้น เฒ่าซีฮันรู้สึกโล่งใจไม่น้อยเพราะหากจ้าวเฟยหลงลงจากรถม้าโดยออกมาพร้อมกันกับหวังลู่ซือนั่นคงทำให้มีคนสนใจเขามากขึ้นตรงกันข้ามกับการนั่งข้างคนขับเพราะตำแหน่งนี้แทบจะไม่เรียกความสนใจใดๆเลย


              หวังลู่ซือได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีกเพียงแต่ขานรับเบาๆแล้วก็สั่งออกรถไปแต่ภายในใจของนางกลับครุ่นคิดว่าเหตุใดจ้าวเฟยหลงจึงไม่อยากเข้ามานั่งในรถม้ากับนางเขาไม่พอใจที่รถม้าเล็กเกินไปหรือเขารังเกียจนางกันแน่จิตใจของหญิงสาวที่ชายหนุ่มทั่วอาณาจักรต้าตงเฝ้าถวิลหาขอเพียงได้ยินเสียงของนางพวกเขาก็แทบคลั่งแต่ว่านางก็ไม่เคยชายตามองใครบัดนี้กำลังกลุ้มใจถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่หน้ารถม้าของนาง


              ใช้เวลาราวสองเค่อรถม้าจึงวิ่งมาถึงประตูใหญ่หน้าจวนของหมิงโจวอ๋องหวังลู่ซือลงจากรถม้าแล้วเดินนำทั้งสองคนเข้าสู่บ้านของนาง


              จวนอ๋องนับเป็นสถานที่ที่สำคัญอีกแห่งของแคว้นเพราะที่นี่เป็นที่สั่งการงานต่างๆ ที่จะส่งผลต่อทั้งแคว้น เช่นการเก็บภาษีการเกณฑ์ทหารเป็นต้น หากแคว้นใดมีอ๋องทรงความสามารถ มีคุณธรรมแคว้นนั้นก็จะร่มเย็นเจริญรุ่งเรือง จะต่างกันกับแคว้นที่อ๋องเป็นคนไร้คุณธรรมเห็นแก่ตัวอย่างสิ้นเชิง


              ภายในมีตึกหลังคาโค้งมากมาย สีสันสวยงามสวนหย่อมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหรูหราวิจิตรบรรจง มีน้ำพุขึ้นกลางลานให้ความรู้สึกร่มรื่นและสูงส่งข้ารับใช้เดินสวนกันไปมาไม่ขาดสาย ทหารรักษาการณ์ทุกคนล้วนแล้วแต่ฝีมือชั้นเลิศทั้งสิ้นจ้าวเฟยหลงตัดสินได้ทันทีว่าหมิงโจวอ๋องผู้นี้มั่งคั่งร่ำรวยยิ่งนัก


              เมื่อเข้าสู่ตึกหลักทั้งสามคนก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนเฝ้ารออยู่ชายผู้นี้สวมชุดสีขาวทั้งตัวให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ไร้มลทินอีกทั้งส่งเสริมความสูงศักดิ์ของเขาอีกด้วยตอนนี้เขาจ้องมองทั้งสามคนอย่างไม่วางตา


              “คารวะพี่รอง”


              “คารวะท่านอ๋องน้อยรอง”


              หวังลู่ซือและเฒ่าซีฮันทำความเคารพต่อชายหนุ่มชุดขาวเมื่อพบหน้าทันที


              “น้องสาม
    !!! เจ้ากลับมาแล้ว...เจ้ารู้หรือไม่ตอนเจ้าหนีออกไปพวกเราต้องปิดบังท่านพ่ออยู่นานแต่ว่าเรื่องแบบนี้ก็ไม่อาจปิดไว้ได้นาน ท่านพ่อรู้เรื่องของเจ้าแล้วมันยิ่งทำให้อาการทรุดลงอีก”อ๋องน้อยรองร้อนใจ


              “อะไรนะ
    !!! พี่รองท่านว่าอาการของท่านพ่อทรุดลงอีกอย่างนั้นหรือ”


            หวังลู่ซือ ซักไซ้พี่ชายพลางมีน้ำตาไหลอาบแก้มลงมาทั้งสองข้าง


              “เพราะข้าไม่ดีเอง
    !! ข้าจะไปหาท่านพ่อ” นางหันหลังเตรียมวิ่งไปที่ห้องของบิดา


              “ช้าก่อนน้องสาม
    ! ตอนนี้ท่านพ่อพึ่งหลับไปเจ้าอย่าได้ไปรบกวนเลยรอท่านพ่อให้หาค่อยเข้าไป”


              เสียงของพี่ชายของนางเตือนเอาไว้จึงได้แต่พยักหน้ารับทราบอย่างไม่พอใจเท่าไร


              เมื่อเตือนน้องเสร็จจึงได้หันมาทางจ้าวเฟยหลง


              “ให้ท่านเห็นเรื่องวุ่นวายในบ้านของข้าน่าอายยิ่งนักข้านามว่าหวังลู่ชาง ไม่ทราบว่าสหายมีนามว่าอย่างไร”


              หวังลู่ชางเห็นจ้าวเฟยหลงมากับกลุ่มของน้องสาวตนแม้จะไม่เข้าใจหลายส่วนแต่ก็ไม่อยากให้น้องสาวต้องอึดอัดใจจึงกล่าวกับจ้าวเฟยหลงอย่างมีมารยาท


              จ้าวเฟยหลงเองอึ้งไปเล็กน้อยท่านชายแห่งจวนอ๋องแสดงมารยาทต่อเขาเช่นนี้นับว่าหายากยิ่งแต่เมื่อคิดให้ดีแล้วเขาน่าจะรักษาหน้าตาของน้องสาวของเขาเท่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับจ้าวเฟยหลงเลย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าโดนดูหมิ่นเหยียดหยาม


              “ข้ามีนามว่าจ้าวเฟยหลงเป็นชาวเมืองตงเฟิงของแคว้นหมิงโจว” จ้าวเฟยหลงประสานมือคารวะ


              “ที่แท้ก็คุณชายจ้าวข้าขอถามได้หรือเหตุใดจึงได้เดินทางมากับน้องสาวของข้า”หวังลู่ชางเริ่มทำการสอบสวนต่อทันที


              จ้าวเฟยหลงนึกดีใจยิ่งนักที่นั่งข้างคนขับรถม้ามามิเช่นนั้นอาจถูกจับตัดคอไปแล้วก็ได้


              “ข้ามาเพื่อช่วยเหลือลู่ซือ”จ้าวเฟยหลงเอยพลางมองไปที่หวังลู่ซือ


              “หืม
    !!!”


            หวังลู่ชางพูดอยู่ในคอชายคนนี้บังอาจเรียกน้องสาวของเขา จวิ้นจู่แห่งราชวงศ์ ด้วยชื่อที่สนิทสนมขนาดนี้เลยหรอคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเตรียมจะแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา


              “พี่รอง
    !!” หวังลู่ซือขัดจังหวะขึ้นเพราะเห็นท่าทางของพี่ชายตนเอง


              “เขาจะมาช่วยรักษาท่านพ่อของเรา”


              “อะไรนะ
    !!!เขาจะมารักษาท่านพ่ออย่างนั้นหรือ” หวังลู่ชางแม้จะโกรธก็ยังอดตื่นเต้นไปกับข่าวนี้ไม่ได้