
....หมอกหนาทึบปกคลุมทั่วทั้งลานกว้างหน้า สำนักอวิ๋นหลิน
อวี้เฟิงกับหานเหวินก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง
ทุกก้าวบนพื้นหญ้าแห้งกรอบกรอบเป็เสียงดังก้องในความเงียบ
สำนักทั้งหลายเก่าทรุดโทรม หลังคาหลุดลุ่ย ผนังไม้ผุกร่อน
หน้าต่างกระจกแตกละเอียดและผนังที่เคยมีลวดลายวิจิตรเต็มไปด้วยฝุ่น
ไม่มีเงาของศิษย์ ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีกลิ่นสมุนไพรลอยมาปะทะจมูก
ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับเวลาหยุดหมุน
อวี้เฟิงยืนกลางลาน ทอดสายตาไปรอบ ๆ
ยิ้มกวนและหัวเราะในลำคอ
อวี้เฟิง: “หง…เซียง! หง…เซียง! หง…เซียง!”
เสียงะโดังสะท้อนไปทั่วสำนัก แต่ตอบกลับมาก็มีเพียงความเงียบ
หมอกหนายิ่งหนาทึบ ปกคลุมทุกซอกทุกมุม
อวี้เฟิง: “ในเมื่อเรียกแล้วไม่ออก ก็อย่ามีเลย…ใช่ไหมล่ะ?”
หานเหวินขมวดคิ้ว
สายตาของเขามองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
ความรู้สึกชวนสยองค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
หมอกหนาและความเงียบ ทำให้สำนักนี้ดูเหมือนถูกทอดทิ้งมานานหลายสิบปี
อวี้เฟิงหันไปมองหานเหวิน แล้วยักไหล่
อวี้เฟิง: “นี่…ใช่สำนักที่ฆ่าศิษย์พี่ของเ้าใช่ไหม?”
หานเหวินกัดฟัน น้ำเสียงนิ่ง
หานเหวิน: “ข้าไม่รู้…แต่สิ่งที่เห็น…ไม่เหมือนสิ่งที่เคยเป็”
อวี้เฟิงยืนอยู่กลางลานหน้าอาคารเก่าทรุดโทรม
สายตาของเขาเย็นเฉียบแต่เต็มไปด้วยประกายกวนตีน
มือซ้ายยกขึ้นชี้ไปที่หลังคาไม้ที่ผุกร่อน
มือขวาสอดเข้ากับแนวปราณในตัว
ปราณิญญาระดับ 5 เริ่มไหลเวียนร่างกายของเขา
เส้นสายลมปราณเป็เส้นสีเงินอมฟ้า หมุนวนรอบตัวเขา
หมอกรอบสำนักสั่นไหว ราวกับต้องปรับตัวรับแรงพลังนี้
อวี้เฟิงถอนหายใจเบา ๆ
จากปากเปล่าก็ส่งเสียงหัวเราะกวนประสาท
อวี้เฟิง: “ในเมื่อเรียกแล้วไม่ออก ก็อย่ามีเลย…”
ร่างเขามีออร่าสีฟ้าอ่อนรอบกายขึ้นเล็กน้อย ปราณิญญาร้อนแรง
เหมือนหยดน้ำเงินอมเงินกระจายออกเป็แสงระยิบระยับ
แสงสว่างของปราณิญญาวิ่งผ่านเส้นสายลมหมุนวนรอบตัว
เผยให้เห็น ลวดลายลมปราณซับซ้อนราวกับัและฟีนิกซ์พุ่งไหว
อวี้เฟิงยกมือขึ้นสูง
ปราณิญญาพุ่งตรงไปยังอาคารไม้หลังหนึ่ง
อากาศสั่นะเื ผนังไม้สั่นเป็คลื่น
ฝุ่นและเศษไม้ลอยขึ้นกลางลาน
ลวดลายปราณิญญาขยายใหญ่ขึ้นเป็วงกลมรอบตัวเขา
ร่างของอวี้เฟิงเคลื่อนไหวราวกับ นักรบศิลป์โบราณ
หมุนตัวสองรอบ มือชี้ปราณสาดไปด้านซ้ายและขวา
หลังคาไม้แตกละเอียดกระจายออกเหมือนแสงะเิสีเงินอมฟ้า
ชิ้นส่วนไม้และฝุ่นลอยขึ้นในอากาศ ก่อนตกลงสู่พื้นช้า ๆ
เหมือนเวลาแ่ลงเพื่อให้เห็น ความงดงามของการทำลาย
สายลมปราณพุ่งผ่านพื้นที่ราวกับวาดเส้นในอากาศ
เศษไม้หมุนวนเป็วงกลมรอบตัวอวี้เฟิง
ประกายแสงสาดสะท้อนหมอกหนาที่ปกคลุมสำนัก
ทำให้ฝุ่นและหมอกกลายเป็ ม่านแสงระยิบระยับ
เขาะโขึ้นสูง หมุนตัวกลางอากาศ
ปราณิญญาพุ่งออกไปพร้อมเสียงลมหวีด
หลังคาไม้และผนังด้านในอาคารพังถล่มลง
ฝุ่นและเศษไม้ลอยขึ้นเต็มลาน
เหมือน งานศิลปะจากพลังเซียนระดับ 5
อวี้เฟิงลงมายืนบนพื้น
ร่างเขาไม่เปื้อนฝุ่น แม้แสงปราณจะยังล้อมรอบ
สายตากวนตีนและยิ้มมุมปาก
อวี้เฟิง: “โอ้…สวยงามใช่ไหม? แต่ยังเงียบเหมือนเดิม…”
หานเหวินยืนมอง
สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความกลัวเล็กน้อย
นี่หรือเซียนระดับ 5 ปราณิญญา พลังปราณมันช่างสวยงาม มีระเบียบเรียบร้อย แม้จะทำลายทุกอย่างรอบตัว
ฝุ่นลอยเต็มลาน หมอกขยับตามแรงปราณ
แต่ความเงียบสงัดของสำนักยังคงครอบคลุมทุกซอกมุม
สร้าง ความลึกลับและความตระการตา ของพลังอวี้เฟิงอย่างเต็มที่
เสียงไม้แตกดังกรอบแกรบ แต่ความเงียบก็ยังคงอยู่
ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงลมพัดผ่านใบไม้
ไม่มีแม้แต่เสียงกระทบระฆังสมุนไพรจากการปรุงยา
อวี้เฟิง: “โอ้…ไม่ต้องมีคนอยู่เลยสินะ? เงียบสนิท เหมือนป่าช้า”
หานเหวินยืนชะงัก
หมอกที่ปกคลุมประตูและทางเดิน ทำให้เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่
แต่ไม่เห็นแม้แต่ร่างคนหนึ่ง
อวี้เฟิงเดินไปข้างหน้า
ยกมือชี้ไปที่ห้องที่พังลงบางส่วน
ฝุ่นลอยขึ้นมาทำให้หมอกหนาเพิ่มขึ้น
เขาหันไปมองหานเหวิน ยักไหล่แล้วยิ้มกวน
อวี้เฟิง: “เอาล่ะ…ถ้าไม่มีใครอยู่ ข้าคงต้องคุยกับหินและฝุ่นแทนแล้วนะ”
หานเหวินกลืนน้ำลาย
สายตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความสงสัย
หมอกหนาทำให้เสียงทุกอย่างเบลอและดังก้อง
ราวกับสำนักกำลังหายใจอยู่เื้ั
อวี้เฟิงเดินสำรวจอย่างไม่ระวัง
แต่ทุกก้าวก็เผยให้เห็นซากของโต๊ะเก่า, ขวดสมุนไพรแตก, และเครื่องบดสมุนไพรที่ล้มกระจัดกระจาย
ฝุ่นและเศษไม้ปกคลุมพื้นจนแทบเดินไม่สะดวก
อวี้เฟิง: “โอ้…นี่มันสำนักปรุงยา หรือพิพิธภัณฑ์ฝุ่นกันแน่?”
....หมอกหนายังคงปกคลุมกลางลานสำนักอวิ๋นหลิน
ฝุ่นลอยคลอรอบอาคารที่ทรุดโทรม ทั้งคู่เดินเข้ามาจนถึงกลางสำนัก
แต่เมื่อสายตาของหานเหวินหยุดอยู่ที่ หอปรุงยาเซียน สูงตระหง่าน
เขาก็รู้สึกถึงความทรงพลังเก่าแก่และ ความซับซ้อนของค่ายกล ที่ปกป้องมัน
หานเหวินก้าวเข้ามาใกล้ สายตาเขาจับจ้องไปที่ปากประตูหอ มีลำแสงอ่อนๆแปลกๆคลุมตรงประตูไว้
นั่นคือค่ายกลและกฎเกณฎ์ มันยังคงทำงานอยู่ และมันดูมีพลังยิ่งกว่าตอนที่เขาและเจี้ยงหยวนฝ่าเข้าไปได้
เขาหัวหน้าไปพูดกับอวี้เฟิงด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดแต่สั่นสะท้อนความระมัดระวัง
“ระวังนะ…ค่ายกลที่ปากประตูซับซ้อนมาก และห้องตำราลับ้ายอดหอ…ซับซ้อนยิ่งกว่าด้านล่างหลายเท่า”
“อ๋อ…เ้าจะเอาตำรา้าใช่ไหม?”
อวี้เฟิงยิ้มกว้าง ฟันขาวๆในปากปรากฏออกมาเรียงสวยอย่างเป็ระเบียบ
ประกายฟันสีขาวสะท้อนหมอกและฝุ่นรอบสำนัก
ทำให้รอยยิ้มของเขา ทั้งหล่อ ทั้งน่ารัก และชวนสะดุดตา
ผมยาวสลวยสีดำเงางามปกคลุมไหล่
รอยยิ้มของอวี้เฟิงยังคง มีพลังและความเย้ายวนใจ
ผสมกับความกวนประสาทตามแบบฉบับของเขา
ร่างของเขาเริ่มรวมพลังปราณสูงขึ้น สูงขึ้น ออร่าสีฟ้ารอบกายยิ่งชัดเจน
แล้วปราณิญญาสีเงินอมฟ้าไหลเวียนรอบตัว
เส้นสายปราณหมุนวนเป็วงกลมขนาดใหญ่
ฝุ่นและหมอกถูกพลังปราณดึงขึ้นสู่กลางอากาศ
ราวกับ เส้นลมปราณวาดเป็วงพุ่งขึ้นไปยังยอดหอปรุงยา
หานเหวินมองด้วยความใปนระวัง
สายตาของเขาจับจ้องไปยังยอดหอ
อวี้เฟิงทราบว่าห้องตำราลับอยู่้า
และพลังปราณของเขาพร้อมจะจัดการค่ายกลโดยไม่ทำลายห้องข้างใน
อวี้เฟิงกวาดมือไปในอากาศ
พลังปราณไหลพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
พื้นหินด้านล่างสั่นะเื
ฝุ่นและเศษไม้หมุนวนเป็วงกลม
หมอกหนารอบหอเคลื่อนตัวตามแรงปราณ
ทันใดนั้น เสียงแตกกระจายดังขึ้น
ยอดหอปรุงยาซึ่งเป็หินเก่าและผนังที่ทรุดโทรมแตกขาด
ชิ้นส่วนไม้,หิน และกระเบื้อง ร่วงหล่นลงสู่พื้น
ฝุ่นฟุ้งกระจายปกคลุมลานกว้าง
แต่ในห้องตำราลับด้านในนั้น… ไม่มีอะไรเสียหาย
หานเหวินถอนหายใจ
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ทั้งสวยงามและน่ากลัว
พลังปราณของอวี้เฟิงเหมือน ศิลปะของนักรบและนักปรุงยาในคราวเดียวกัน
สามารถทำลายสิ่งที่้าโดยไม่แตะต้องสิ่งสำคัญ
อวี้เฟิงยืนกลางฝุ่นและหมอก
รอยยิ้มกวนประสาทปรากฏบนใบหน้า
เขาหันไปมองหานเหวิน
หานเหวินพยักหน้า (คือถ้ามันไม่กวนตีนนี่ มันจะเป็สุดยอดเซียนมากๆเลยนะ เห่อ)
สายตาเต็มไปด้วยความยอมรับและความตื่นเต้น
และรู้ว่าตอนนี้ พวกเขาพร้อมจะเข้าไป ค้นหาความลับของตำราลับ้ายอดหอปรุงยา
หมอกยังคงปกคลุมรอบหอ
ฝุ่นลอยคลอเป็ริ้ว
แต่ความสง่างามและความทรงพลังของอวี้เฟิง
ได้ทิ้ง ภาพความยิ่งใหญ่ของปราณิญญาระดับ 5 ไว้เต็มกลางสำนัก
หมายเหตุ :: แคว้นนี้มีสูงสุดแค่เซียนระดับ 4 ผนึกปราณเท่านั้น แถมสำนักขนาดกลางค่อนข้างเล็กอย่างอวิ๋นหลิ๋นมีสูงสุดแค่เซียนระดับ 3 ก่อปราณเท่าหลี่หานเหวินเท่านั้นครับ ดังนั้นอวี้เฟิงที่เป็เซียนระดับ 5 ปราณิญญานี่จึงเหนือกว่าเซียนทั้งแคว้นนี้ ตัวบั๊กดีๆนี่เอง >_