" ท่านอาจารย์ เกรงว่าจิตวิญญาณแฝดของข้า จะถูกสังหารไปแล้ว" อูหลินเฟิง กล่าวกับอาจารย์ของตน
" หมายความว่าอย่างไรถูกสังหาร ผู้ใดกันที่มีความสามารถมากขนาดที่สังหารดวงจิตของเจ้าได้" ปราชญ์วิญญาณถาม เพราะเขาสังเกตถึงวิธีการต่อสู้ของศิษย์ในงานประลองล่าสัตว์อสูร อูหลินเฟิงเป็นคนที่ระมัดระวังตัวหากไม่มั่นใจว่าจะชนะเขาต้องหนีอย่างแน่นอน
" เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ..." อูหลินเฟิงตัดสินใจเล่าเรื่องของสามดวงวิญญาณของตนให้อาจารย์ของตนฟัง ทั้งสาเหตุการตายของแต่ละคน ทั้งการที่ตระกูลแวนแจนซ์ของเรนโดนโจมตีสังหารล้างตระกูล โดยอสูรสีดำที่เรนไม่รู้จักและการตายอันมีต้นเหตุมาจากภารกิจขโมยนิยายของลุค
"มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยงั้นหรือ" ปราชญ์วิญญาณกล่าวพร้อมทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ราวกับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ท่านอาจารย์ท่านไม่เชื่อข้าอย่างนั้นหรือ” อูหลินเฟิงถาม
“อาจารย์ย่อมต้องเชื่อเจ้า เพียงแต่ในเรื่องนี้มีจุดที่อาจารย์สงสัยอยู่ทั้งหมดสามเรื่อง” ปราชญ์วิญญาณกล่าวเขาดูแล้วอูหลินเฟิงไม่ใช่พวกขี้โกหกที่จะสร้างเรื่องมาแต่งให้ตนฟัง
“แต่ก่อนอื่นเจ้าสามารถที่จะเล่าเกี่ยวกับนิยายที่ว่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ อย่างละเอียด” ปราชญ์วิญญาณถามสิทธิ์ของตน อูหลินเฟิงที่มีนิยายเล่มสำรองของเรื่องตำนานจอมยุทธ์จตุรธาตุที่ได้เขียนไว้ ได้นำมาให้อาจารย์ตนอ่าน ทันทีที่ปราชญ์วิญญาณได้รับไปตัวอักษรทั้งหมดในนิยายได้หลุดลอยออกจากหนังสือนิยายเข้าสู่กลางหน้าผากของปราชญ์วิญญาณ เพียงพริบตาปราดวิญญาณก็สามารถรู้เรื่องราวในนิยายได้ทั้งหมด
“เพราะแบบนี้เจ้าถึงต้องการแข็งแกร่งอย่างรวดเร็วภายในสี่เดือนสินะ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวขึ้นเขาได้รับรู้แล้วว่าเหตุใดศิษย์เขาถึงเร่งรีบนัก
“ขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงกล่าวยอมรับอย่างโดยดี
“จุดที่ข้าสงสัยอย่างแรกคือเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเหตุการณ์หลังจากนี้จะเป็นไปตามนิยายที่ได้อ่านมา” ปราชญ์วิญญาณตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการกระทำต่อไปของอูหลินเฟิง
“ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ” อูหลินเฟิงกล่าวถามอาจารย์ของตน แม้เขาจะมั่นใจในความคิดของตนแต่ว่าปราชญ์วิญญาณคือผู้ที่มีอายุเกินสามพันปี ประสบการณ์ต่างๆ อาจทำให้อาจารย์มองเห็นในสิ่งที่เขาขาดไป
“ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ข้อได้เปรียบของเจ้าคือช่องโหว่ของการเปิดเรื่องในนิยาย ตามนิยายนั้นกว่าจงหมิ่นจะออกมาจากเมืองศิลาแดงได้คือหลังจากจบงานประลองล่าสัตว์อสูร หลังจากนั้นจึงได้ทราบว่าตระกูลอู ตระกูลถง ตระกูลกวน โดนสังหารทั้งตระกูล
อย่างแรกเจ้าได้เปลี่ยนแปลงเส้นเรื่องในนิยายโดยการช่วยจงหมิ่นออกมาก่อนเวลา อย่างที่สองเจ้าทำให้น้องชายไม่ตายในงานประลองล่าสัตว์อสูรตามนิยาย อย่างสุดท้ายที่เจ้าเพิ่งทำลงไปคือการช่วยเหลือตระกูลอูให้รอดพ้นจากการโดนสังหารทั้งตระกูล เจ้ายังคิดว่าเหตุการณ์จะเป็นไปตามในนิยายอีกงั้นหรือ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวถามศิษย์ของตน
“นี่มัน…” ราวกับว่าคำพูดของอาจารย์ช่วยฉุดสติของอูหลินเฟิงให้คิดได้ ที่ผ่านมาทุกอย่างที่ทำสำเร็จเป็นเพราะเขามั่นใจในนิยายมากเกินไป
“เจ้าประมาทเกินไป เจ้าบอกข้าเองว่าจิตวิญญาณของลุคได้ตายโดยนักฆ่าของรัฐบาลโลก หมายความว่าฝั่งของรัฐบาลโลกของโลกแห่งจิตมีนิยายเรื่องนี้อยู่ และเจ้ายังมีข้อสงสัยว่าที่ราชวงศ์ราชันโลหิตสามารถรอดชีวิตไปได้เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฝั่งรัฐบาลโลกของโลกแห่งจิต เหตุใดเจ้าถึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายเองก็มีนิยายเรื่องนี้ในมือเช่นกัน
ที่ผ่านมาที่เจ้าทำสำเร็จเพราะว่าเรื่องราวในนิยายจะเล่าผ่านมุมมองของจงหมิ่นเท่านั้น ทำให้เหตุการณ์ในเทือกเขาหมื่นอสูรและการฆ่าล้างตระกูลอู จงหมิ่นได้รับรู้ผ่านการบอกเล่าเท่านั้น รายละเอียดที่ขาดหายในนิยายทำให้เจ้าสามารถช่วงชิงความได้เปรียบ
หากอีกฝ่ายเองก็ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ ในตอนนี้จะได้รับรู้ได้ทันทีว่าตัวตนนาม อูหลินเฟิง คือสิ่งผิดแปลกที่ไม่มีในนิยายเรื่องนี้ เจ้าคือผู้เปลี่ยนแปลงเส้นเรื่องของนิยาย หากรู้เรื่องนี้เจ้าคิดว่าเหตุการณ์ในตระกูลโอวหยางยังจะเป็นเช่นเดิมอย่างนั้นหรือ” ปราชญ์วิญญาณกล่าวถามศิษย์ของตนเอง แม้ว่าอูหลินเฟิงจะมีประสบการณ์ของสามดวงวิญญาณ แต่ว่าทั้งสามดวงวิญญาณนั้นก็มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น แม้อูหลินเฟิงจะเป็นคนรอบคอบแต่ว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทุกอย่างได้เป็นไปตามที่เขาคิดเสมอความประมาทย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ” อูหลินเฟิง ประสานมือเคารพปราชญ์วิญญาณขอบคุณอย่างจริงใจ เป็นเขาเองที่ได้ใจจากชัยชนะอย่างต่อเนื่อง
“หากให้คิดในกรณีที่อีกฝ่ายรู้แล้วว่าเจ้าเองก็รับรู้เรื่องในนิยายเจ้าคิดว่าทางนั้นจะทำอย่างไรต่อไป” ปราชญ์วิญญาณไม่ได้เสนอแผนแก้ทางให้แต่ว่ากลับพยายามให้อูหลินเฟิงคิดหาทางด้วยตนเอง เมื่อได้ยินดังนั้นอูหลินเฟิงจึงพยายามคิด ว่าหากเขาเป็นอีกฝ่ายจะทำอย่างไรต่อไป
“หากเป็นข้า ข้าจะเลื่อนการโจมตีให้เร็วยิ่งขึ้นเพราะหากทำตามในนิยายย่อมอาจถูกวางแผนตลบหลังได้ง่าย” อูหลินเฟิงกล่าวความคิดของตน
“เจ้าควรจะวิเคราะห์ถึงนิสัยของผู้อยู่เบื้องหลังด้วย” ปราชญ์วิญญาณกล่าวเสริมเพราะวิธีที่อูหลินเฟิงเสนอเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ตัวของปราชญ์วิญญาณกลับคิดว่าผู้อยู่เบื้องหลังต้องไม่ทำแบบนั้นแน่นอน
“ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะข้าอีกครั้ง”
“อีกฝ่ายถึงขนาดลงทุนค่อยๆ จัดการสี่ตระกูลระดับกลาง จากนั้นค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปยังตระกูลโอวหยาง แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายต้องมีผู้วางกลยุทธ์ที่ใจเย็น แต่แผนที่อุตส่าห์วางมาเนิ่นนานกลับถูกเจ้าทำลายลงอย่างง่ายดาย ย่อมต้องโมโหที่แผนของตนถูกทำลายลง หากเป็นข้า ข้าจะเลือกโจมตีในวันเดิมตามนิยายและยังใช้โอวหยางหลางเป็นนกต่อดึงความสนใจของพวกเจ้าทั้งหมด จากนั้นหาทางวางแผนตลบหลังพวกเจ้าอีกที อย่างน้อยเพื่อลบล้างความโกรธที่โดนทำลายแผนในครั้งแรก” ปราชญ์วิญญาณกล่าวความคิดของตน
“ความคิดท่านอาจารย์ช่างลึกล้ำอย่างยิ่ง ศิษย์ขอขอบคุณที่อาจารย์ชี้แนะ” หลังจากที่อูหลินเฟิงได้ยินทำให้เขานึกได้ว่าตนเองประมาทเกินไปจริงๆ
“ไม่แน่ว่าศึกที่ตระกูลโอวหยางในครั้งนี้ อาจไม่ใช่ศึกเล็กๆ อย่างการปล้นคลังสมบัติ แต่อาจเป็นศึกที่ทำให้ตระกูลโอวหยางเสียหายอย่างหนักได้เลยทีเดียว” ปราชญ์วิญญาณกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ท่านจะเข้าร่วมศึกครั้งนี้หากมีท่านที่เป็นปราชญ์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในเก้าปราชญ์ ศึกครั้งนี้ย่อมต้องชนะได้แน่” อูหลินเฟิงถามอย่างคาดหวัง
" เฮ้อ แม้ข้าต้องการจะช่วย แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้" ปราชญ์วิญญาณกล่าว ในใจเขาคิดอยากจะช่วยศึกครั้งนี้ยิ่งนัก
" เพราะเหตุใดกันหรือขอรับ"อูหลินเฟิงถามอย่างสงสัย ปราชญ์วิญญาณที่โดนถามกลับไม่ตอบเขาลุกขึ้นแล้วเดินไป หันมาหาอูหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า"ตามข้ามา"
อูหลินเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็ลุกตามปราชญ์วิญญาณไป ปราชญ์วิญญาณได้เดินนำ อูหลินเฟิงไปอย่างชั้นบนสุดของปราสาท มายังห้องที่คิดว่าเป็นห้องพักของปราชญ์วิญญาณแต่ว่าที่หน้าประตูห้องนั้นกลับมียันต์หลายใบติดอยู่ ดูแล้วไม่ใช่ยันต์ที่มีไว้สำหรับผนึกของที่อยู่ด้านในแต่เป็นยันต์ที่มีเพื่อป้องกันคนจากภายนอกไม่ให้เข้าไป
"จงเปิด" ปราชญ์วิญญาณได้พูดขึ้น ยันต์สีทองที่ปิดไว้ตรงประตูก็ได้คลายออก เปิดให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน สิ่งที่อูหลินเฟิงเห็นคือ ร่างกายที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับอาจารย์ของเขา กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ รอบๆ ยันต์สีทองหลายใบนั้นส่งพลังแห่งชีวิตออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับว่ายันต์นั้นกำลังยื้อชีวิตของร่างร่างนั้นอยู่ ร่างนั้นดูเหมือนกลับอาจารย์ของเขาแทบทุกระเบียบนิ้วเพียงแต่ว่า ผิวหนังของร่างนั้นแก่ชราเสียยิ่งกว่าปราชญ์วิญญาณตอนนี้เสียอีก ทั้งเขายังเห็นบาดแผลคล้ายกับคนโดนฟ้าผ่าที่มือซ้ายจนถึงต้นคอ
" ท่านอาจารย์ร่างนั้นคือ?" อูหลินเฟิงกล่าวถาม
" นั่นคือร่างที่แท้จริงของข้า” ปราชญ์วิญญาณกล่าว
“หมายความว่ายังไงหรือขอรับ”
“ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ มีอายุขัยเพียงสามพันห้าร้อยปี แต่ว่าข้ามีอายุถึงสามพันเจ็ดร้อยปี ร่างกายของข้านั้นถึงขีดจำกัดมานานแล้ว ข้าที่เคยพยายามทะลวงชนชั้นเทวะแล้ว แต่ไม่อาจทำได้ ไม่อาจเพิ่มอายุขัยของตัวเองได้อีกต่อไป ทำได้เพียงผนึกพลังชีวิตของตนเองไว้ในร่างกายและ ใช้ยันต์สร้างภูตรับใช้เหมือนตัวจริง ใช้แทนตัวตนจริงๆ คอยเคลื่อนไหวและทำสิ่งต่างๆ แทนในระยะเวลาพันปีที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมาจะต้องใช้พลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในการต่อสู้ข้ายังสามารถพอสู้ได้ แต่ว่าหลังจากนี้หากมีศึกที่ต้องใช้พลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แบบเต็มกำลังนั่นต้องเป็นศึกสุดท้ายของข้า” ปราชญ์วิญญาณกล่าวเรียกได้ว่าตัวเขายังมีศึกสุดท้ายที่ยังคงรอคอยไม่อาจต่อสู้เต็มกำลังได้อีกแล้ว
“หลังจากนี้ข้าจึงทำได้เพียงคอยสั่งสอนเจ้า ไม่อาจช่วยเหลือเจ้าในการต่อสู้ได้”
“ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์ทราบแล้ว” เมื่อได้เห็นแบบนี้อูหลินเฟิงจึงตัดใจในการขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขายังคงทึ่งกับความสามารถของปราชญ์วิญญาณปราชญ์ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด ใช้ภูตรับใช้แทนตัวจริงมาถึงพันปีแต่ยังสามารถรักษาตำแหน่งปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ได้ ถ้าหากเป็นตัวจริงอาจารย์ของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน เขาอยากจะเห็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของอาจารย์เหลือเกิน
..
..
จบตอน