ชายหนุ่มร่างใหญ่เก็บป้ายประจำตำแหน่งอันเล็กนั้นสอดเข้าใต้หมอนแล้วก็ล้มตัวลงนอนก่อนจะสั่งให้นางกำนัลดับตะเกียงโดยเหลือแสงตะเกียงด้านนอกห้องบรรทมไว้เพื่อให้สะดวกหากมีเหตุฉุกเฉินหงซือซือได้แต่ยืนรอให้พวกนางจัดการทุกสิ่งรอบข้างให้เรียบร้อยก่อนที่หม่าหลันฮวาหันมาบอกให้นางเข้าห้องนอนเล็กไปห้องนี้มีไว้เพื่อให้ผู้ที่เข้าเวรดูแลฮ่องเต้ในแต่ละคืน ห้องนี้เดิมมีเตียงเล็กเพียงสองเตียงยามนี้เพิ่มเตียงสำหรับไป๋เพ่ยเจินอีกหนึ่งรวมเป็สาม
“เพ่ยเจินเ้าเห็นหรือเปล่าว่าฮ่องเต้เก็บสิ่งใดไว้ใต้หมอน?”หม่าหลันฮวาที่สายตาเริ่มสั้นลงทำให้มองไม่เห็นชัดเจนนัก
“น่าจะเป็ป้ายไม้อันเล็กๆน่ะ มิใช่ของล้ำค่า”
“แต่ข้าว่าอาจจะสำคัญสำหรับฮ่องเต้มากเทียวปกติข้ามิเคยพระองค์เก็บสิ่งใดไว้ใต้หมอนแม้แต่ครั้งเดียว”คำบอกเล่าของหม่าหลันฮวาทำเอาหงซือซือกลอกลูกตา ‘เขาเก็บป้ายตำแหน่งของข้าไว้ใต้หมอน คงจะฝังใจกับจอมยุทธ์หงมากอย่าบอกนะว่าเขาคิดจะไปตามหาน้องหงคนนั้น’
ครั้นออกเวรก่อนฟ้าสางหงซือซือรีบออกไปหาไป๋เพ่ยเจินที่ตำหนักฮองเฮาบอกให้นางรู้ตำแหน่งหน้าที่ใหม่ในตำหนักเป่าฉี
“ไอ้หยา! ข้านี่นะได้เข้าไปทำงานในห้องพระบรรทมของฮ่องเต้”
“ใช่! เ้าจะใอะไรนักหนา”
“นี่เ้าจิ้งจกเ้าไปทำสิ่งใดมาหรือ?แค่ข้าได้เข้าไปกวาดลานสวนที่ตำหนักเป่าฉีก็ดีใจนักหนาแล้วเ้าไม่รู้หรือว่านางกำนัลผู้อื่นที่เคยประจำอยู่ตำหนักฮองเฮาเคราะห์ร้ายกว่าข้าไม่รู้เท่าไหร่พวกนางต่างต้องไปอยู่โรงซักล้าง บางส่วนยังต้องไปคอยเทถังส้วม”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงได้มาอยู่ตำหนักเป่าฉีเพียงผู้เดียวเล่า?”
“ตอนที่ข้ากำลังเดินเข้าแถวจะไปอยู่โรงซักผ้าจู่ๆ อู๋กงกงก็วิ่งไปเรียกหาข้าอยู่ในแถวแล้วบอกว่า ฮ่องเต้ทรงให้ข้าไปทำงานที่ตำหนักเป่าฉีน่ะสิข้าเองก็ไม่เคยถามอู๋กงกงว่าเพราะเหตุใดฮ่องเต้ถึงทรงมีพระเมตตาต่อข้า” ไป๋เพ่ยเจินนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง“หรือว่าจะเป็เพราะครั้งนั้นที่เ้าเคยแปลงโฉมเป็ข้าคราวแรกตอนที่ข้าวิ่งกลับไปฮ่องเต้ทรงทักข้าแน่เลยเพราะครั้งนั้นเป็ครั้งแรกที่ฮ่องเต้ทรงสั่งให้ข้าเงยหน้า”
หงซือซือเสียวสันหลังวาบหากนางยังคงแปลงโฉมเป็ไป๋เพ่ยเจินต่อไปและยังวนเวียนรับใช้อยู่ในห้องพระบรรทมอาจจะถูกัขาวเ้าเล่ห์จับได้ในสักวัน“ถ้าเช่นนั้นข้าจะแปลงเป็นางกำนัลอยู่ที่ตำหนักฮองเฮาแทนเ้าส่วนเ้าก็ไปรับใช้ฮ่องเต้ก็แล้วกันเพราะข้าอยู่ที่นั่นคงจะไม่อาจปลีกตัวออกไปสืบสิ่งใดได้”
“อืม...ข้าเห็นด้วย”ไป๋เพ่ยเจินก็เองนึกหวาดหวั่นหากหงซือซือถูกฮ่องเต้จับได้ชีวิตน้อยๆของนางก็ไม่น่าจะรอดเช่นเดียวกัน เมื่อแสงตะวันเริ่มสาดส่องไป๋เพ่ยเจิน ตัวจริงก็กลับไปที่เรือนพักนางกำนัลส่วนหงซือซือที่แปลงเป็ไป๋อ้ายฉิงอยู่เฝ้าตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาเริ่มออกไปหาข่าวตามที่ไป๋เพ่ยเจินแนะนำ
“เ้าจิ้งจก หากอยากได้ข่าวเร็วไวต้องไปที่เรือนอานฉวนนะ”
ขันทีและนางกำนัลที่ว่างงานมักจะไปแอบจับกลุ่มคุยกันอยู่ข้างเรือนพัก อานฉวนที่เป็เรือนพักรวมของนางกำนัลข่าวในวังหลวงทุกสายสุดท้ายจะมารวมกันที่นี่ เมื่อไป๋เพ่ยเจินไปถึงใน่พักก็มีคนหลายกลุ่มกำลังจับกุมจิบน้ำชากินขนมนั่งสนทนากันอยู่
“พวกเ้าไม่ลงข้างเสิ่นกุ้ยเฟยจริงหรือ? นางเป็คนโปรดอันดับหนึ่งขนาดนี้น่าจะเป็ฮองเฮาองค์ถัดไป”ขันทีผู้หนึ่งโบกไม้โบกมือเรียกคนเข้าไปล้อมบนโต๊ะกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่นั้นถูกเขียนไว้หลายช่องมีรหัสใช้แทนสนมแต่ละคนที่มีโอกาสจะกลายเป็ฮองเฮาในอนาคต
“ข้าว่าก็ไม่แน่พักหลังฮ่องเต้ทรงเสด็จตำหนักห่าวซินบ่อยขึ้น ซ้ำท่าน เหม่ยห้าวก็กลายเป็หัวหน้าองครักษ์แห่งวังหลวงแล้วปีนี้ตระกูลเหม่ยมีขุนนางตำแหน่งสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหลายคน” นางกำนัลของเหม่ยเฟยรีบยืนขึ้นโต้เถียงหน้าดำหน้าแดงซ้ำยังล้วงเอาถุงเงินในสาบเสื้อออกมา “ข้าวางเดิมพันเหม่ยเฟยทั้งหมดนี่เลย”
“ดี! ถ้าเ้ามั่นใจเช่นนั้นข้าก็จะลงเดิมพันที่ตงเฟยของข้าเช่นกัน” ขันทีตำหนักฟาหยางถือถุงเงินตนเองมาวางลงบนโต๊ะเช่นกันขันทีน้อยที่รับหน้าที่เขียนใบเดิมพันห้าพันนั่งเขียนใบรับเงินมือเป็ระวิง
คนที่เหลือเห็นการถกเถียงวุ่นวายก็ตื่นเต้นรีบมารุมล้อมต่างควักเอาเงินของตนออกมาถามไถ่กันว่าจะลงข้างพระสนมองค์ไหนดี? ส่วนใหญ่ต่างเทใจไปทางเสิ่น กุ้ยเฟยผู้เป็ที่โปรดปรานที่สุดในยามนี้อู๋กงกงผู้ชอบเข้าบ่อนเป็ชีวิตจิตใจแอบส่งขันทีคนสนิทออกมารับพนันจากคนในวังให้ข้อมูลเพื่อปั่นกระแสออกมาว่าพระสนม สี่อันดับแรกที่มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งได้แก่เสิ่นกุ้ยเฟย เหม่ยเฟย ตงเฟยและเฉินเฟยทว่ายังมีตัวเลือกพิเศษอีกตัวเลือกหนึ่งที่หากชนะพนันแล้วมีโอกาสได้เงินรางวัลถึงยี่สิบเท่านั่นคือฮองเฮาอาจจะถูกเลือกมาจากสตรีนอกวังที่ขุนนางอาจจะเสนอชื่อเข้ามา
“หากพวกเ้าคนใดมั่นใจในพระสนมตำหนักไหนก็ว่ามาหากจะพนันนอกเหนือจากนี้เราก็ไม่ว่ากัน”แม้ขันทีผู้นั้นจะประกาศคล้ายรับพนันแบบไม่จำกัดทว่าสีหน้าของทุกคนที่ยืนล้อมวงอยู่กลับเชื่อมั่นเพียงรายชื่อที่อยู่กระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น
“ข้าว่ายังไงเสิ่นกุ้ยเฟยก็น่าจะได้เป็ฮองเฮาแน่นอน!” ขันทีผู้หนึ่งร้องสนับสนุนขึ้น คนส่วนใหญ่ที่ลงพนันไปแล้วล้วนปรบมือเฮฮาสนับสนุน
หงซือซือที่มาทันวงพนันนี้อ่านตัวเลือกทั่วแผ่นกระดาษใหญ่แล้วก็รู้สึกโกรธที่พี่สามถูกเหล่าข้าราชบริพารเอามาพนันขันต่อกันอย่างสนุกสนานยิ่งได้รู้ว่าผู้ที่เป็เ้าของบ่อนลอยแห่งนี้คืออู๋กงกงผู้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้มากที่สุดซ้ำยังปล่อยข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเสียอีก นางจึงควักตั๋วเงินพันตำลึงออกมา
“ข้าจะลงเดิมพันว่าฮองเฮามาจากสตรีนอกวัง!” คำประกาศของไป๋อ้ายฉิง นางกำนัลตัวปลอมแห่งตำหนักร้างของอดีตฮองเฮาทำเอาคนทั้งหมดฮือฮาพร้อมกัน
“หนึ่งพันตำลึงเชียวนะนี่มิใช่เงินทั้งชีวิตนางกำนัลของเ้าเชียวหรือ?” ขันทีที่รับพนันถึงกับตาเหลือกทว่าใบหน้าของนางกำนัลผู้น้อยกลับดูมั่นใจจนเย่อหยิ่ง
“แล้วท่านไม่คิดบ้างหรือว่าหากข้าชนะเดิมพันนี้พวกท่านต้องจ่ายข้าถึงสองหมื่นตำลึงเทียวพวกท่านจะจ่ายไหวหรือ?”
ขันทีทั้งเจ็ดที่ออกมาช่วยกันตั้งวงเรียกคนมาพนันขันต่อต่างพากันหัวเราะไป๋อ้ายฉิงเสียงดังลั่น“เ้าคิดหรือว่าเ้าจะชนะพนันได้จริงๆ”
“ไม่คิดแล้วข้าจะกล้าเดิมพันหรือ? พวกเ้าคอยดูไปก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นไป๋อ้ายฉิงกล้าพนันเช่นนั้นก็มีหลายคนที่ควักเงินออกมาลงเดิมพันตามนางบ้างขันทีทั้งเจ็ดเห็นแล้วก็ต่างคิดในใจว่าได้เงินเปล่าพันกว่าตำลึงนับว่าหากได้ยากนักพวกเขาเร่งรีบเขียนใบรับพนันให้ไป๋อ้ายฉิงและคนเ่าั้ก่อนที่พวกเขาจะคิดเปลี่ยนใจ
“ว่าแต่...ผลพนันครั้งนี้จะรู้เมื่อใดเล่าท่านขันที?”
“อู๋กงกงรับประกันว่าภายในปีนี้”
******************
