บทที่ 17 การประชุมผู้ถือหุ้น
ในรถไปธนาคาร เฉียวอันอันลูบไล้สร้อยคอทับทิมสีแดงในมือด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง
สร้อยคอนี้เป็หนึ่งในสินสอดของแม่ หลังแม่จากไป เธอจัดการเก็บของก็พบว่าสร้อยคอเส้นนี้หายไป
ตอนนั้นฉินเหลียนยังไม่ได้แต่งงานเข้ามา เธอจึงคิดว่าสร้อยคอแค่หายไป
มองย้อนกลับไปตอนนี้ ความคิดของเธอในตอนนั้นน่าขำจริง ๆ
ลุงหวังที่ขับรถไปข้างหน้า สังเกตเห็นว่าเฉียวอันอันดูไม่มีสมาธิั้แ่ออกมาจากบ้านตระกูลจิ้น
เขามองผ่านกระจกหลังสังเกตเธอสองสามครั้ง จนกระทั่งเห็นสร้อยคอในมือเธอ จึงร้องอุทานด้วยความประหลาดใจว่า "นั่นสร้อยคอของคุณนายหรือเปล่าครับ?"
คำว่า ‘คุณนาย’ ที่ลุงหวังพูดถึงหมายถึงแม่ของเฉียวอันอัน ส่วนฉินเหลียนไม่เคยได้รับการยอมรับจากเขาเลย
เฉียวอันอันพยักหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ "มันเป็ของแม่ค่ะ ฉันแย่งคืนมาจากเฉียวอวี่โม่"
"เฉียวอวี่โม่? สร้อยคอของคุณนายไปอยู่ที่เธอได้ยังไงกันครับ?"
"ฉันไม่รู้เลยค่ะ" มือที่จับสร้อยคอของเฉียวอันอันกำแน่นขึ้น
นี่คือสิ่งที่เธออยากรู้เหมือนกัน
ขณะครุ่นคิด รถก็ขับมาถึงธนาคาร
เฉียวอันอันเก็บเื่นี้ไว้ก่อน ตอนนี้เื่พินัยกรรมถือเป็เื่เร่งด่วนที่สุด
ขั้นตอนการเปิดตู้นิรภัยของธนาคารไม่ซับซ้อน แค่มีกุญแจ แล้วก็ไปขอตราประทับส่วนตัวจากผู้จัดการธนาคารก็เรียบร้อย
เมื่อได้พินัยกรรมมาแล้ว เฉียวอันอัน ก็ไปปรึกษาทนายความเกี่ยวกับเื่ผลบังคับใช้ของพินัยกรรม
หลังจากการปรึกษาหารือจนรู้ว่าพินัยกรรมฉบับนี้ได้รับการรับรองแล้วในเวลาที่ร่างขึ้น
ดังนั้นแผนการของฉินเหลียนก็พังไม่เป็ท่า!
เฉียวอันอันจึงยิ้มออกมาในที่สุด
ใน่เวลานี้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีมากมาย ทุกอย่างกดดันเธอจนแทบหายใจไม่ออก ข่าวดีเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าหายาก
เฉียวอันอันเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง พูดกับลุงหวังว่า "ลุงหวัง เราไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ"
เมื่อกลับถึงโรงพยาบาล ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
หลังจากทานอาหารเย็น เฉียวอันอันมองเวลาบนโทรศัพท์มือถือ ใกล้จะสามทุ่มแล้ว
"คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ" ลุงหวังเตือนเธอให้พักผ่อนเนื่องจากวันพรุ่งนี้มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
"ฉันรู้แล้ว ลุงหวังก็กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ" เฉียวอันอันพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
"ครับ" ลุงหวังลูบหัวเธออย่างรักใคร่ ด้วยเกรงว่าเธอจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วกระหายน้ำ จึงวางน้ำไว้บนตู้ข้างเตียง จากนั้นก็ปิดประตูแล้วออกจากโรงพยาบาล
เฉียวอันอันหลับไปไม่นานหลังจากที่ลุงหวังออกไป
กลางคืนล่วงเลยไปอย่างช้า ๆ ทั้งโรงพยาบาลเงียบสงบราวกับมีมนต์ดำ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่ทางเดิน ก่อนจะหยุดลงที่หน้าห้องของเฉียวอันอัน
ประตูถูกเปิดออก ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาทวนแสงจันทร์ แล้วไปหยุดที่ข้างเตียง
ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างเตียง ก้มมองคนบนเตียงที่นอนหลับสนิท
เห็นเธอจะถีบผ้าห่มออก เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนิดหน่อย "โตขนาดนี้แล้วยังจะถีบผ้าห่มอีก!"
ระหว่างพูด เขาก็ก้มลงดึงผ้าห่มที่เธอถีบออกไปให้กลับมาคลุมเธออีกครั้ง
กลัวว่าเธออาจจะร้อนแล้วเตะผ้าห่มออกอีก เขาจึงกดมุมผ้าห่มลงไปที่ตัวเธอ แต่กลับไปปลุกหญิงสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ
"อืม..." เสียงเธอดังขึ้น ลูกตาขยับไปมา เหมือนว่ากำลังจะตื่น
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเตรียมจะลุกออกไป แต่พอจะก้าวขาออกไป เขาก็เห็นว่าคนที่อยู่บนเตียงพลิกตัวแล้วก็หลับไปอีกครั้ง ปากยังพึมพำว่า "จิ้นเฉิน..."
ร่างกายของชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ เขามองผู้หญิงบนเตียงด้วยสายตาซับซ้อน
"จิ้นเฉิน… ฉันร้อนจัง..."
ร่างกายของหญิงสาวบนเตียงบิดตัว พยายามจะถีบผ้าห่มออก แต่เพราะว่าชายหนุ่มกดผ้าห่มไว้แน่น เธอดิ้นรนอยู่นานก็ยังไม่สามารถถีบผ้าห่มออกได้
ดูเหมือนว่าเธอจะยอมแพ้แล้ว เธอจึงหยุดพูดว่ารู้สึกว่าร้อน
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากบาง ๆ เขาจัดผมที่ปรกหน้าของเธอให้เรียบร้อย แต่พอจะก้าวขาออกไป เขาก็เหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
เขาจ้องมองมันอย่างจดจ่อ จากนั้นจึงยื่นมือหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมา ดึงเอกสารข้างในออกมาแล้วอ่านเอกสารท่ามกลางแสงจันทร์
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็ยัดเอกสารที่อ่านเสร็จแล้วกลับเข้าไปในแฟ้มเอกสาร แล้ววางไว้ที่เดิม จากนั้นเขาก็จากไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับว่าเขาไม่เคยมาที่นี่
วันรุ่งขึ้น เฉียวอันอัน ถูกลุงหวังปลุกให้ตื่น เธอมองเพดานสีขาวสีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
ลุงหวังเห็นเธอเหม่อลอย จึงถามออกไป "คุณหนู คิดอะไรอยู่ครับ?"
เฉียวอันอันมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอบเสียงเบา "เมื่อคืนฉันฝันอะไรบางอย่างน่ะค่ะ"
ฝันว่าจิ้นเฉินมาที่ห้องพยาบาล พูดอะไรบางอย่างด้วย
"มันก็แค่ฝันนั่นแหละ ผมนึกว่าเป็อะไร" ลุงหวังหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
เฉียวอันอันคิดดูก็จริง เป็แค่ฝันที่ค่อนข้างสมจริงเท่านั้น ไม่จำเป็ต้องใส่ใจ
เธอผลักความคิดเ่าั้ออกไป สวมรองเท้าลงจากเตียง ไปที่ห้องน้ำเพื่อเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเธอก็เห็นลุงหวังจัดอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว
"เก็บของเสร็จแล้วก็มานั่งกินข้าวเถอะครับ" ลุงหวังเรียกเธอ
เฉียวอันอันพยักหน้ารับ แล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร
"ลุงหวังแจ้งเลขาเหยียนแล้วหรือยังคะ?" เธอถามลุงหวังที่กำลังรีดชุดทำงานของเธอขณะทานอาหารเช้า
"บอกแล้วครับ เลขาเหยียนบอกว่าจะรอคุณที่ด้านล่างตึกบริษัท แล้วจะพาคุณไปห้องประชุมทันที" ลุงหวังตอบโดยไม่หันมามอง เพราะยังคงยุ่งอยู่กับงานของเขา
เฉียวอันอันพยักหน้า แสดงว่าเข้าใจแล้ว
ทานอาหารเช้าเสร็จ เวลาก็เกือบแปดโมง ประชุมผู้ถือหุ้นจัดขึ้นเก้าโมงเช้า เฉียวอันอันเกรงว่ารถจะติดบนท้องถนน จึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปยังเฉียวกรุ๊ปทันที
ทันทีที่เธอมาถึงตึกเฉียวกรุ๊ป เฉียวอันอันก็เห็นเลขาเหยียนรออยู่แล้ว
"คุณหนูเฉียว" เลขาเหยียนทักทายเธอ
เฉียวอันอันทักตอบเช่นกัน แล้วถามเข้าเื่ทันที "ผู้ถือหุ้นมาครบแล้วหรือยังคะ?"
"ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่มาแล้ว เหลือแค่คุณนายฉินกับผู้ถือหุ้นลึกลับอีกคนเท่านั้นครับ"
เฉียวอันอันกระชับแขนของเธอขึ้นกอดแฟ้มข้อมูลไว้ "ผู้ถือหุ้นลึกลับ… ใครกัน?"
เลขาธิการเหยียนผลักแว่นตาขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ "ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ เมื่อไม่กี่วันก่อนหุ้นบริษัทตกฮวบ มีคนฉวยโอกาสเข้าซื้อหุ้น ได้ยินมาว่าคนนี้เป็ญาติกับคุณนายฉิน"
ญาติของฉินเหลียน? ฉินเหลียนยังมีญาติอีกเหรอ?
เฉียวอันอันคิดพิจารณาอย่างจริงจัง เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เธอไม่สามารถอธิบายได้ และเธอรู้สึกไม่สบายใจมาก
"แล้วผู้ถือหุ้นคนนั้นซื้อหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ไปกี่เปอร์เซ็นต์คะ" เฉียวอันอันถาม
"ห้าเปอร์เซ็นต์ครับ" เลขาเหยียนตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเฉียวอันอันเปลี่ยนเป็เครียดขึ้นมา
สามารถซื้อหุ้นกระจายจากตลาดหลักทรัพย์ได้ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ญาติของฉินเหลียนคนนี้มีฝีมือพอสมควร แต่ไม่ว่าจะมีฝีมือมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถขัดขวางเธอในการจัดการฉินเหลียนได้
“ไปกันค่ะ ไปห้องประชุม”
เฉียวอันอันรวบรวมความคิดชั่วคราว หยุดนึกถึงผู้ถือหุ้นลึกลับคนนี้ไปก่อน
เธอมาเฉียวกรุ๊ปแค่ไม่กี่ครั้ง แม้แต่จำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ยังไม่รู้ ตอนนี้ก่อนที่การประชุมจะเริ่ม ควรทำความรู้จักคนอื่นไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเื่ตลกในห้องประชุม
เลขาเหยียนพาเฉียวอันอันเข้าลิฟต์ พาเธอตรงไปยังห้องประชุม
การปรากฏตัวของเธอ ทำให้ห้องประชุมเงียบลงในทันที
“นี่ไม่ใช่หลานสาวคนโตเหรอ ลมอะไรหอบมาที่นี่” ชายวัยกลางคนรู้สึกประหลาดใจกับการมาของเฉียวอันอันอยู่ไม่น้อย ทั้งยังไม่ค่อยพอใจ ฉินเหลียนไม่ได้บอกว่าพี่น้องตระกูลเฉียวจะไม่มาเหรอ?
แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น?