แย่แล้ว ! พลังอัสนีสูญหายไป อุทัยหน้าเหวอมันไม่สามารถปลดปล่อยอัสนีบาตได้เช่นเมื่อครู่
ก๊ากกกก ! แสงสูรย์หัวเราะร่า กล่าวว่า “แบตหมดหรือ เมิง .. ฮา ฮา” พร้อมส่งร่างเป็นเงาปักษาอัคคีพุ่งทะยาน กลุ่มปราณอัคคีที่ปลายนิ้วทวีความเข้มข้น
อุทัยอ้าปากหวอ พลังอัคคีร้อนลวกกำลังพุ่งเข้าหา มันไม่รอช้ากระโดดหนีโดยทันใด
บรื่มมมมม !!! .. คลื่นความร้อนสาดกระจาย พลังอัคคีระเบิดตรงที่อุทัยเคยยืนอยู่
อุทัยกระโดดถอยไปสิบกว่าก้าว ตามร่างกายใบหน้ารู้สึกร้อนวูบวาบ .. แสงสูรย์หยุดยืนกล่าวเยาะ “.. หนีเก่งนะ”
แต่อุทัยไม่ได้สนใจ มันกำลังทดลองปล่อยอัสนีบาทจากฝ่ามือ แต่ที่ออกมามีเพียงพลังเบาบาง ส่งเสียงดัง .. ฟู๊ดดด ! ฟู๊ดดด !
อุทัยพึมพำ “เป็นอันใดไปแล้ว สงสัยแบตหมดจริง”
แสงสูรย์รู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของอุทัย มันกล่าวว่า “นี่ .. เจ้าโล้น ..”
อุทัยเงยหน้าขึ้นมา กล่าวถาม “ห่ะ .. อันใด นะ ..”
หื่มมมม .. แสงสูรย์อารมณ์เสีย กล่าวต่อ “.. หนีเก่งนะ เมิง”
“อ่อ .. เออ เออ .. แปร๊บนึง .. แปร๊บนึง” อุทัยตอบแกนๆ แล้วกลับไปทะเลาะกับพลังอัสนีต่อ มันทดลองปล่อยอัสนีบาตอีกครั้ง .. คลืน .. ประ .. เปรี๊ยะ .. ฟู๊ดดดดด !
อุทัยอุทาน “.. ตายห่ะแระ พลังราวตดยุง” .. แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับพลังระดับราชันปราณ .. แต่เจ้าแสงสูรย์ผู้นี้มีพลังระดับใดกันแน่ ดูเหมือนมันยังคงเก็บงำพลังที่แท้จริงเอาไว้
เห็นอุทัยไม่แยแส แสงสูรย์จึงโมโหขึ้นมาจริงๆ มันสบถ “ชิ เจ้านี่ .. ทำข้าเสียเวลามาเยอะแล้ว .. ตายซ่ะเถอะ ..”
ทันใดแสงสูรย์ก็ระเบิดพลัง ปราณอัคคีสีแดงคล้ำปรกคลุมร่างกายของมัน ก่อตัวเป็นรูปวิหคสยายปีกร้องดังจนแสบแก้วหู
.. แกร๊สสสสสส ! .. ปักษาอัคคีสวรรค์ร้องเสียงดัง
ปราณวิหคสวรรค์สยายสองปีกกว้าง แพนหางแผ่ยาวไสว ดวงตาเรียวเล็กดุร้าย ส่งพลังอัคคีอันร้อนลวกสุดรุนแรง
แสงสูรย์ประกบนิ้วสะสมพลังอัคคีที่ปลายดัชนี เป็นกลุ่มปราณอัคคีเล็กเท่าปลายนิ้วแต่แดงเข้มข้นบริสุทธิ์
.. ดัชนีอัคคีทะลวงนภา !
เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! สามปราณดัชนีสังหารพุ่งเข้าหาอุทัยอย่างรวดเร็ว แสงสูรย์กัดฟันกล่าว “ดูซี .. ครานี้ จะหนีรอดหรือไม่ ..”
แต่กลับผิดคาด .. อุทัยมิได้ถอยหนี .. ทั้งยังพลิ้วกายเข้าหา มันขยับซ้ายทีขวาทีหลบรอดปราณสังหารเข้ามาอย่างน่าพิศวง
ร่างของอุทัยฝ่าปราณดัชนีสังหารมาเผชิญหน้ากับแสงสูรย์ในระยะประชิด มันกล่าวขึ้นว่า “ใครหนีกัน เจ้างั่ง” .. ทั่วร่างปรากฏอักขระยันต์สีทองอร่าม พร้อมง้างหมัดขึ้น
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
แสงสูรย์ตากระจ่างจ้าจ้องมองยันต์อักขระสีทองจนตาค้าง
เปรี้ยงงง ! หมัดขวาชกเข้าหน้าแสงสูรย์อย่างแรง
เปรี้ยงงง ! ตามด้วยหมัดซ้ายชกเข้าใบหน้าแสงสูรย์อีกข้างหนึ่ง
เปรี้ยงงง ! เป็นหมัดขวาอีกครั้งชกเข้าหน้าหน้าท้องอย่างจัง จนแสงสูรย์ตัวงองุ้ม
.. ลวดลายอักขระยันต์ตามเนื้อตัวและพลังหมัดที่อุทัยแสดงออก ทำยอดยุทธ์ทั้งวิหารแตกตื่น .. นี่มันวิชายุทธ์อันใดกัน
แสงสูรย์ถูกชกจนซวนเซร่างงอจนต้องนำมือกุมหน้าท้องไว้ พลังป้องกันระดับราชันปราณไม่สามารถหยุดยั้งหมัดอันแสนธรรมดาของอุทัยได้
แค่กกก .. แค่กกก .. แสงสูรย์ส่งเสียงไอ มันรีบกล่าว “ช้าก่อน .. ช้าก่อน ..”
แสงสูรย์ใช้สายตาจ้องมองอุทัยอย่างตั้งใจ แล้วกล่าวถามว่า “เจ้ามาจากวังดาราหรือ”
อุทัยทำหน้างง กล่าวว่า “.. วังดารา .. อันใดของเจ้า”
เอ .. แสงสูรย์ยืดตัวตรงทำหน้าสงสัย กล่าวว่า “.. มิใช่หรอกหรือ ข้าคงเข้าใจผิดไปเอง อิ อิ” .. ที่ข้างกายปรากฏวัตถุห่อหุ้มด้วยปราณอัคคีสามชิ้นบินฉวัดเฉวียนไปมา
.. กงจักรไตรอัคคี !
กงจักรในปราณอัคคีโลหิตสามใบบินอยู่รอบกายของมัน .. ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว .. ฟ๊าวววว
แสงสูรย์กล่าว “.. มิใช่ก็มิใช่ .. แต่อย่างไรก็ได้ตายสมใจแน่เมิง” แล้วจึงสะบัดฝ่ามือ .. กงจักรทั้งสามก็หมุนบินเป็นเส้นสายเพลิงออกไปเบื้องหน้า
อุทัยกระโดดถอยออกมา สายตาจ้องมองกงจักรที่กำลังเหินบินเข้ามา .. ‘ศาสตราธาตุ - ระดับพลัง ๑๐,๐๙๖ จุด’
ฟ๊าววว .. ฟ๊าววว .. ฟ๊าววว .. กงจักรอัคคีโลหิตบินพุ่งเข้ามาจากสามทิศทาง
ฟิ๊วววว .. ฟิ๊วววว .. ฟ๊าววววว .. กงจักรทั้งสามบินผ่านร่างอุทัยไป แต่ไม่พบเห็นเลือดเนื้อสาดกระจาย
ฟิ๊วววว .. ฟ๊าววว .. ฟ๊าววววววว .. กงจักรบินวกกลับมาตัดผ่านร่างอุทัยอีกครั้ง แต่ราวบินผ่านเพียงอากาศธาตุไป
แสงสูรย์จ้องมอง .. ร่างกายเลือดเนื้อของอุทัยคล้ายไม่มีอยู่จริง แต่ละครั้งที่กงจักรตัดผ่านเห็นเพียงภาพร่างอุทัยกระตุกวูบวาบ
แต่แล้ว แสงสูรย์ยังต้องแปลกใจเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเห็นท่าร่างของอุทัยไหววูบ
.. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เปรี้ยง ! .. เสียงดังจากการปะทะกันของโลหะพร้อมสะเก็ดไฟสาดกระจาย
กงจักรอัคคีทั้งสามถูกฟาดจนปลิวตกลงพื้นกระเด็นกระดอนไปไกล .. แคล็ง .. แคล็ง .. แคล็ง .. คล็อง .. คล็อง
อา .. แสงสูรย์สบถ “.. บัดซบ” .. กงจักรไตรอัคคีของมันบิดเบี้ยวสิ้นสภาพไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว
อุทัยถือดาบสั้นจักรภพอยู่ในมือ กล่าวขึ้นว่า “หวา .. พังหมดเลย .. อิ อิ”
แสงสูรย์กล่าว “ระดับพลังของเจ้าเพียงแค่อัคระปราณ แต่มีความรุนแรงมากกว่าที่ควรเป็น ..”
อิ อิ .. อุทัยหัวเราะ กล่าวว่า “ข้าว่า ข้าก็ปกตินะ .. เป็นเจ้าต่างหาก ที่เป็นถึงระดับราชันปราณ กลับอ่อนด้อยเอง .. ฮา”
กร็อดดด .. แสงสูรย์กัดฟันสบถด่า “บิดาเมิง ปากเก่งนักนะ” แล้วจึงระเบิดพลังปราณเป็นรูปปักษาอัคคีสวรรค์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูรุนแรงกว่าครั้งก่อนอีก
หวา .. อุทัยร้อง .. ไม่น่าไปยั่วยุมันเลย
“วันนี้หากยังสังหารเจ้าไม่ได้ อย่าเรียกข้าว่าบุตรเทวะอีก” เสียงกราดเกรี้ยวของแสงสูรย์ พร้อมกางมือทั้งสองเป็นกรงเล็บโผพุ่งเข้าหา
.. กรงเล็บปักษาอัคคีโลหิต !
ทั่วร่างของอุทัยปรากฏอักขระยันต์สีทองอร่ามอีกครั้ง มันง้างหมัดแล้วชกออกสุดแรง
.. หมัดอรุณโรจน์ !!!
เปรี้ยงงง ! หมัดและกรงเล็บปะทะกันอย่างแรง ทำพลังปราณสีทองและปราณปักษาโลหิตสาดกระจาย .. เป็นอุทัยที่ถูกกระแทกถอยไปกว่าห้าก้าว
ฮา .. แสงสูรย์ได้ทีหัวเราะเยาะบ้าง “.. เป็นอย่างไร พลังปราณของข้าอ่อนด้อยเช่นนั้นหรือ” .. ทั้งยังเร่งเร้าท่าร่างส่งกรงเล็บสังหารตามติด
อุทัยตั้งหลักได้ก็หมุนสะโพกปล่อยลูกเตะซ้ายออกไป .. วืดดดดด .. แสงสูรย์พลิ้วกายหลบมาทางด้านซ้ายของอุทัย
แสงสูรย์อ้อมมาทางด้านข้างตะปบกรงเล็บเข้าหลังคอที่เปิดเผยช่องว่างให้โจมตี แต่ท่าร่างอุทัยก็ว่องไวหมุนตัวกลางอากาศนำศอกเข้ารับกรงเล็บนั้นไว้ .. เปรี๊ยงงง !
แสงสูรย์ร่างผงะพลิ้วกายออก คราวนี้เป็นอุทัยใช้เท้าถีบพื้นส่งท่าร่างตามติด ส่งหมัดเข้าปลายคางแสงสูรย์ .. เปรี้ยงงง !
แสงสูรย์ถูกชกจนหน้าหงาย แต่ยังตอบโต้ด้วยผ่ามือฟาดใส่อุทัย .. เปรี๊ยงงง !
อุทัยรู้สึกแสบร้อน ซี่โครงหักไปซี่หนึ่ง แล้วจึงชกใส่แสงสูรย์อีกสองหมัด .. เปรี๊ยงงง ! .. เปรี๊ยงงง !
แสงสูรย์เปลี่ยนเป็นวิชาดัชนีที่ปลายนิ้วเกิดปราณอัคคีโลหิตเสียดพุ่งเข้าใส่หน้าอกของอุทัย อุทัยตอบสนองด้วยการบิดกายหลบ แต่กระนั้นปราณดัชนีเสียบทะลุไหล่ซ้าย .. เปรี๊ยงงง !
อุทัยรู้สึกถึงเส้นเอ็นที่ฉีกขาด มันกัดฟันส่งเข่าขวากระทุ้งใส่หน้าอกแสงสูรย์ .. เปรี๊ยงงง !
.. เปรี๊ยง ! .. เปรี๊ยง ! .. เปรี๊ยงงง ! ทั้งคู่ปะทะกันในระยะประชิด ผลักกันรุกรับรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน
แสงสูรย์ใช้ทั้งดัชนีปราณ กรงเล็บ ฝ่ามือ เข้าสังหารอุทัย .. เปรี๊ยง ! .. เปรี๊ยงงง !
อุทัยก็ใช่ย่อยมีทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ตอบโต้อย่างไม่กริ่งเกรง .. ผลัก ! .. ผลัก ! .. เปรี๊ยงงง !
การต่อสู้เป็นไปอย่างเผ็ดร้อนจนลืมไปว่า หนึ่งคือปรมะปราณยุทธ์ระดับราชันปราณ และอีกหนึ่งเป็นเพียงปราณยุทธ์ระดับอัคระปราณเท่านั้น
.. ความแตกต่างของทั้งสองห่างกันถึงสามระดับ
แสงสูรย์เอี้ยวตัวหลบลูกถีบของอุทัยอย่างเฉียดฉิว มันประกบดัชนีก่อเกิดปราณอัคคีโลหิตเข้มข้นที่ปลายนิ้ว แล้วจึงปล่อยปราณสังหารใส่อุทัย
.. ดัชนีอัคคีทะลวงนภา !
.. เปรี๊ยงงง ! .. เปรี๊ยงงง ! .. เปรี๊ยงงง ! ..ในระยะประชิดเช่นนี้อุทัยไม่สามารถหลบรอดได้ ดัชนีปราณพุ่งทะลุหน้าอกของมันไป
อุทัยรู้สึกเสียวแปล๊บไปทั้งร่าง แต่กระนั้นมันยังฝืนทนกระโดดเข่าลอยพุ่งเข้าใส่แสงสูรย์สุดแรง
.. ประทับล้มคชสาร !
.. ผลักกก !!! .. กร๊อบบบ !!! เสียงกระดูกซี่โครงแสงสูรย์หักลั่น ร่างของมันผงะหงายตามแรงกระแทก
เพียงเท้าสัมผัสพื้นแสงสูรย์ก็ดีดกายกลับมา ใบหน้าของมันเหยเกดุร้าย ที่ฝ่ามือเกิดพลังร้อนแรงส่องแสงสว่างวาบ
.. ฝ่ามือเทพสุริยะ !
อุทัยนำสองแขนไขว้เป็นกากบาท ก่อเกิดโล่ปราณทรงกลมมีอักขระโบราณวิ่งวน
.. ก้องเกาะมังกร !
.. เปรี๊ยงงง !!! โล่ปราณรับพลังฝ่ามืออันแกร่งกล้าโดยตรง ร่างของอุทัยถูกกระแทกถอยไปหลายก้าว
การประมือหยุดลงชั่วคราว .. การรับฝ่ามือเมื่อครู่ทำกระดูกแขนของอุทัยแตกหัก การปะทะกว่าร้อยกระบวนท่าทำตามเนื้อตัวมีบาดแผลมากมาย ทั้งยังมีโลหิตไหลทะลักไม่หยุด เส้นเอ็นและอวัยวะภายในถูกทำลายกว่าห้าในสิบส่วน
แต่แล้ว .. อักขระยันต์ตามตัวก็เปลี่ยนเป็นสีพลอยชมพูสดใส พลังแห่งเทวะศักดิ์สิทธิ์วิ่งพล่านภายในกายของอุทัย
.. กลึบบบ .. กล๊อบบบ .. กระดูกที่หักแตกต่อประสาน
.. ทั้งอวัยวะภายใน ทั้งเส้นเอ็น ถูกซ่อมแซมกลับฟื้นคืน
.. บาดแผลภายนอกเชื่อมติดเห็นเป็นผิวหนังเรียบลื่น
แสงจากอักขระยันต์หายวาบไป อุทัยบิดเอวสะบัดแขนขา พลังปราณกลับมาเต็มร้อย ทั้งยังเข้มข้นกว่าเดิม มันหยุดยืนจังก้าท้าทายจ้องมองไปยังแสงสูรย์
เฮ้ยยย ! .. อุทัยต้องอุทานออกมา “.. มารดามัน” .. ภาพที่เบื้องหน้าทำอุทัยแน่นิ่ง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง
สภาพร่างกายของแสงสูรย์ดูประหลาดพิกล แขนขาผิดรูป ลำตัวบิดเบี้ยว ใบหน้าเบ้โย้ .. ราวกับร่างกายนี้เป็นตุ๊กตาดินเหนียวที่ถูกจับบิดเล่น
โฮ โฮ โฮ .. ฮืออออ .. เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเด็กน้อย แสงสูรย์กล่าวด้วยปากที่โย้เอียง “.. ข้าเจ็บเหลือเกิน ข้าทนไม่ไหวแล้ว .. โฮ โฮ”
ชิ .. เสียงสบถอันแหบพร่าดังออกมา แต่เสียงนั้นมิได้ออกจากปากของแสงสูรย์ .. เสียงแหบพร่ากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าร่างบัดซบ ! เพียงแค่นี้ก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว”
โฮ ... ฮือออ .. ฮืออออ .. แสงสูรย์น้ำตาไหลพราก ดวงตาของอยู่ผิดตำแหน่งตามรูปหน้าที่ยุบเข้ามาด้านหนึ่ง มันร้องกล่าวว่า “.. อา .. อาจารย์ .. ข้าเจ็บปวดเจียนตายแล้ว .. โฮ โฮ ฮืออออ”
เสียงแหบพร่าตอบกลับมาว่า “เจ้าร่างอ่อนแอ .. ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ยังทานทนไม่ได้ แล้วจะเป็นยอดยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร”
ฮือออ .. โฮ .. โฮ ฮฮฮฮฮ .. แสงสูรย์กล่าวปากสั่นระริก “.. ข้า .. ข้าไม่เอาแล้ว .. ไม่เอาด้วยแล้ว .. โฮ .. ฮฮฮฮ”
เสียงแหบพร่ากล่าวด้วยความฉุนเฉียว “เจ้าร่างทาสบัดซบ เจ้าเป็นของข้าแล้ว เจ้าต้องรับใช้ข้าไปตลอดกาล ..”
อุทัยจ้องมองครุ่นคิด .. อันใดกันนี่ เจ้าแสงสูรย์กำลังสนทนากับผู้ใด .. เสียงนั้นราวกับเสียงของภูตผีออกมาจากกายของเด็กน้อยนั่น
เมื่อพิจารณาที่หน้าอกด้านซ้ายของแสงสูรย์พบเห็นดวงตาชั่วร้ายข้างหนึ่งโผล่ออกมาจากอกเสื้อที่แบะออก
เพ้ยยย ! อุทัยอุทานอีก .. ยังมีใบหน้าอีกหน้าหนึ่งอยู่ที่หน้าอกแสงสูรย์ เสียงแหบพร่าเสียงนั้นออกมาจากปากของใบหน้าภูตผีนั้นนั่นเอง
ใบหน้าแสงสูรย์เหยเกด้วยความเจ็บปวด แสงแหบพร่าจากหน้าอกกล่าวขึ้นว่า “ข้ามิยอมปลดปล่อยร่างทาสเช่นเจ้าไปหรอก ฮา ฮา”
ปราณดำทะมึนแผ่ออกจากร่างกายแสงสูรย์ ทั้งยังระเบิดพวยพุ่งออกมาจากผิวหนัง มันรู้สึกเจ็บปวดส่งเสียงร้องโหยหวนดังระงม .. ฮือออ .. โฮ .. โฮ ฮฮฮฮฮ
.. กรึกกก .. กรึกกก .. กรักกก .. แขนขาอันผิดรูปยืดตรงกลับมา
.. กรักกก .. กร๊อบบบ .. กร๊อบบบ .. กระดูกสันหลังเหยียดตรง กระดูกซี่โครงจัดเรียงใหม่
.. กร๊อบบบ .. กร๊อบบบ .. กรึกกก .. เสียงกระดูกดังลั่น ร่างของแสงสูรย์ยืดขยายออก แขนขายืดยาวกว่าเก่าก่อน
.. กรืบบบ .. กรืบบบ .. กรับบบ .. ร่างกายกลับมาสมบูรณ์ ทั้งกล้ามเนื้อทั่วร่างพองขยาย ทำผิวหนังชั้นนอกฉีกขาดเป็นริ้ว เห็นมัดกล้ามเนื้อสีแดงดังเลือดเนื้อ
.. จากร่างของเด็กรุ่นขยายยืดยาวสูงใหญ่ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นชั่วร้าย มองดูไปคล้ายใบหน้าภูตผีที่ปรากฏบนหน้าอกของมัน
อุทัยตาแทบถลน ระดับพลังของร่างที่อยู่เบื้องหน้าพวยพุ่งไม่หยุด .. สุดท้ายผลึกแว่นทิพย์แสดงผล .. ‘มนุษย์ : เทวะปราณ - ระดับพลัง ๙๙,๙๙๘ จุด, สายฟ้าฟาดสีดำ’
อุทัยสบถ “มารดา ของมารดามัน ..”
ฮี ฮี ฮี .. เสียงหัวเราะอันแหบแห้งชั่วช้า เสียงนั้นออกมาจากปากแสงสูรย์ เป็นปากที่แสยะยิ้มกว้างออกอย่างน่ากลัว ดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทไร้นัยน์ตาขาว ใบหน้ายับย่นเส้นเลือดสีดำกระจายอยู่ทั่ว
“ร่างทาสบัดซบร่างนี่ .. รองรับพลังของข้าได้เพียงระดับนี้เอง .. ฮี ฮี” ร่างภูตผีแสงสูรย์กล่าว
“เดี๋ยว .. เดี๋ยว .. เดี๋ยวก่อน ..” อุทัยร้องขอเวลานอก มันถามต่อ “.. นี่เจ้า เป็นตัวอะไรหว่ะเนี๊ยะ”
“ก็ .. ร่างเทพอย่างไรเล่า” ร่างภูตผีแสงสูรย์ตอบด้วยเสียงแหบพร่า
“ร่างเทพ!!!” อุทัยร้องทวนคำ แล้วถามออกไปด้วยความไม่มั่นใจ “.. แน่ใจนะ”
ฮือออ .. ร่างภูตผีแสงสูรย์คราง มันถามกลับมาว่า “.. ไม่เทพตรงไหน ไหนลองบอกเซ๊ะ”
“.. ทุกตรงเลย .. ไม่ใกล้เคียงเลย” อุทัยกล่าว มันได้ทีหลอกด่าไปว่า “.. เหมือนผีเปรตมาขอส่วนบุญมากกว่า”
ฮือออออ .. ร่างภูตผีแสงสูรย์ครางอีก มันหามีโทสะไม่ กล่าวขึ้นว่า “.. ปากดี .. แต่ข้าชอบร่างกายของเจ้า”
เพ้ยยย ! อุทัยอุทานอีกครั้ง .. คืออันใดอีกหว่ะ
ร่างภูตผีแสงสูรย์กล่าวต่อ “ร่างทาสของเจ้าเด็กนี่อ่อนแอเกินไป ระดับพลังของข้าเพียงเท่านี้ ก็ทำร่างกายของมันแทบฉีกขาดจะพังแล้ว”
อุทัยร้องหน้าตาตื่นว่า “เจ้า .. เจ้า .. คือผีร้ายที่สิงอยู่ในร่างเด็กน้อยนี่”
“.. ปากสุนัข” ร่างภูตผีแสงสูรย์ก่นด่า “ข้าคือดวงจิตเทวะอมตะต่างหากเล่า”
เสียงเด็กน้อยแสงสูรย์ดังลอดออกมา “พี่ชาย อย่าหลงเชื่อมัน .. ช่วยช้าด้วย .. โฮ โฮ” .. ที่หน้าอกร่างภูตผีกลับมีใบหน้าเล็กๆ ของแสงสูรย์กำลังร้องไห้ปรากฏอยู่
เพ้ยยย ! อุทัยต้องอุทานอีกครั้งแล้ว .. บ้าไปแล้ว .. นี่มันกำลังเผชิญอยู่กับสิ่งใด
ร่างภูตผีกล่าว “.. เจ้าจิตทาส กลับลงลำไส้ใหญ่ไปเลย .. อย่ามาสอด” แล้วหันมาจ้องมองอุทัยกล่าวว่า “เจ้าเด็กน้อย ถึงแม้จะปากสุนัขไปหน่อย แต่กายาของเจ้าช่างแข็งแกร่งสุดยอด .. ฮี ฮี”
อ่าาาา .. อุทัยอ้าปากหวอ .. วาจาของเจ้าผีตนนี้หมายความถึงอะไร .. ทันใดนั้นแสงรอบกายเริ่มมัวหม่นขะมุกขะมัว ความมืดมิดค่อยๆ เข้าปรกคลุม ราวกับอุทัยยืนอยู่ในมิติอันมืดดำ
.. เพียงชั่วครู่ คงเหลืออุทัยยืนอยู่กับร่างภูตผีนั้นตามลำพัง
.. อุทัยรู้สึกจิตใจเลื่อนลอย ร่างของภูตผีนั้นก็แปรเปลี่ยนไป
.. กลายเป็นยอดยุทธ์ผู้สูงสง่า ร่างกายสูงกำยำ สะพายกระบี่เล่มบางที่ด้านหลัง คนสวมผ้าคลุมสีเทากำลังปลิวไสว
.. รูปหน้าของคนผู้นั้นเป็นสันสี่เหลี่ยม มีดวงตาเที่ยงธรรม ผมยาวรวบรัดเรียบไปด้านหลัง ริมฝีปากได้รูปมีหนวดหลิมอยู่ด้านบน
.. จากจิตสำนึก รับรู้ถึงพลังอันสูงส่งของสุดยอดปรมาจารย์ผู้นี้ .. ผู้บรรลุขอบเขต ‘เทวะอมตะยุทธ์’
ร่างปรมาจารย์ยุทธ์ที่ปรากฏกล่าวอย่างมีเมตตาว่า “.. ตลอดสามพันปีมานี้ ข้าไม่เคยพบเจอผู้มีพรสวรรค์เช่นเจ้ามาก่อน ..”
“.. เด็กน้อย” ปรมาจารย์ยุทธ์กล่าวเรียก “.. เจ้าจงมาเป็นส่วนหนึ่งของพลังยุทธ์อันพิสุทธิ์ไพศาลเถิด”
.. อุทัยมองเหม่อ เห็นภาพตนเองได้รับพลังปราณอันยิ่งใหญ่จากปรมาจารย์ผู้นั้น กลายเป็นยอดปรมาจารย์ยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งภาคพื้นทวีป
ปรมาจารย์ยุทธ์กล่าว “.. เพียงกราบข้าเป็นอาจารย์ และตั้งจิตยินยอมรับใช้อาจารย์ผู้นี้ไปจวบจนสิ้นลมหายใจ”
.. อุทัยรู้สึกเบิกบาน ความรู้สึกปีติขยายพองภายในดวงจิต .. มันก้าวเดินเข้าหา น้ำใสอุ่นเอ่อล้นออกจากสองตา
ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มีเมตตากล่าว “.. มาเถิด ศิษย์ข้า .. มารับพลังอันยิ่งใหญ่นี้ไป”
.. ผู้ฝึกยุทธ์ล้วนใฝ่ฝันถึงวิชายุทธ์อันพิสดาร และการได้รับการถ่ายทอดวิชาจากสุดยอดปรมาจารย์นับเป็นที่สุดของความปรารถนาประการหนึ่ง
ปรมาจารย์ยุทธ์กล่าวต่อว่า “.. เพียงเปิดดวงจิต ยอมรับอาจารย์ผู้นี้เข้าไปสถิตในกายเจ้า”
.. อุทัยรู้สึกเคลิบเคลิ้มก้าวเดินเข้าหา .. แต่แล้วต้องมันหยุดกึก สายตาไปสะดุดกับกระบี่ที่ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นสะพายอยู่
เฮ่ยยยย .. อุทัยครุ่นคิด .. เจ้ากระบี่เล่มนี้ .. ข้าจำมันได้ ..
อ่าาา .. ปรมาจารย์ยุทธ์อุทาน มันจ้องมองอุทัยอย่างลึกซึ้ง แล้วกล่าวขึ้นว่า “ศิษย์ผู้นี้ไม่ธรรมดา .. ข้าชักชอบเจ้าขึ้นมาจริงๆ ซ่ะแล้ว .. ฮา”
ไม่ทันกะพริบตา .. ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นก็พุ่งกายเข้าหา ทั้งยังแปรเปลี่ยนกลับเป็นร่างภูตผีอันน่ารังเกียจเช่นเดิม
“มารดาเมิงซิ ..” อุทัยอุทานสะดุ้งโหยง .. จิตของมันหลุดออกจากภวังค์ ก็พบเห็นร่างกายหยาบใหญ่น่าสะพรึงมาถึงเบื้องหน้าแล้ว .. แต่คล้ายร่างกายตอบสนองโดยฉับพลัน แขนทั้งสองข้างเสียวแปล๊บ พลังงานบางอย่างวิ่งผ่านเส้นลมปราณมาที่ฝ่ามือ .. บังเกิดแสงสีม่วงสว่างวาบพร้อมเสียงดัง .. คลืนนน .. ประ .. เปรี๊ยะ .. เปรี๊ยะ !!!