หลังจากแก๊งปราบผีจอมป่วนสงบลงได้ อัลเบิร์ตผู้เป็นหัวหน้าก็เปิดฉากกล่าว
“ ในเมื่อท่านหรั่งกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดนี้ ไม่คิดจะมาร่วมขบวนการกับพวกข้าหรือ จะได้ช่วยกันปราบอมนุษย์เหล่านั้น ”
หรั่งอึ้งกิมกี่ในบัดดล เพราะสิ่งที่บุรุษตาสีเหล็กร้องขอ มันเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรับไหว ด้วยที่ผ่านมา เขาอยากวิ่งหนีปีศาจกระหายเลือดใจจะขาด และจะย้อนกลับมาเสี่ยงตายอีกทำไม มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่พอจะปฏิเสธ ยูมิโกะก็รีบดักคอตามสไตค์เด็กแสบ
“ ถึงพี่หรั่งจะเซย์โน ก็ต้องยอมเข้าร่วมกับพวกเรา เพราะถูกนังปีศาจสาวนั่นหมายหัวเอาไว้แล้ว ต่อให้หนีไกลจนสุดขอบโลก มันก็ตามตัวพี่ได้ ”
“ เดี๋ยวนะ ชั้นนี่นะจะถูกนังผีบ้านั่นหมายหัว มันจะไปรู้ชื่อแซ่ ที่อยู่ของชั้นได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก ” หรั่งเถียงกลับ ท่าทางหัวเสียเล็กน้อย เพราะคิดว่าตนกำลังถูกบลัฟให้หวาดกลัว แต่อัลเบิร์ตกลับชี้แจงอย่างใจเย็น
“เป็นไปได้สูงเลยที่ปีศาจสาวนั่นจะหมายหัวท่าน เพราะมันได้ฝากกลิ่นอายไว้บนร่างของท่านแล้ว อีกประการ ยังมีหลายสิ่งที่ท่านไม่รู้เกี่ยวกับโลกของพวกมัน ”
“ ยังไง ว่ามา ” หรั่งกอดอก ในใจพยายามนับหนึ่งถึงสิบ อัลเบิร์ตเลยสนองตอบด้วยสิ่งที่ผู้คนทั่วไปคิดว่าเป็น…….นิทานลวงโลก ซึ่งมีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้
(ปีศาจที่หรั่งได้เจอ ถูกมนุษย์โลกเรียกขานว่า…แวมไพร์ จุดกำเนิดของพวกมันไม่แน่ชัด แต่น่าจะดำรงอยู่ในโลกนี้มานับหมื่นปี แรกเริ่มเหล่าอมนุษย์อาศัยพละกำลัง อำนาจจิตที่เหนือกว่า กดมนุษย์ให้กลายเป็นทาส คอยช่วยเหลือพวกมันในยามเช้า และเอามาเป็นอาหารในยามที่หิว)
(แต่ต่อมา มนุษย์ฉลาดและกล้าหาญขึ้น เลยหาทางปลดแอกตัวเอง ศึกสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์จึงเริ่มต้นขึ้น สุดท้ายปีศาจกระหายเลือดก็พ่ายแพ้ยับเยิน เพราะต้านทานความน่ากลัวของมนุษย์ไม่ได้)
“ มนุษย์นี่นะน่ากลัวกว่าพวกปีศาจ พี่ชายตาสีเหล็กคงละเมอตดอยู่ล่ะมั้ง ” ถึงตรงนี้ หรั่งรู้สึกไม่เชื่ออย่างรุนแรง ภาพปีศาจสาวที่เคยเผชิญ ปรากฏขึ้นมาในสมอง มันมีพลังอำนาจที่ยากจะต้านทาน แต่เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดได้กระจ่าง เขาจึงไม่ขัด และรับฟังต่อ
(หลังจากสงครามครั้งใหญ่ปิดฉากลง ปีศาจร้ายที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็หลบซ่อนในเงามืด พร้อมตั้งปณิธานว่าจะไม่ออกมาต่อสู้กับมนุษย์อีก เพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ และการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์)
ทันทีที่หรั่งรับรู้เรื่องราว ก็แอบยินดี เพราะรู้ชัดว่าไอ้ปีศาจกระหายเลือดคงไม่กล้าออกมารบกับมนุษย์ซึ่งหน้า แต่สิ่งที่เขาจะได้รับฟังในเวลาต่อมา ก็ทำให้หนุ่มหล่อรู้สึกมวลท้องขึ้นมาทันที ด้วยมันคือเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัว
(แต่พอโลกเดินทางเข้าสู่ยุคใหม่ แวมไพร์รุ่นถัดไปก็ถือกำเนิดมากมาย ด้วยปีศาจเหล่านั้นจะคอยแฝงตัวอยู่ในเงามืด และแอบแพร่เชื้อทีละนิด โดยเลือกกลายพันธุ์เฉพาะมนุษย์ที่เข้มแข็ง มีความสามารถสูง เป็นผู้นำทางสังคม ทำให้พวกมันทรงอำนาจขึ้นเรื่อยๆ)
(และการที่พวกมันทำแบบนี้ เพราะแวมไพร์มีเจตจำนงจะทำให้เผ่าพันธุ์ของตัวเองเจริญรุ่งเรือง มีชัยเหนือมนุษย์คู่อาฆาต และกลับมายึดครองโลก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำแบบนั้นได้ ด้วยพวกมันบางตนมีสถานะเป็นถึงผู้นำดินแดน)
“ เดี๋ยวนะครับ ผู้นำดินแดนที่ว่า หมายถึงประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศรึเปล่า ” หรั่งรีบแทรกโดยเร็ว เพราะถ้าพวกปีศาจเข้าถึงตำแหน่งนั้นได้ โลกมนุษย์คงป่นปี้
“ถ้าท่านหมายถึงตำแหน่งของชนเผ่ามนุษย์ในปัจจุบัน ก็คงใช่ ทว่าพวกมันไม่ได้ถือครองโดยตรง แต่เป็นการครอบงำมากกว่า ” อัลเบิร์ตนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับ
หรั่งรู้สึกแปลกใจ เพราะอัลเบิร์ตใช้คำพูดที่โบราณสุดๆ ทำให้เขาต้องเค้นสมองออกมาตีความอีกรอบ แต่วาจาสุดท้ายที่กล่าวมา ชวนให้แคลงใจยิ่งกว่าเดิม จึงลองไถ่ถามในประเด็นนั้น
“แล้วที่คุณอัลเบิร์ตพูดว่าพวกมันไม่ได้ถือครองโดยตรง แต่เป็นการครอบงำ หมายความว่ายังไง ”
“หมายความว่าพวกปีศาจจะใช้ผลประโยชน์หลอกล่อมนุษย์ที่แสนละโมบ ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา หรือไม่ก็ช่วยสังหารคู่แข่ง เพื่อก้าวสู่อำนาจและความสำเร็จ แต่เลวร้ายที่สุด เห็นจะเป็น….การสะกดจิต ” อัลเบิร์ตแจงด้วยเสียงโมโนโทน อันชวนให้สงสัยเหลือเกินว่าหัวใจของเขาเป็นเช่นไร เพราะได้พูดถึงเรื่องที่น่ากลัวสุดๆ แต่กลับสงบจิตเอาไว้ได้
“ เดี๋ยวนะ คุณอัลเบิร์ตจะบอกว่าเจ้าปีศาจพวกนั้นสะกดจิตผู้คน จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ” หรั่งรีบแย้ง เพราะเขาผจญปีศาจสาวแสนสวยอยู่นานพอดู แต่ไม่เห็นว่าตัวเองจะโดนสะกดจิตเลย
“ ได้สิ แต่พวกมันครอบงำได้แต่ผู้ที่มีขวัญกำลังใจต่ำ นอกจากนี้ อมนุษย์ยังมีพลังพิเศษอีกมากมาย อย่างเช่น…แปลงเป็นควัน อ่านใจ ล่องหนหายตัว ส่วนด้านพละกำลังก็มหาศาลเท่ากับผู้ชายซักสิบคนขึ้นไป ” อัลเบิร์ตกล่าวต่อไปอีก ทำให้ขนทั่วกายของหรั่งเริ่มลุกชูชัน เพราะทุกสกิลที่ได้ยิน ล้วนไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้
เหมือนอัลเบิร์ตจะอ่านออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เขาจึงทิ้งช่วงให้ทำใจอยู่ครู่นึง ก่อนจะสรุป
“ ด้วยเหตุนี้ สมาคมของพวกข้าก็เลยมีความสำคัญต่อโลก และหน้าที่หลักก็คือ….ตามสังหารอมนุษย์เหล่านั้น ”
หรั่งมองซ้ายทีขวาที ท่าทางไม่แน่ใจ เพราะทั้งสามคนมีเพียงอัลเบิร์ตที่มีหน่วยก้านพอจะเป็นนักรบได้ ส่วนยูมิโกะกับวอนจอง ดูยังไง ก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงร่างเล็กกับสาวสวยเท่านั้น แต่ไม่ทันจะอ้าปาก จอมแสบวัยกระเตาะก็ชิงกล่าว
“ พี่ชายอย่าเพิ่งดูถูกพวกเราสองคน เห็นพี่วอนจองสวยใสแบบนี้ แต่เธอก็มีดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์ทางด้านชีววิทยาเลยนะ ส่วนชั้น แม้จะน่ารักสุดๆ แต่ก็มีความสามารถรอบด้านเลยทีเดียว ”
หรั่งตกตะลึงนิดนึง เพราะถ้าเรื่องที่ยูมิโกะพูดมา เป็นความจริง มันก็ชวนให้อึ้งอยู่เหมือนกัน ด้วยไม่เคยเจอด็อกเตอร์ที่อายุน้อยขนาดนี้ แถมเจ้าเด็กหญิงจอมแสบดันรู้ความคิดของเขาอีก
“ เอ…ก็แค่บังเอิญเดาถูก หรืออ่านจากสีหน้าของเราออกล่ะมั้ง ”
“ เหอ เหอ เหอ ใช่ซะที่ไหนเล่า ตาพี่ชายบ้องตื้น สิ่งที่ชั้นทำได้ มันมาจากพลังของชั้นล้วนๆเลยนะ ” ทว่ายูมิโกะกลับสวนต่อ ด้วยคำพูดที่ดูเจ็บแสบ ทำให้หรั่งตกใจจนแทบจะร่วงจากเตียง
“ เฮ้ย! นี่เธอทำได้ยังไง ”
“ ท่านหรั่งใจเย็นๆก่อน เด็กสาวนางนี้ไม่ได้ใช้เวทมนตร์หรือเป็นแม่มดอย่างที่ท่านเข้าใจ แต่นางคือผู้ใช้พลังจิตที่สามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้ ”อัลเบิร์ตอธิบายอย่างใจเย็น หวังให้หรั่งหายตื่นตระหนก แต่ยูมิโกะกลับค้อนใส่เสียยกใหญ่
“ เชอะ แล้วลุงไปบอกความสามารถของชั้นให้พี่ชายรู้ทำไม มันไม่ฉลาดเลยนะที่ทำแบบนี้ ”
“ บอกเขาไปเถอะ เพราะอีกไม่นาน ท่านหรั่งก็จะต้องเข้าร่วมกับพวกเรา” อัลเบิร์ตกล่าว ท่วงท่ายังดูเข้มขรึมดุจเดิม
“ ใช่แล้ว เพราะลองเจอหมายหัวแบบนี้ ไม่นาน พวกมันก็จะใช้เส้นสายทางตำรวจที่ตัวเองคุม ควานหาที่อยู่ของคุณหรั่งจนเจอ ทางเดียวที่เขาจะรอดได้ มีเพียงร่วมทีม เอ่อ สมาคมของพวกเรา ” วอนจองเสนอแนะบ้าง แต่เพราะเกรงใจอัลเบิร์ต จึงเปลี่ยนจากคำว่า “ทีม”มาเป็น “สมาคม”
“ เฮ้อ….พี่วอนจองไม่ต้องใช้คำพูดที่ดูโบราณแบบลุงอัลเบิร์ตหรอก เรียก”ทีม”เหมือนเดิมเถอะ ว่าแต่จะย้ายมาอยู่กับพวกเราวันไหนล่ะ ถ้ามีพี่ชายอยู่ด้วย ทีมเราคงสนุกพิลึก ”สาวน้อยจอมแก่นแขวะอัลเบิร์ต ก่อนจะหันมาถามหนุ่มหล่อ
“ นั่นสิ เรามีหลายอย่างที่อยากแนะนำคุณหรั่ง ” วอนจองพยายามเก็บอาการ แต่ใครๆก็ดูออกว่าเธอกำลังดีใจ
“ ยังไงก็อยู่ซะวันนี้เลยมั้ย แค่เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่สำคัญ แล้วขนย้ายมาที่รังของพวกเรา ” ยูมิโกะเร่งเร้าอีกคน รายนี้รู้สึกว่าชอบแบบถึงเนื้อถึงตัว เพราะกำลังกุมแขนล่ำๆของหรั่ง
“ เอ่อ…อ่า….” หรั่งรู้สึกปวดหัวสุดเดช เพราะข้อมูลที่เข้ามามีมากมายเหลือเกิน แถมแต่ละอย่างก็สุดแสนประหลาด พิสดารและแฟนตาซี ในที่สุด ทำนบกั้นอารมณ์ของเขาก็พังทลาย จึงเริ่มโวยดัง พร้อมสะบัดแขนให้หลุดจากสองมือของสาวน้อย
“ โว้ย…อะไรกันนักหนาฟะ ใครบอกว่าจะเข้าร่วมกับพวกคุณ ผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก และจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ”
สามสหายพากันนิ่งอึ้ง แต่ชั่วขณะ ยูมิโกะก็เริ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนอัลเบิร์ตได้กลับมาสงบดังเดิม มีเพียงวอนจองที่แสดงอาการร้อนรน และทำท่าจะร้องห้ามหนุ่มหล่อ
“ คุณหรั่งอย่าเพิ่งไปจากเราในตอนนี้เลย เพราะจะไม่ปลอดภัย แถมคุณยังบาดเจ็บสาหัส ต้องพักรักษาตัวก่อน ”
“ ฮะ ฮะ ฮะ อาการของผมก็แย่พอดู แต่หนักกว่านี้ ก็เคยเจอมาแล้ว ดังนั้นขอเสื้อผ้าให้ผมด้วย ” หรั่งยังยืนยันคำเดิม พร้อมกัดฟันข่มความเจ็บปวดทางร่างกาย เพื่อลุกขึ้นยืน
สีหน้าของวอนจองดูอึดอัด เพราะรู้ชัดว่าหรั่งไม่ยอมฟังเธอแน่ จึงหันไปทางอัลเบิร์ต หวังให้หัวหน้าทีมลองทัดทาน แต่บุรุษตาสีเหล็กกลับเลือกปล่อยตัว
“ ในเมื่อยืนกรานเช่นนั้น ข้าก็ไม่รั้งท่านเอาไว้ วอนจอง เจ้าช่วยหาอาภรณ์ให้ท่านหรั่งด้วย ” สิ้นคำกล่าว อัลเบิร์ตก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินจากไป
“ ฮะ ฮะ ฮะ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพี่วอนจอง ฝากด้วยนะคะ ” ยูมิโกะก็เป็นอีกรายที่บ๊ายบาย เธอจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ เหลือไว้เพียงสองหนุ่มสาวและความเงียบงันที่รายล้อมรอบตัว
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
