ณร้านขายสุราของตระกูลเซียว
“เ้าข้าเอ๊ยเ้าข้าเอ๊ย พวกท่านทั้งหลายจงมาดูเอาเถิดสตรีผู้นี้นี่แหละที่ทำให้ท่านแม่ของข้าต้องตายก่อนวัยอันควร”
เด็กชายวัยสามขวบยืนโก่งคอะโลั่นทั้งชี้นิ้วมือสั้นเล็กไปหาไป๋เหวินจีอย่างไม่ยอมลดละ ท่าทางของเสี่ยวถานในยามนี้ดูก้าวร้าวเดือดดาลอยู่พอตัวใครที่ผ่านมาเห็นต่างก็ต้องพูดซุบซิบนินทาเป็เสียงเดียวกันว่า
‘ต่อไปเ้าเด็กคนนี้คงหนีไม่พ้นกลายเป็อันธพาลน้อยของหมู่บ้านต้ายงอย่างแน่นอน’
“เหลวไหล!ข้าก็อยู่ของข้าดี ๆ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านเ้าเสียหน่อยท่านแม่ของเ้าจะอยู่หรือตายแล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย”
ไป๋เหวินจี หรือนายหญิงของร้านขายสุราตระกูลเซียวเดินออกมาเผชิญหน้ากับเด็กชายตัวน้อยด้วยท่าทางเย่อหยิ่งถือตัว
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้ามีเสี่ยวเอ้อเข้าไปรายงานว่า บุตรชายเพียงคนเดียวของเฉิงจื่อซินเข้ามาก่อความวุ่นวายที่ร้านด้านหน้าซึ่งไม่เพียงส่งเสียงโวยวายด่าทอนายหญิงของร้านกับผู้เป็สามีแต่เ้าเด็กนั่นยังใช้ก้อนหินหลายก้อนขว้างปาเข้ามาในร้านทำให้ไหสุราหลายใบแตกกระจัดกระจาย โคมไฟมงคลที่ห้อยประดับหน้าร้านเกิดรอยฉีกขาดอีกทั้งยังทำให้ลูกค้าหลายคนต่างพากันลุกพรวดแล้วเดินออกจากร้านไปพร้อม ๆกันโดยไม่ได้นัดหมายนับว่านี่สร้างความเสียหายให้กิจการค้าขายของคนตระกูลเซียวมิใช่น้อย ๆ
“ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้วนางแม่มดไป๋เหวินจีฆ่าคนแล้ว!”
โจวเสี่ยวถานวัยสามขวบทำเป็หูทวนลมไม่สนใจคำแก้ต่างของสตรีตัวร้าย จึงโพล่งเสียงด่าทอต่อไปเรื่อย ๆหวังสร้างความเสียหายให้ร้านสุราตระกูลเซียวและหวังสร้างความอับอายให้ไป๋เหวินจีกับสามีโทษฐานที่พวกมันทำให้ท่านแม่ของเขาต้องตาย
แม้เสี่ยวถานไม่อาจแก้แค้นให้ท่านแม่ได้ด้วยการใช้ชีวิตแลกชีวิตแต่เพียงได้ทำให้อีกฝ่ายอับอายขายขี้หน้า และได้ป่าวประกาศบอกฟ้าดินว่าใครรังแกท่านแม่ของเขาจนตาย แค่นี้เสี่ยวถานก็พึงพอใจแล้วส่วนเื่แก้แค้นด้วยการใช้ชีวิตแลกชีวิต ไว้โตขึ้นกว่านี้ มีพละกำลังมากกว่านี้ค่อยมาสะสางและคิดบัญชีแค้นทีหลังก็ยังไม่สาย
“หน็อยยย!เ้าเด็กเหลือขอ เ้าเด็กปากอัปมงคล ตนเองเป็ฝ่ายมาก่อเื่แท้ ๆแล้วยังมีหน้ามาขึ้นเสียงใส่ข้าอีกงั้นหรือ พวกเ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่อีกเร็วเข้า! เอาผ้ามามัดปากมันไว้ แล้วหวดแส้หนังวัวสั่งสอนมันสักสิบที ดูซิว่า!มันจะยังกล้าปากดีอยู่อีกหรือไม่”
ไป๋เหวินจีแผดเสียงสั่งด้วยสีหน้าแดงก่ำหากไม่ติดว่ากลัวสองฝ่ามือของตนเองจะติดเสนียดมีราคีนางคงจะเป็คนหวดตีสั่งสอนเ้าเด็กนั่นด้วยสองมือของตัวเอง
“นายหญิงเ้าคะนี่เป็แค่เด็กเล็กวัยสามขวบเท่านั้น ฟาดด้วยแส้หนังวัวตั้งสิบครั้งมันจะไม่ตายคามือคนฟาดหรอกหรือเ้าคะ” หลงจู๊ประจำร้านเอ่ยขึ้นได้เพียงไม่กี่ประโยคก็ถูกนายหญิงของร้านอย่างไป๋เหวินจีเอ่ยสำทับขึ้นมาว่า
“เ้าจะไปกลัวอะไรในเมื่อท่านพ่อของข้าเป็ผู้นำชุมชนของที่นี่บ้านตระกูลเซียวฝั่งสามีของข้าก็ร่ำรวยมีกินมีใช้ ทั้งมีเส้นสายมีพรรคพวกมิใช่น้อย ๆ แค่ศพศพเดียวทำไมพวกเขาจะจัดการเก็บกวาดให้ข้าไม่ได้อีกอย่างเ้าเด็กคนนี้ตาย ๆ ไปเสียได้ก็ดีในชีวิตนี้ของข้าจะได้ไม่มีเสี้ยนหนามไว้คอยตำใจ”
ขณะเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ไป๋เหวินจีปรายตามองไปยังเด็กชายตัวน้อยที่ตอนนี้ถูกชายคนหนึ่งจับกดให้ร่างของเขานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นลำพังตัวนางไม่นับว่ามีอำนาจอะไรมากมาย แต่บิดาของนางเป็ผู้ใหญ่บ้านของชุมชนนี้นับว่ามีอำนาจหน้าตาอยู่ไม่น้อยหนำซ้ำฝั่งของบ้านสามีก็ขึ้นชื่อว่าเป็เศรษฐีของต้ายงดังนั้นยามมีเื่มีราวเกิดขึ้นนางจึงไม่อิดออดที่จะหยิบยืมเอาบารมีของคนทั้งสองฝ่ายมาทำให้ตนเองดูสูงส่งอยู่เหนือผู้อื่นโดยเฉพาะกับสองแม่ลูกนั่น
“เ้าค่ะนายหญิง”หลงจู๊ประจำร้านสุราเอ่ยรับคำเสียงหนักก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีสถานะเป็ลูกจ้างของร้านขายสุราตระกูลเซียวเป็สัญญาณบ่งบอกกลาย ๆให้นางรีบเดินไปหยิบแส้หนังวัวเพื่อเอามาลงโทษสั่งสอนเด็กไม่รู้ความคนนี้ตามความ้าของผู้เป็นายจ้าง
“ปล่อยนะ!ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”
แม้ใบหน้าของเสี่ยวถานจะชื้นแฉะไปด้วยคราบน้ำตาไหลบ่าเป็ทางยาวแต่เด็กน้อยก็ไม่ขับเสียงร้องไห้ขี้แยออกมาให้ตนเองดูเป็คนขี้แพ้ในสายตาของคนอื่นเลยแม้แต่แอะเดียว
“พวกเ้ามัวรออะไรอยู่อีกข้าหนวกหูจะแย่อยู่แล้ว รีบเอาผ้าขี้ริ้วผืนนั้นมายัดปากมันเร็วเข้า”
ไป๋เหวินจีถลึงตาขวางมองไปหาลูกจ้างสาวสามคนที่ยืนเซ่อซ่าอยู่รอบตัวนางอันที่จริงลูกจ้างสาวทั้งสามคน ไม่ได้เซ่อซ่าไร้หัวคิดเหมือนอย่างที่คิดที่พวกนางเอาแต่ยืนตัวแข็งงันทึ่มทื่อไม่ยอมทำอะไรสักอย่างนั่นก็เป็เพราะว่าพวกนางไม่ได้อยากมีส่วนร่วมในการทำร้ายเด็กเล็กที่ไม่มีทางสู้อย่างโจวเสี่ยวถาน
ว่าก็ว่าเถอะ…พวกนางทั้งสามคน ต่างก็มีลูกสาวลูกชายตัวน้อย ๆ วัยใกล้เคียงกันกับเสี่ยวถานคนนี้ในใจของพวกนางจึงมีความสงสารเห็นใจอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยอยู่ในสถานะลูกจ้างของร้านสุราแห่งนี้จะออกตัวห้ามปรามนายหญิงของร้านก็คงไม่ได้ ดังนั้นทางเดียวที่พวกนางพอจะทำได้ก็คือทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมมันเสียเลย
เห้อ…แต่ครั้นเห็นท่าไม่ดีเข้า กลัวถูกตำหนิและกลัวถูกไล่ออกจากงานลูกจ้างสาวหนึ่งในนั้นจึงจำใจต้องใช้ผ้าขี้ริ้วยัดปากเด็กชายวัยสามขวบเพื่อให้เขาเงียบปากลงเสียให้รู้แล้วรู้รอดแล้วหลังจากนั้นเพียงไม่นานแส้หนังวัวก็ถูกส่งมาถึงมือชายคนที่แต่เดิมยืนกดร่างของเสี่ยวถานให้นั่งคุกเข่าลงไปบนพื้น
เขาง้างมือสูงจวนจะหวดแส้หนังวัวลงบนแผ่นหลังของเด็กชาย!
แต่แล้วเสียงะโลั่นของแขกไม่ได้รับเชิญก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาอย่างพอดิบพอดีชวนให้ชายที่ง้างวงแขนสูงเตรียมจะลงไม้ลงมืออยู่รอมร่อจำต้องชะงักมือค้างเติ่งไว้กลางอากาศโดยสัญชาตญาณ
“หยุดนะ!!!ใครหน้าไหนก็ห้ามรังแกเสี่ยวถานของข้า”
ใช่แล้วล่ะสุ้มเสียงแข็งกระด้างระคนคุกรุ่นก้าวร้าวสายนั้นคือสุ้มเสียงของหลานเมิ่งอีในร่างของเฉิงจื่อซินหรือที่ทุกคนในชุมชนแห่งนี้ต่างรู้จักกันดี ว่านางคือมารดาของโจวเสี่ยวถาน
“อื่อ อื้อ!”เด็กชายตัวน้อยเบิกตาโพลง ส่งเสียงอื้ออึงในลำคออย่างสุดกลั้นก่อนหน้านี้เขามั่นใจเต็มสิบส่วน ว่าท่านแม่ตายไปแล้วเหตุไฉนท่านแม่คนสวยถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้!
“ไหนเ้าบอกว่ามารดาของเ้าตายไปแล้ว!ดูสิ! หากนางตายแล้วจริง ๆ แล้วนั่นควรเรียกว่าตัวอะไร! เ้าเด็กอันธพาลขี้โกหก!มาสร้างความวุ่นวายที่ร้านสุราของข้าไม่พอ ใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นานาบอกว่าข้าเป็นางแม่มดไม่พอ ยังกุเื่โกหกขึ้นมาใส่ร้ายกันซึ่ง ๆ หน้าอีกต่างหากดูก็รู้! ว่ามารดาของเ้าไม่เคยคิดสั่งสอนเ้าเลยสักครั้ง”
ไป๋เหวินจีด่ากราดพูดจาเหน็บแนมใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลืมหูลืมตาและไม่คิดไว้หน้าผู้ใดทั้งนั้น!
“ค่าเสียหายทั้งหมดข้าจะรับผิดชอบเอง พวกท่านปล่อยเสี่ยวถานเถอะ เขาก็แค่เด็กสามขวบอย่าให้ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือเลยจะดีกว่า”
คนที่เพิ่งมาใหม่อย่างหลานเมิ่งอีเอ่ยชี้นำเพื่อหาทางลงให้กับทั้งสองฝ่ายแม้นางจะยังรู้สึกงุนงงอยู่บ้างเล็กน้อยกับเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้าแต่หลานเมิ่งอีก็จะไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาเด็ดขาด หาไม่เช่นนั้นเื่ราวจะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ความตั้งใจหลักของนาง ขอเพียงช่วยเสี่ยวถานออกมาได้อย่างปลอดภัยก็พอแล้วที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง
“เฉิงจื่อซิน!นังสตรีแพศยา อย่าคิดว่าพูดจาดีเช่นนี้ แล้วคนอื่นจะมองเ้าในแง่ดีอย่างไรเื่ที่เ้าก่อไว้เมื่อสี่ซ้าห้าวันก่อน ข้าก็รับไม่ได้และข้าก็ไม่มีวันให้อภัยคนอย่างเ้าเด็ดขาด” คำด่าทอที่ได้มาจากฝั่งตรงข้ามพาให้ผู้มาใหม่ถึงกับต้องขมวดคิ้วงุนงงพลางเอ่ยทวนซ้ำออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว…
“ก่อเื่ไว้เมื่อสี่ซ้าห้าวันก่อนงั้นหรือ?”หลานเมิ่งอีในร่างของเฉิงจื่อซินพยายามครุ่นคิดอย่างหนักแต่คิดอย่างไร ก็คิดไม่ออกอยู่ดี ในหัวสมองของผู้หญิงคนนี้มีแต่ขี้เลื่อยหรืออย่างไรกันนะ ทำไมถึงไม่มีความทรงจำอะไรผุดขึ้นมาเลยล่ะ
“เ้าอย่ามาทำเป็ตีหน้าใสซื่ออย่างไรสตรีแพศยาก็ยังคงเป็สตรีแพศยาอยู่วันยังค่ำ แต่ถ้าหากเ้ายังจำเื่วันนั้นไม่ได้จริงๆ งั้นข้าก็ยินดีจะทวนความจำให้เ้า” ไป๋เหวินจีเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่งคำพูดคำจาไม่น่าฟังสีหน้าแววตาส่อนัยว่ารังเกียจสองแม่ลูกคู่นี้อย่างหาที่สุดไม่ได้
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว”หลานเมิ่งอีจนปัญญาจะเค้นเอาความทรงจำจากร่างเดิม นางจึงทำได้เพียงเอ่ยประโยคนั้นออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายเป็ผู้ไขข้อสงสัยให้ตน
“เพื่อให้ตัวเองกับลูกมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นสตรีหน้าด้านไร้ยางอายเช่นเ้าถึงขนาดแอบปีนเตียงสามีของข้า! เช่นนี้แล้วไม่ให้เรียกว่าสตรีแพศยา แล้วจะให้เรียกว่าอะไร!”
ฉ่า… ได้ฟังอย่างนั้นใบหน้าของหลานเมิ่งอีก็ถึงกับซีดเผือดและจืดเจื่อนไปชั่วขณะก็นางเพิ่งฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างนี้หมาด ๆหนำซ้ำเทพรัตติกาลอะไรนั่นก็ไม่ได้มอบความทรงจำของร่างเดิมให้นางแล้วนางจะรู้ได้ยังไงเล่า ว่าร่างนี้สร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้าง
หากรู้แต่แรกว่าร่างนี้มีประวัติฉาวโฉ่จำพวกปีนเตียงสามีคนอื่นเื่อะไรที่นางจะเอ่ยถามให้ตนเองต้องอับอายขายหน้าถึงเพียงนี้