นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 151 บททดสอบแรกของการติวเข้ม

    ตอนที่151 บททดสอบแรกของการติวเข้ม


    ขณะไต้อี้บินผ่านรีสอร์ตแห่งหนึ่งเขาพลันหยุดชะงักทันทีเพราะได้กลิ่นบางอย่างที่เหมือนกับกลิ่นกลุ่มคนร้ายที่เคยบุกสำนักนิรนามเขาร่อนตัวลงจอดในมุมลับสายตาคน ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้าไปลอบสังเกตการณ์บ้านพักหลังหนึ่งที่น่าสงสัย


    ไต้อี้นั่งอยู่บนหลังคาบ้านพักหลังหนึ่งที่อยู่ติดกับบ้านพักของกลุ่มคนน่าสงสัยเป็นบ้านพักสองชั้นสามห้องนอน เขาพบชายฉกรรจ์สี่คนและหญิงสาวหน้าตาสวยยั่วยวนคนหนึ่งทุกคนมีกลิ่นของสารพิษและกำลังประกอบกามกิจในลักษณะสี่รุมหนึ่ง ทำให้เขาส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ซึ่งเขาไม่เสียเวลาตรวจสอบอะไรอีกเพราะทุกคนมีรอยสักบนต้นคออย่างชัดเจน


    เขาจึงใช้ค่ายกลกักขังที่เรียนรู้มาจากซูเวยเพราะไม่ต้องการปล่อยให้มีคนหนีรอดออกไปได้จากนั้นใช้ไฟพลังปราณพุ่งเข้าเผาร่างของทั้งห้าคนโดยตรงในห้องนอนห้องหนึ่งเขาคิดว่ารีสอร์ตสูญเสียแค่บ้านพักหนึ่งหลังแต่สามารถกำจัดคนชั่วร้ายได้ ย่อมดีกว่าปล่อยให้คนร้ายหนีไปอย่างลอยนวล


    สักพักหนึ่งมีผู้คนตะโกนโหวกเหวกเสียงดังด้วยความตื่นตกใจที่พบว่ามีบ้านพักรีสอร์ตเกิดเหตุเพลิงไหม้


    “ช่วยด้วย! มีไฟไหม้!เร็วๆ รีบไปดู”


    “ฮะ! จะมีคนติดอยู่ในบ้านพักไหม? รีบหาน้ำดับไฟเร็วเข้า”


    “ตายละ! เกิดอะไรขึ้น?ทำไมจู่ๆถึงมีไฟไหม้แบบนี้ละ”


    “แย่จริง! ถ้ามีคนตายแย่แน่ๆเลย”


    “ใช่ๆถ้ามีคนตาย ต่อไปใครจะกล้ามาพักที่นี่ล่ะ?”


    “ถังดับเพลิงอยู่ไหน? รีบช่วยกันดับไฟก่อน”


    ครั้นไต้อี้เห็นร่างของคนทั้งห้ากลายเป็นเถ้าแล้วเขาอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้อย่างง่ายดายพลางยิ้มกริ่มอย่างพอใจที่งานแรกนอกสถานที่ทำได้ดีเขาหวังว่าตัวเองจะมีคะแนนนำเพื่อนคนอื่นและเป็นผู้ชนะเพื่อรับยาเพิ่มพลังปราณจากซูเวย


    ..........


    มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นในเมืองหลวงสามจุดที่ทำให้บรรดาตำรวจต่างรู้สึกมึนงงเนื่องจากไม่พบร่างของผู้เคราะห์ร้าย มีแค่ร่องรอยของไฟไหม้และกองเถ้าอยู่บนพื้นบางแห่งเหลือแค่เขม่าและร่องรอยเคยมีอยู่ของกองเถ้าเท่านั้น ในเมื่อไม่มีเหตุการณ์ฟ้องร้องเพราะไม่มีเจ้าทุกข์มีแค่เหตุเพลิงไหม้บ้านพักรีสอร์ตแห่งหนึ่งเท่านั้น ทำให้ตำรวจสรุปสำนวนปิดคดีไปอย่างง่ายดาย


    ซูเวยรับรู้ข่าวความวุ่นวายนี้จากช่องทางพิเศษของกองกำลังพิเศษที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเหตุวุ่นวายที่ชวนพิศวงเธอไม่เป็นกังวลกับบรรดาองครักษ์ของตนเองแต่อย่างใด


    เวลานี้ซูเวยกำลังเดินเข้าห้องติวเข้มที่อยู่ชั้นล่างในอาคารเดียวกับหอพักเป็นห้องติวเข้มที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทันสมัยตั้งวางไว้ทั้งหมดห้าเครื่องและหนึ่งเครื่องสำหรับอาจารย์ที่จะมาสาธิตโจทย์และวิธีแก้โจทย์ให้กับนักเรียนเป็นอาจารย์คณะการจัดการและสารสนเทศที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เป็นชายวัยกลางคนที่ดูเคร่งเครียดจริงจัง


    ซูเวยพยักหน้าทักทายเพื่อนร่วมทีมอย่างคุ้นเคยที่นั่งของเธออยู่ด้านหน้าแถวกลางเพราะที่นั่งอื่นล้วนถูกเพื่อนร่วมทีมจับจองไปหมดแล้วเธอไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด จึงนั่งลงที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ตรงหน้าอย่างสบายใจพร้อมกับตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน มีหน้าจอมอนิเตอร์ให้สามหน้าจอและคีย์บอร์พร้อมเมาส์สามชุดต่อคนดูอลังการและสะดวกสบายสำหรับการใช้งาน


    เมื่ออาจารย์เย่เห็นว่านักเรียนที่จะไปแข่งขันมาครบทุกคนแล้วเขาบอกให้ทุกคนจ้องมองบนหน้าจอแอลซีดีขนาดใหญ่พร้อมกับสั่งงานชิ้นแรกให้นักเรียนทดลองทำเป็นโจทย์ที่อาจารย์เย่สืบค้นย้อนหลังไปถึงสิบปีเพื่อค้นหาคำถามที่ยากมาให้นักเรียนฝึกฝน


    “เอาละนักเรียนทุกคนอาจารย์ส่งลิงก์เข้าเครื่องพวกเธอไปแล้ว มีโจทย์ที่ต้องทำให้แล้วเสร็จอยู่สามระดับซึ่งอาจารย์จะตรวจงานทุกวัน ระดับแรกเป็นงานที่ต้องทำทุกวันคือการค้นหาช่องโหว่ของระบบเครือข่ายหน่วยงานรัฐในประเทศระดับกลางใช้เวลาหนึ่งหรือสองวันก็ได้ แต่ต้องแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้เป็นการค้นหารูปแบบป้องกันที่ดีที่สุดของหน่วยงานใดก็ได้ในประเทศระดับยากใช้เวลาถึงวันสุดท้ายก่อนปิดค่ายนักเรียนทุกคนจะต้องเจาะระบบของหน่วยงานระดับสูงจากต่างประเทศให้ได้”


    เมื่ออาจารย์เย่พูดเสร็จพลันเกิดเสียงฮือฮาของนักเรียนด้วยความกังวลใจเนื่องจากนักเรียนมีหลากหลายอายุและระดับชั้นการศึกษาอย่างไรก็ตามซูเวยที่อยู่ชั้นประถมคนเดียวเธอจ้องมองอาจารย์เย่ตาเป็นประกายเพราะโจทย์ที่อาจารย์ให้มานั้นเรียกความสนใจจากเธอได้มากทีเดียวไม่ใช่โจทย์กิ๊กก๊อกแบบเด็กๆที่เธอเคยพบมาก่อน


    อาจารย์เย่ไม่สนใจเสียงประท้วงของนักเรียนเขาสั่งงานเสร็จก็เริ่มค้นหาคำตอบเช่นกัน เป็นการทำงานแข่งกับนักเรียน พอนักเรียนเห็นอาจารย์เย่ลงมือทำแล้วทำให้นักเรียนส่วนใหญ่หยุดบ่นและลงมือพิมพ์บนแป้นอย่างรวดเร็วเพื่อทำงานในโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย


    ภายในห้องมีหนึ่งอาจารย์และนักเรียนห้าคนมีแต่เสียงแป้นพิมพ์ดังต๊อกแต๊กๆ เป็นระยะ โดยที่ไม่มีใครพูดคุยระหว่างกันเหมือนกับว่าทุกคนสื่อสารกันด้วยเสียงแป้นพิมพ์เพียงอย่างเดียว


    ซูเวยพิมพ์แป้นอย่างสบายใจเพราะทุกคนต่างต้องทำงานแข่งกับเวลาซูเวยรีบทำงานที่อาจารย์สั่งก่อนไปทำงานส่วนตัวของตนเอง เนื่องจากเธอพบว่ากลุ่มคนองค์กรชั่วร้ายเข้ามาในประเทศมีทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายเป็นข้อมูลที่เธอแฮ็กได้และตรวจสอบพบจากเวยเวยหนึ่ง จึงต้องการกำจัดพวกมันให้ได้มากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงในวันเปิดตัวน้ำอมฤตสวรรค์ของตนเอง


    ..........


    ซูเวยไม่รู้เลยว่าท่าทางทำงานในบททดสอบแรกของตนเองด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายนั้นตกอยู่ในสายตาของศาสตราจารย์หวางหนิงเทียน ประธานจัดการแข่งขันที่ให้ความสนใจซูเวยตั้งแต่คราวแข่งขันคัดเลือกเขาประหลาดใจที่ซูเวยมีอายุน้อย ทว่ามีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่เก่งกาจทำให้เขาใส่ใจจึงมาตรวจสอบการเข้าค่ายของซูเวยและนักเรียนคนอื่นด้วย


    “อาจารย์คิดว่าเด็กน้อยคนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?” อาจารย์เย่สอบถามศาสตราจารย์หวางด้วยความสงสัยใคร่รู้เนื่องจากที่ผ่านมานั้น ศาสตราจารย์หวางไม่เคยให้ความสนใจถึงขั้นมาดูการเข้าค่ายติวเข้มเลยสักครั้งส่วนใหญ่มีแต่เขาและเพื่อนอาจารย์อีกคนหนึ่งที่ช่วยกันติวเข้มให้กับกลุ่มตัวแทนนักเรียนก่อนไปแข่งขันทักษะคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในประเทศเอ็ม


    “ไม่เลวน่าสนใจทีเดียว ฉันสนใจหนูน้อยคนนี้ตั้งแต่ตอนแข่งขันคัดเลือกแล้วดูเหมือนเธอจะมีความลับมากมายอยู่กับตัว”ศาสตราจารย์หวางหรี่ตามองซูเวยจากห้องสังเกตการณ์ด้านหลัง เป็นห้องที่สามารถมองผ่านกระจกใสเข้ามาดูห้องติวเข้มได้อย่างชัดเจนเพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนที่เข้าค่ายอย่างใกล้ชิด เขาบอกกับลูกศิษย์ตนเองตามจริงทำให้อาจารย์เย่ให้ความสนใจซูเวยมากขึ้น


    “งั้นผมควรที่จะให้โจทย์พิเศษกับเธอเพิ่มดีไหมครับ?” อาจารย์เย่มองเห็นโอกาสจึงเสนออาจารย์ตนเองทันทีเนื่องจากประเทศซีไม่ได้ตำแหน่งชนะเลิศมาหลายปี ยกเว้นเมื่อสี่ปีก่อนที่มีตัวแทนประเทศหนึ่งเดียวสามารถต่อสู้กับบรรดาตัวแทนนักเรียนจากทั่วโลกได้นั่นคือ นักเรียนชายชื่อหยางหยาง ทว่านักเรียนชายคนนั้นมีอายุมากกว่าซูเวยสองปีในช่วงเวลาแข่งขันระดับนานาชาติ


    “ลองดูก็ได้แต่ถามเธอดูก่อนละกันสมองของเด็กแต่ละคนรับความกดดันไม่เหมือนกันนะ ระมัดระวังด้วย”ศาสตราจารย์หวางพยักหน้าตอบตกลงเขาเตือนลูกศิษย์อย่างจริงจังเพราะไม่อยากทำให้ความกดดันส่งผลเสียต่อตัวแทนนักเรียนที่เป็นเหมือนความหวังของประเทศ


    “ขอบคุณครับงั้นผมไปค้นหาโจทย์ที่น่าสนใจเพิ่มก่อน” อาจารย์เย่ตอบรับอย่างยินดีเขารีบขอตัวกับอาจารย์ตนเองทันที เนื่องจากเขาต้องการรับรู้ว่าซูเวยจะสามารถแก้โจทย์ที่เขาใช้ทดสอบได้หรือไม่หากว่าเธอสามารถทำได้และทำได้ดีกว่านักเรียนชายคนนั้น ย่อมหมายถึงโอกาสของประเทศที่จะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน


    ..........


    มีอาหารสามมื้อ อาหารว่างและเครื่องดื่มไว้บริการหน้าห้องติวเข้มเพราะฉะนั้นนักเรียนสามารถลุกไปกินตอนไหนก็ได้เป็นการติวเข้มที่ไม่มีการควบคุมเฉพาะเจาะจง ยกเว้นวันที่สองและสามที่ทุกคนจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาเนื่องจากการแข่งขันจริงจะมีกำหนดเวลาชัดเจนจากกรรมการกลางระดับนานาชาติ


    การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกจะแบ่งการแข่งขันออกเป็นสามช่วงช่วงแรกนักเรียนทุกคนจากทุกประเทศแข่งขันด้วยโจทย์สุ่มสิบข้อซึ่งต้องทำให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง ช่วงที่สองเป็นกลุ่มนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จากช่วงแรกมาแข่งขันด้วยโจทย์สุ่มอีกเช่นกันแต่มีแค่ห้าข้อเป็นห้าข้อที่ทำให้นักเรียนร้องไห้โฮด้วยความเสียใจมานักต่อนักแล้วเนื่องจากความยากและคาดไม่ถึง


    สุดท้ายจะคัดเลือกนักเรียนสิบอันดับแรกที่แก้โจทย์ได้ด้วยเวลาที่ดีที่สุดมาแข่งขันกันเป็นช่วงบีบรัดหัวใจเพราะเป็นโจทย์ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เนื่องจากโจทย์จะถูกเลือกจากกรรมการหลักสามคน โดยนักเรียนต้องแก้โจทย์ให้ได้แต่ละข้อภายในเวลาแค่สิบห้านาทีจึงเป็นสิบห้านาทีแห่งความหฤโหดที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำหรือรับโทรศัพท์แต่อย่างใด


    โจทย์ทั้งสามระดับที่ได้รับจากอาจารย์เย่นั้นซูเวยทำเสร็จภายในเวลาแค่สองชั่วโมงทว่าเธอยืดเวลาจนถึงช่วงพักกินข้าวกลางวัน ซึ่งเธอตั้งเวลาส่งงานอาจารย์เย่ไว้ในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาพักกินข้าวเธอจำเป็นต้องเบรกการเขียนโปรแกรมที่ไม่ใช่เรื่องติวออกไปก่อนพร้อมกับซ่อนหน้าจอที่ตนเองทำงานไว้อย่างแนบเนียน


    ระหว่างที่ซูเวยออกไปกินข้าวอยู่ข้างนอกนั้นศาสตราจารย์หวางเดินมาดูโต๊ะคอมพิวเตอร์ของซูเวยด้วยความสนใจ เขาพยายามเปิดดูว่าซูเวยกำลังทำอะไรอยู่เนื่องจากเขามองเห็นระยะไกลว่าเป็นโค้ดคำสั่งโปรแกรมที่ดูแปลกตาไม่เหมือนกับบทเรียนที่มีการสอนในประเทศจึงสนใจที่จะมาดูว่าเป็นโค้ดคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องใดปรากฏว่าเขาตรวจไม่พบโค้ดคำสั่งที่ซูเวยทำงานค้างไว้เลย


    “เอ๊! เด็กน้อยคนนั้นซ่อนโค้ดคำสั่งไว้ที่ไหนกัน?ฉันอยากรู้จริงๆว่าเธอกำลังเขียนโปรแกรมอะไรอยู่?”ศาสตราจารย์หวางยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินจากไปด้วยความงุนงง


    ไม่มีนักเรียนคนใดสนใจเขาเพราะทุกคนมุ่งให้ความสนใจกับงานตรงหน้าที่ดูเหมือนเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นทุกทีบางคนทนหิวไม่ไหวก็ลุกออกไปกินข้าวก่อนกลับมาทำใหม่ ยกเว้นซูเวยที่ต้องรีบวิ่งไปช่วยเหลือพี่ชายหลังกินข้าวแล้วได้รับโทรศัพท์จากเขา


    ..........


    ซูเวยวิ่งมาถึงคอนโดของพี่ชายที่พักอยู่นอกมหาวิทยาลัยเธอขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้น 29 และเดินตรงไปห้อง 105 พอเห็นพี่ชายที่เดินด้วยท่าทางอ่อนเพลียและอิดโรยมาเปิดประตูให้ตนเองซูเวยปราดเข้าไปประคองเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับถามอย่างกังวลใจว่า “พี่ชายจวินพี่เป็นอะไรคะ?”


    “พี่ไม่รู้เหมือนกันพี่เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นและหมดกำลังเอาดื้อๆ เลย” ทันทีที่กัวจวินเปิดปากพูดกับน้องสาวเธอได้กลิ่นของยาพิษสลายกำลังเบาบางจากลมหายใจของเขาทันที ทำให้เธอรีบประคองเขาไปนอนบนเตียงในห้องนอนจากนั้นหยิบยาแก้พิษสลายกำลังออกมาป้อนเขาพร้อมกับส่งพลังปราณช่วยให้ยาออกฤทธิ์เร็วขึ้น


    เธอสอบถามเขาเพิ่มเติมด้วยความกังวลว่าจะมีคนประสบเหตุเช่นนี้เพิ่มว่า“พี่ชายจวินคะ เมื่อคืนหลังกินข้าวแล้วพวกพี่ไปที่ไหนกันต่อคะ?”


    ซูเวยไม่คิดว่าพี่ชายจะได้รับพิษสลายกำลังเช่นนี้โชคดีที่เธออยู่เมืองหลวงและให้การช่วยเหลือเขาได้ ส่วนคนอื่นๆที่ตรวจพบความผิดปกตินั้นซูเวยไม่เป็นกังวลเพราะมีเอสเปอร์นักวิทยาศาสตร์ของกองกำลังพิเศษสามารถคิดค้นยาแก้พิษได้จากยาต้นแบบของเธอแล้วฉะนั้นเธอเป็นกังวลเฉพาะคนที่ตนเองคุ้นเคยและรู้จักเท่านั้น


    กัวจวินรู้สึกอบอุ่นทั่วร่างกายเหมือนกับกำลังเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาทำให้เขามีเรี่ยวแรงตอบคำถามน้องสาวตามจริงว่า “หลังกินข้าวเสร็จพี่กับเพื่อนก็ไปต่อกันที่คาราโอเกะวันเดอร์ พวกเราดื่มทั้งไวน์ เหล้า เบียร์ ผสมปนเปหลายอย่างมีสาวสวยจากห้องข้างๆมาชนแก้วกับพวกเราด้วยมารู้ทีหลังว่าเพื่อนพี่ไปพบสองสาวสวยอยู่ด้านนอก พวกเธอเพิ่งมาท่องเที่ยวประเทศซีเป็นครั้งแรกน่ะจากนั้นก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนต่ออีก”


    ซูเวยเห็นว่าร่างกายพี่ชายเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาแล้วเธอหยิบเอาขวดน้ำอมฤตออกมาป้อนเขาอย่างอ่อนโยนเพื่อหวังให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูตัวเองกลับขึ้นมาให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยเขาจะได้ช่วยเหลือตัวเองในการทำภารกิจส่วนตัวที่เธอไม่เหมาะสมจะทำให้ได้


    สักพักหนึ่งเมื่อซูเวยเห็นว่าพี่ชายนอนหลับไปแล้วเพราะความอ่อนเพลียเนื่องจากเธอตรวจสอบชีพจรของเขาและพบว่าร่างกายฟื้นฟูขึ้นมามากขึ้นจนพ้นขีดอันตรายเธอปล่อยให้พี่ชายนอนพักไปก่อนเพราะตนเองมีงานด่วนต้องทำ


    ซูเวยโทรแจ้งข่าวของพี่ชายไม่สบายเพื่อให้มีพ่อหรือแม่บุญธรรมมาดูแลต่อจากเธอเนื่องจากเธอต้องรีบแจ้งข่าวให้ทางเจ้านายกองกำลังพิเศษไล่ล่าคนร้ายจากองค์กรชั่วร้ายให้เร็วที่สุด


    หลังจากโทรแจ้งข่าวกับเจ้านายเสร็จเรียบร้อยซูเวยส่งข้อความผ่านจิตวิญญาณให้สามองครักษ์ไปตรวจสอบสถานประกอบการคลับหรูที่ชื่อ “วันเดอร์”โดยตรง เนื่องจากมีหลายเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกับสถานที่แห่งนี้ทำให้เธอพุ่งเป้าไปที่วันเดอร์อย่างจริงจัง


    ปรากฏว่ามีการตอบกลับจากหัวอี้เฟิงที่แสดงความคิดเห็นในมุมมองของนักธุรกิจว่า“เอ! เวยเวยถ้าหากว่าพวกวันเดอร์เกี่ยวข้องกับองค์กรชั่วร้ายจริงผมว่าเราแยกกันเป็นสามสายดีไหมเพราะมีธุรกิจภายใต้ชื่อพวกมันอยู่หลายอย่างพวกเราจะได้ปิดประตูเผาพวกมันให้หมดเลย”

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน