จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 49 ตำราแปลงกาย


            หลิวอี้กลับมาที่เรือนของเย่เอ๋อพร้อมกับนาง


            “ข้าจะไม่อยู่สามวันข้าหวังว่าเจ้าจะทำตามคำพูดที่ข้าเคยพูดไว้กับเจ้าก่อนหน้า”


            หลิวอี้รู้ว่าอีกสองวันจะถึงวันที่เย่เอ๋อนัดพบกับชายคนรักของนาง เเต่หลิวอี้คิดว่าองค์ชายลำดับที่หนึ่งคงจะไม่มาแน่นอน เพราะเขาพึ่งจะพบเห็นภาพของเขากับเย่เอ๋อ


            หลิวอี้เดินออกจากเรือนของนางไป เขาไปที่ตำหนักของเจ้าสำนักหมื่นโอสถ เพื่อที่จะถามวิธีใช้พลังของสายเลือดมาร เขาเดินไปถึงด้านหน้า

    ตำหนัก เขาพบเห็นนักปรุงยาของสำนักยืนอยู่ที่หน้าตำหนักเป็นจำนวนมาก ไม่รู้ว่าพวกเขามาทำอะไร


            ผ่านไปไม่นานบนท้องฟ้าได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทองฟ้าแปรปรวนมีแสงสีทองสาดส่องออกมาจากตำหนักของเจ้าสำนัก


            หลิวอี้ที่มองเห็นเช่นนั้นจึงได้รู้ว่ามู่เจี้ยนผิงกำลังจะเลื่อนระดับ 


            เพียงไม่นานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สงบลง

            

            บรรดาคนที่ยืนอยู่หน้าตำหนักของเจ้าสำนักพูดขึ้นมาโดยพร้อมเพียง


            “ยินดีกับเจ้าสำนักที่เลื่อนระดับพลัง”


            เสียงของคนหลายคนดังไปทั่วทั้งหุบเขา


            “ยินดีกับเจ้าสำนักหมื่นโอสถที่เลื่อนนระดับพลัง”


            เสียงดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้า เป็นเสียงของจักรพรรดิทวีปซี ไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่ตอนไหน


            “ขอบคุณองค์จักรพรรดิ ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดี ข้ายังต้องทำให้พลังของข้าเสถียรขอทุกคนจงกลับไปฝึกฝน”


            ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป จักรพรรดิตอนนี้เขาหายไปจากบนท้องฟ้า มีเพียงแค่หลิวอี้ที่ยืนอยู่หน้าตำหนัก


            “เชิญท่านเข้ามาก่อน”เสียงดังเข้ามาภายในหูของหลิวอี้ จากนั้นเขาจึงเดินเข้าไป


            มู่เจี้ยนผิงเห็นหลิวอี้เดินผ่านประตูเข้ามานางรีบเดินเข้าไปหาเขาพร้อมทั้งกอดแขนของเขาเอาไว้


            “ท่านหายไปไหนมา ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”นางพูดขึ้นมาพร้อมกับจุบไปที่ริมฝีปากของหลิวอี้


            “ไหนท่านนบอกว่าจะทำให้พลังของท่านเสถียร”


            “พอสายเลือดของข้าเลื่อนระดับมาเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ข้าไม่ต้องทำแบบนั้นอีกต่อไป”


            ทั้งสองเดินไปนั่งที่เตียง


            “เจ้าบอกข้ามา ข้าจะสามารถใช้พลังของสายเลือดมารได้ยังไง”


            นางกำลังงุ่นงงกับคำถามที่หลิวอี้ถามนาง เขาจะสามารถใช้พลังของสายเลือดนางได้ยังไงเป็นเพราะว่าพลังสายเลือดและความบริสุทธิ์ของนางถูกคนอื่นเอาไปก่อนหน้านั้น


            “ข้าจะมอบตำราเกี่ยวกับการแปลงโฉมให้กับท่าน ตำราเล่มนี้หากว่าท่านสามารถฝึกฝนมันจนสำเร็จท่านจะสามารถแปลงกายได้ทั้งตัว ท่านสามารถแปลงกายเป็นใครก็ได้ที่ท่านเคยพบเห็น"


            ที่นางยอมมอบตำราเล่มนี้ให้กับเขาเป็นเพราะว่านางตั้งจะที่จะตอบแทนเขาและนางคิดว่าเขาไม่มีทางที่จะฝึกฝนมันสำเร็จเป็นเพราะว่าเขาไม่มีสายเลือดมาร


            หลิวอี้ได้ยินสิ่งที่นางอธิบายเกี่ยวกับตำราเล่มนี้ เขารู้สึกชอบตำราเล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง หากว่าในอนาคตเขาฝึกสำเร็จการขโมยพลังสายเลือดจากคนอื่นๆจะทำได้ง่ายดายอย่างแน่นอน


            “มีใครสามารถมองออกหรือไม่”


            “ผู้อาวุโสสายเลือดมารเคยบอกกับข้าว่า ต้องมีระดับพลังเซียนขึ้นไปจึงจะสามารถมองเห็นร่างจริงของพวกเราได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังของคนที่แปลงกาย”


            ตอนนี้หลิวอี้จึงเขาใจและรับรู้ได้ว่าตำราเล่มนี้มีประโยชน์กับเขา อย่างแรกคือเขาจะไม่ถูกเยี่ยนฟางติดตามตัว


            “เจ้าจะไปที่เกาะลอยฟ้าตอนไหน”


            “ข้าได้แจ้งไปยังสำนักหมื่นดาราที่อยู่บนเกาะลอยฟ้าเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะมารับตัวข้าให้อีกเจ็ดวัน”

            

            หลิวอี้รู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่หญิงงามขนาดนี้จะต้องจากเขาไปอีกคน


            “ข้าไม่ชอบติดค้างใคร เจ้าถอดเสื้อผ้าออกให้หมดจากนั้นขึ้นไปนอนบนเตียง”


            มู่เจี้ยนผิงนางว่านอนสอนง่ายนางถอดเสื้อผ้าออกจนหมดจากนั้นขึ้นไปนอนรอเขาบนเตียง นางคิดว่าเขาจะผสมสายเลือดกับนางอีกรอบ แค่คิดนางก็ฟินแล้ว


            หลิวอี้เดินไปนั่งบนเตียงกับนางเขาเอาเข็มออกมาเก้าเล่มจากนั้นก็ฝังไปตามร่างกายของนาง มู่เจี้ยนผิงร้องออกมาเสียงดังมากเพราะการฝังเข็มในครั้งนี้นางยังไม่ทันได้ตั้งตัว แถมมันยังเจ็บมากอีกด้วย


            หลิวอี้ใช้เวลาสามวันในการฝังเข็มให้กับนาง


            “ท่านฝังเข็มให้กับข้าทำไม ท่านรู้หรือไม่ว่ามันเจ็บมากขนาดไหน”


            “มันคือของขวัญจากข้า เอาไว้เมื่อเจ้าไปถึงเกาะลอยฟ้าเจ้าก็จะรู้เอง และนึกขอบคุณข้า”


            เหลือเวลาอีกห้าวันหลิวอี้เขาไม่ได้ออกไปไหน เวลาส่วนมากเขาจะผสมสายเลือดกับมู่เจี้ยนผิงตลอด พวกเขาทั้งสองแทบจะไม่ลงจากเตียง

    หลิวอี้ออกมาจากตำหนักของนางโดยไม่ได้บอกลานางแม้แต่คำเดียว

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพกระบี่ ที่คุณอ่าน