บทที่ 6 กินไปคุยไปก็ดีไปอีกแบบ…ใช้ไหม?”
“ร้านนี้และ!”
หลังเดินตามหลังแชลลี่มาได้พักหนึ่งก็ถึงร้านที่หมาย
เป็ร้านอาหารข้างทางร้านใหญ่มี 2 ชั้นแบบเปิดโล้งรับลมมองทิวทัศน์ในเมืองดื่มดำบรรยากาศทัองฟ้ายามเย็นได้ดี ตัวร้านมีผู้คนคับคั่งและครึกครื้นจนโต๊ะล้นออกมานอกร้านก็ตามดูแล้วไม่น่าจะพอกับจำนวนจากสภาพพนักงานเสิร์ฟที่ทำงานมือเป็ระวิง เป็ร้านที่ขายดีจริงๆ
พอมองอาหารแบบคร่าวๆจะเป็แบบพื้นๆธรรมดา แต่ด้วยราคาที่สบายกระเป๋าสำหรับคนหาเช้ากินค่ำทั้งหลายนั้นเป็ที่หนึ่งที่เหมาะมาดื่มกินอย่างหนักหนาน เพราะข้างในร้านมีบาร์ที่เต็มไปด้วยถังเบียร์ทำจากไม้เตรียมเสริฟเครื่องดื่มไม่ขาดสาย พวกสายดื่มหนักคงชอบ
จากที่ดูคนเต็มร้านอย่างนี่ไม่รู้จะพอมีโต๊ะว่างสำหรับ 4 คนไหมน่า~
“ไงแชลลี่ วันนี้ก็มาด้วยเหรอ?”
หนึ่งในพนักงานเสริฟสาวที่เดินผ่านเข้ามาทักทายแชลลี่ สงสัยจะเป็ลูกค้าประจำ
“วันนี้มาอุดหนุนนะ พอที่ว่างสัก 4 คนไหม”
“มีสิ อยู่ตรงมุมนั้นนะ”
ว่าแล้วสาวเสริฟก็ชี้ไปมุมหนึ่งของ แชลลี่หันดูเหมือนจะเจอว่าตรงไหนก่อนพยักหน้าโอเค สาวเสริฟก็หันดูพวกเราด้วยสนใจ
“ว่าแต่มา 4 คนเหรอเนี่ยวันนี้ เห็นทุกทีชอบมาคนเดียวมีคนมากินด้วยนี้หน้าแปลกใจ…!?”
ระหว่างกำลังส่องคนที่มาด้วยอยู่ดูเหมือนจะมาสะดุดตาค้างใที่เห็นผม จากสีหน้าเธอดูไปทางกลัวมากกว่าใสะอีก
“ขอบใจนะ”
“อะ–อา ไม่เป็ไร…”
ว่าแล้วแชลลี่ก็เดินนำเข้าไปข้างในโดยมีพวกเราตามหลัง
ระหว่างทางมีเสียงซุบซิบมากมายกำลังจ้องมาที่พวกเราอย่างเห็นได้ชัด
“ที่นี้เป็ร้านอาหารทั่วไปที่ไม่ค่อยมีนักเรียนจากโรงเรียนเวทย์ยูนิโอร่าเท่าไรพวกเราเหมือนเป็ของแปลกนะ ไม่ต้องไปคิดมาก”
“งั้นเหรอ”
แชลลี่อธิบายระหว่างเดิน ก็จริงอย่างที่ว่าโรงเรียนเวทย์ยูนิโอร่าเป็โรงเรียนที่รวบรวมเหล่าลูกขุนนางและลูกเศรษฐีมีตังเลยทำให้โพ่มาร้านแบบนี้ยากจริง แต่จากที่ดูเหมือนจะจ้องมาที่ผมมากกว่า
เอมเบรสนี้ดังจริงๆแม้จะมาที่ร้านอย่างนี้ก็มีคนรู้จักกันหมด แต่ในแง่ไหนกันน่าเพราะลองหันไปมองกลับดูปรากฏว่าคนเคยมองมาต่างคนต่างหันหน้าหนีทำเป็ไม่รู้เื่กันกันหมดเลย ชักรู้สึกอึดอัดชะมัด ก็ทนรู้สึกอย่างนั้นจนมาถึงโต๊ะ
“จะสั่งอะไรดีละ?”
“ไม่รู้สิ เอมเบรสจะเอาละ”
แชลลี่กับรุ่นพี่ฟอร์เทลหันมาถามผม
“แล้วแต่สองคนเลยครับ ผมเอาเหมือนกัน”
พึ่งมาครั้งแรกไม่รู้ว่าอันไหนอร่อยเลยไม่รู้จะสั่งอะไร เลยให้ทั้งสองจัดการเื่อาหารแล้วกัน เพราะตอนนี้มีเื่ที่หน้าสงสัยกว่า
“ว่าแต่ฮันนาทำไมไม่นั่งละ?”
“……”
พอหันไปถามเมดสาวประจำตัวของผมอย่างสงสัยที่มายืนอยู่หลังผมไม่ยอมนั่งั้แ่เมื่อกี่นี้ทั้งที่ทุกคนนั่งหมดแล้ว
“จะให้เมดอย่างดิฉันไปนั่งทานร่วมโต๊ะกับพวกนายท่าน มันจะดูไม่ดี…”
เธอตอบงั้นพร้อมก้มหน้าหลบสายตาผม
อ๋อ อย่างนี่เอง
จะว่าไปจากความทรงจำของเอมเบรสฮันนาก็มักจะยืนอยู่ข้างหลังไม่ก็ที่ไหนสักมุมหนึ่งเวลาทานอาหารข้างนอกกับแขกเวลาพาไปด้วย ตอนอยู่บ้านก็เช่นกันไม่ยอมมากินด้วยกันเหมือนตอนดื่มชาเมื่อไม่นานมานี้ …ไม่ชอบใจเลยแหะ
““……””
จากสีหน้าทั้งสองก็คงไม่ต่างกันถึงจะไม่ชอบใจเท่าไรที่ฮันนาไปยืนอย่างนั้นไม่มาทานข้าวด้วยกัน แต่มันเป็เื่ปกติที่เห็นได้ทั่วในโลกนี้สำหรับเหล่าสาวใช้ของขุนนางพวกเธอเลยไม่ได้พูดอะไร
“ไม่เป็ไรหรอกมานั่งทานด้วยกันเนี่ยและไม่ต้องคิดมาก”
ผมเืเก้าอี้ผายมือให้นั่งอย่างสุภาพ สำหรับขุนนางคิดยังไงไม่รู้แต่สำหรับผมจะฮันนามายืนมองตอนผมกินข้าวอยู่อย่างนี้ไม่หนุกด้วยหรอก ออกจะอึดอัดด้วยที่มีคนมาจ้องมองตอนกำลังกิน และที่สำคัญ…ผมอยากได้เพื่อนนั่งทานด้วยกันมากกว่า ไม่ใช่แค่ตอนนี้หลังจากนี้ด้วย
“แต่มันจะดูไม่ให้เกียรติต่อทั้งสอง…”
“ทั้งคู่รู้สึกไม่ดีที่จะทานร่วมโต๊ะสาวใช้ฮันนาหรือไม่ครับ?”
“ไม่เลยคะ”
“อยากให้กินด้วยกันกว่าด้วยซ้ำ”
“เขาว่างั้นนะ”
ทั้งสองยิมตบรับมุกผมเป็อย่างดีพร้อมยินดีให้ฮันนานั่งทานด้วย แม้เธอจะดีใจพวกเราทำอย่างนั้นแต่ก็ยังลังเลไม่นั่งด้วยอยู่ดี
“ตะ–แต่ว่า…”
ตอนแรกนึกว่าจะยอมง่ายๆสะอีก เล่นอย่างนี้ยังดื้อไม่ยอมนั่งทานด้วยกันอีก! …ถ้างั้นเล่นมุกนี้เลยละกัน
“จะยอมนั่งด้วยดีๆหรือจะให้ไปอุ้มมานั่ง!”
“!!!”
พอพูดงั้นไปฮันนาที่ได้ก็ใจนหน้าแดงไปทั้งหน้า
ไม่ใช้แค่ฮันนาเท่านั้น แชลลี่กันรุ่นพี่ฟอร์เทลที่ได้ยินเองเองก็ใแก้มแดงไม่ต่างกัน
เธอหันมามองผมคงคิดในใจว่า ‘แค่ล้อเล่นใช้ไหมคะ’ อะไรประมาณนั้น แต่พอเห็นสายตาผมที่มองอยู่คงรู้ได้ว่าผมพูดจริงทำจริง! ดูเหมือนผมกับเอมเบรสจะมีจุดหนึ่งที่เหมือนกันอยู่ คือ เป็พวกดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
เมื่อเห็นความตั้งใจของผมแล้ว ฮันนาเลยยอมแพ้แล้วมานั่งร่วมโต๊ะทานด้วยกันแต่โดยดี
“เป็ไงรสชาติใช้ได้ไหม”
แชลลี่ถามผมขณะที่กำลังตักข้าวเข้าปาก อาหารที่แชลลี่สั่งให้คือ ข้าวผัดเนยใส่ไข่จานใหญ่กับหมูย่างราดซอสหวานสีน้ำตาล เห็นว่าเป็เมนูเด็ดประจำร้านที่คนสั่งประจำด้วยราคาที่ถูกและรสชาติที่อร่อยพอควร
“อื้ม อร่อยดีนะ”
ว่าแล้วผมก็ตักข้าวเข้าปากกินต่อ เพราะไม่ค่อยได้กินอาหารประเภทนี้เท่าไรเลยทำให้เอ็นจอยพอควร กลิ่นหอมเนยที่ผัดในกระทะจะไหม้เล็กน้อยกำลังดีใส่ไข่เข้าไปเพื่อเพิ่มรสชาติ รสเค็มของหมูที่ย่างด้วยความร้อนถ่านจนสุกทำให้ได้กลิ่นที่หอมมันอันเป็เอกลักษณ์ของการใช้ถ่านอย่างชัดเจนเข้ากับซอสรสหวานทำจากน้ำผึ้งและอื่นๆผสมเคี่ยวกันจนเป็สีน้ำตาลรสหวาดราดบนหมูย่างเค้มเข้ากันอย่างดี
ถ้าถามทำไมผมถึงรู้ละเอียดดีจังละก็ เพราะโต๊ะที่พวกเรานั่งมันอยู่ข้างๆเตาครัวอาหารที่เป็กระจกครึ่งหนึ่งเลยไงละ ถึงได้เห็นวิธีทำอาหารอย่างใกล้ชิดจะอธิบายออกมาได้อย่างนี้
ซึ่งก็เป็เื่ดีเพราะผมก็ดูเขาทำอาหารอยู่แล้วมันดูเพลินดี แต่เสียตรงนี้มันร้อนเนี่ยและ
ในขณะที่กำลังรู้สึกดีที่ได้การทำอาหารอย่างใกล้ชิด แต่ก็รู้เสียใจเช่นที่นั่งข้างๆเตาครัวเพราะพ่อครัวที่กำลังทำอาหารอยู่พอหันมาสบตาผมต่างสะดุ้งกลัวหันหน้าหนีกันหมดกัน เห็นแล้วน้ำตาจะไหล
“ค่อยยังชั่วกลัวว่าจะไม่ถูกปาก”
“ทำไมคิดงั้นละ”
“ก็ปกติหน้าจะได้กินแต่ของอร่อยหรูตลอดนี่น่า เห็นได้ยินมา”
“ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”
“รุ่นพี่ฟอร์เทลก็ด้วยเหรอ”
ก็อดใที่ทั้งแชลลี่และรุ่นพี่ฟอร์เทลจะคิดงั้น
“ไม่ต้องเรียกเต็มก็ได้เรียกรุ่นพี่ก็พอ”
“ครับรุ่นพี่ ก็ตามที่ทั้งคู่คิดเป็งั้นจริงๆ แต่จากฝีมือเธอคนนี้นะครับ”
ว่าแล้วผายมือไปทางฮันนาที่กำลังกินท่าทางอร่อยอยู่
จากความทรงจำของเอมเบรสเื่มากเื่ของกินและเครื่องดื่ม เรียกได้ว่าอาหารไม่มีระดับไม่ยอมกินเด็ดขาดจนดูน่ารำคาญ ฮันนาเลยต้องลำบากไปฝึกจนทำอาหารระดับภัตตาคาร 5 ดาวได้เรียกได้ว่าอร่อยสุดยอด!
“ไว้วันหลังลองไปทานที่บ้านผมแล้วจะให้ฮันนาทำให้ได้ใช่ไหมฮันนา?”
“ด้วยความยินดีคะ”
“แล้ววันหลังจะลองไปดูคะ”
“จะกินให้เต็มที่เลยฝากด้วยนะ”
ฮันนาพยักหน้าด้วยความยินดีให้ทั้งสอง หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อยถึงส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับผมก็เถอะ
“อีก 3 วันถึงไปเรียนปกติได้เหรอ ไม่หยุดพักรักษาอีกหน่อยละผลกระทบจากเวทย์ต้องห้ามมันไม่ใช้น้อยๆนิ”
“ไม่ละครับ นี้ก็หยุดมาหลายวันแล้วแถมร่างกายก็ดีขึ้นมากแล้วด้วย อย่างน้อยก็คงไปนั่งเรียนได้ปกติแต่เื่กิจกรรมหรืออะไรที่ต้องใช้แรงคงต้องยกเว้น”
เื่กิจกรรมหรือใช้แรงที่ว่าก็หมายถึงการฝึกใช้เวทย์ ตอนนี้วงจรในร่างกายของเอมเบรสค่อนข้างเสียหายแถมเวทย์ธาตุไฟที่เป็ประจำตัวหลักใช้ไม่ได้อีกคงฝึกหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับเวทย์ไม่ได้
ทั้งสองเหมือนจะเข้าใจเลยไม่ถามอะไรต่อ ฮันนาที่ได้ยินก็ยิ่งหน้าเศร้าไปใหญ่เลยลูบหัวให้หายเศร้าจะได้ไม่ต้องมาคิดมากเื่ของผม
“ดูสองคนสนิทกันดีจังนะ”
“นั้นสิ ดูไม่เหมือนที่ได้ยินข่าวลือเลยรู้สึกผิดพลาดในฐานะนักข่าวยังไงไม่รู้”
“อะฮะๆๆ”
ในขณะที่แชลลี่ทำเจ็บใจในฐานะนักข่าวรุ่นพี่ฟอร์เทลกลับมองผมสลับฮันนาไปมาพรางยิ้มดูมีเลศสนัย ก็ไม่เข้าใจถึงมองอย่างนั้นแต่ฮันนาดูจะรู้ก็ก้มหน้าเขินอายไปที่เรียบร้อย
“ส่วนเื่เรียนคงต้องฝากแชลลี่ช่วยสอนด้วย”
“ไม่ต้องก็ได้มั้ง นายเรียนเก่งจะตายแถมเคยอยู่ห้อง A มาก่อนถึงจะหยุดนานกว่าก็ไม่มีปัญหาหรอก”
“ก็พูดเกินไป ที่จะให้ช่วยเป็เื่เพื่อนในห้องเรียนต่างหากละ”
“อ่า~ อันนี้สิงานช้างเลยแฮะ”
“อะฮะๆๆ”
เห็นแชลลี่หนักใจสุดๆเื่ที่ขอให้ช่วยผมที่หัวเราะแห้งๆก็เริ่มหวั่นๆใจว่าจะไปรอดไหมแล้วสิ?
จากที่ได้คุยกันระหว่างทานข้าวทำให้ผมรู้ว่าเพื่อนในห้องทั้งห้องต่างเกลียดขี้หน้าสุดๆเหมือนที่ผมคิด ถ้าไม่นับรวมแชลลี่ด้วยอะนะ
ก็ยังดีที่แชลลี่สัญญาจะช่วยผมในเื่นี้ ทั้งห้อง 1– c มี 40 คนถ้าตัดผมกับแชลลีก็เหลืออีก 38 คนที่ยังเกลียดขี้หน้าผมต้องเปลี่ยนใจให้ได้ ก็ไม่ถึงกับชอบผมแต่อย่างน้อยไม่เกลียดขี้หน้าสุดๆก็ยังดี
“พยายามเข้านะแชลลี่”
“นายท่านต้องทำได้แน่นอนคะ”
ยังดีที่มีสองคนต่างปลอบใจเราสองคนให้ คงต้องลำบากในหลายๆเื่กับแชลลี่หลังจากนี้
“จะเอาอะไรเพิ่มอีกไหมแชลลี่”
พนักงานเสริฟสาวที่เจอหน้าร้านตอนแรกเข้ามาถามกับแชลลี่อย่างสนิทสนม
“ไม่ละ แค่ของที่เธอแอบเอามาเพิ่มให้พวกเราพิเศษก็อิ่มจะแย่อยู่แล้วขอบใจนะ”
“อะไรแค่นี้เองไม่ต้องคิดมากคนกันเอง แถมไม่ได้แอบด้วยคุณพ่อตั้งใจเอาให้นะ”
พอหันที่ห้องครัวก็พ่อครัวใหญ่ที่กำลังผัดข้าวในกระทะหันมายิ้มให้แชลลี่ น่าจะเป็พ่อของสาวเสริฟคนนี้
“ฝากขอบคุณคุณพ่อเธอด้วยละกัน”
“ได้จะบอกให้ ว่าแต่อาหารเป็ไงบ้าง…อร่อยไหม?”
“อร่อยเหมือนทุกทีนั้นและ เอมเบรสก็ยังชมเลย”
แม้จะถามแชลลี่แต่สายตาดูกังวลกลับจ้องมาทางผมมากว่า ไม่ใช้แค่เธอคนอื่นที่เป็พนักงานกับพ่อครัวต่างๆหันมาด้วยความอยากรู้เช่นกัน แชลลี่ที่รู้เลยส่งไม้ต่อมาให้ผมเป็อย่างดี
“ครับ ข้าวผัดเนยหอมกำลังดีแถมหมูย่างราดรสก็เข้มข้นอร่อยมากเลยครับ”
ก็ตอบไปอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม พอได้ยินงั้นเธอก็ดีใจหันหน้าไปบอกพ่อที่อยู่ครัวด้วยสีหน้า ส่วนคนพ่อก็เห็นสีหน้าก็พอใจก่อนกลับไปผัดข้าวทำอาหารต่ออย่างขยันขันแข็ง
“งั้นเหรอคะ เชิญทานต่อให้อร่อยนะคะถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเรียกได้”
เธอพูดงั้นก่อนเดินจากไปทำงานต่อด้วยรอยยิ้มดูมีความสุข
ก็เข้าใจได้เวลาที่เหล่าขุนนางชนชั้นสูงหรือผู้มีชื่อเสียงมากๆมาทานที่ร้านทั่วไปแบบนี้มักจะเป็เื่ใหญ่ เพราะคำวิจารไม่กี่คำของพวกเขาอาจส่งผลต่อร้านได้ไม่ต่างจากคำวิจารณ์จากพวกเชพมือฉมังมาวิจารเองอะไรประมาณนั้น
แต่ผมไม่ได้โกหกอะไรเพราะมันอร่อยจริงๆดังอย่างที่ผมพูด
“ท่าทางแชลลี่จะสนิทกับในร้านดีนี่ เคยทำงานที่นี่หรือ?”
“อืมใช้แล้วละฉันเคยทำงานที่นี่เมื่อก่อนนะ! ว่าทำไมถึงรู้?”
“ก็พอเดาได้นิดหน่อยนะ”
ผมตอบอย่างนั้นไปแล้วทำเป็ยิ้มอมภูมิไว้ แชลลี่เห็นผมทำงั้นเหมือนงอนนิดหน่อยจ้องมาอยากให้บอกว่าทำไมถึงรู้ฮันนากับรุ่นพี่ฟอร์เทลก็ด้วย
พอเห็นสามคนจ้องมาขนาดนี้ผมเลยยอมแพ้เล่าให้
“ก็พอสังเกตได้หลายข้อนะ 1.จากท่าทางสาวเสริฟที่เข้ามาคุยในตอนแรกกับแชลลี่ มันเหมือนบอกว่านอกจากมากินปกติแล้วอาจมาด้วยเหตุผลอื่น 2.สาวเสริฟปล่อยให้แชลลี่เดินนำพวกเราไปที่โต๊ะเองในขณะที่โต๊ะอื่นจะมีพนักงานพาไปที่โต๊ะ 3.พ่อครัวที่ทำงานอยู่ห้องครัวตลอดไม่ได้ออกมากลับดูสนิทกับแชลลี่ดีถึงขนาดแถมอาหารเป็พิเศษให้ถึง 4 คนแบบไม่คิดมากได้อย่างนี้เลยข้อสรุปว่า แชลลี่อาจเคยทำงานที่นี้ก็เป็ได้!”
ทั้งสามต่างส่งเสียงร้องโห๋ใทึ้งชื่นชมในความสามารถของผม
“และแน่นอนไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนี่โม้ล้วนๆ แค่เดาเล่นๆบังเอิญถูกเท่านั้นเอง”
จากเสียงชื่นชมกลายเป็เสียงโห่ไร้จากทั้งสามในทันที ก็ผมไม่ใช้ไอ้เด็กแวนโบว์แดงกับความตายทุกย่างก้าวที่ไปบ้านใครสังเกตของในบ้านเขาไปทั่วนะ
แต่ก็ไม่ได้แย่สะทีเดียว
จากที่ฮันนายังดูเกร็งๆในตอนแรก ตอนนี้กลับคุยหัวเราะกับแชลลี่และรุ่นพี่ฟอร์เทลได้อย่างเป็ธรรมชาติแล้ว
“เห้ย! แกจะเอาหรอ?”
“แน่จริงก็เข้ามาสิวะ!”
!?
อยู่ดีก็มีเสียงะโโหวกเหวกชายสองดังมากจากหน้าร้าน ดูเหมือนจะมีเื่ทะเลาะกัน