Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 642 ความขัดแย้งบนมหาสมุทร

ความขัดแย้งบนมหาสมุทร

 

            การมาถึงของยุคใหม่ ทำให้สถานการณ์ภายในทวีปแปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน

            ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในทวีปเริ่มลดลงอย่างเป็นธรรมชาติเพราะความสนใจของผู้คนหมู่มากเบนออกไปยังมหาสมุทร

            แม้ว่ากลุ่มคนที่เริ่มเคลื่อนไหวจะมีไม่มากนักเพราะความเข้าใจที่มีต่อมหาสมุทรยังไม่มากพอ ทำให้คนส่วนมากไม่กล้าที่จะเสี่ยง

            แต่ทุกคนที่มีความกล้าก็มักจะได้รับความสนใจเสมอ เช่นเดียวกับค่าตอบแทนของความกล้าหาญที่มักจะมีค่ามากพอสำหรับผู้ที่มีโชค

            เพียงไม่กี่ปีหลังจากมีการเริ่มต้นบุกเบิกมหาสมุทร ตระกูลขนาดกลางตระกูลหนึ่งก็ค้นพบทรัพยากรล้ำค่าจากมหาสมุทรจนเกิดเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ผู้คนทั้งทวีปต้องตกตะลึง

            ข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว กล่าวถึงคุณค่าของทรัพยากรที่ตระกูลขนาดกลางได้รับมาซึ่งว่ากันว่ามันเป็นทรัพยากรที่สามารถส่งเสริมเทพระดับกลางให้ก้าวเข้าสู่ระดับสูงได้อย่างง่ายดาย

            แม้ว่าข่าวลือจะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่หลังจากนั้นไม่นานผู้นำตระกูลของตระกูลขนาดกลางแห่งนั้นก็ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามอุปสรรคจนกลายเป็นเทพอสูรระดับ 7 ดาวได้ในที่สุด

            เมื่อผู้นำตระกูลออกมาแสดงตัว ข่าวลือก็ได้รับการยืนยัน การบุกเบิกมหาสมุทรก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตระกูลขนาดกลางอีกหลายสิบตระกูลพากันออกมาเคลื่อนไหว

            ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ข่าวลือที่แพร่กระจายออกมากลับมีเพียงข่าวร้าย กองเรือมากมายที่ออกไปยังมหาสมุทรถูกทำลายลงจากฝีมือของสัตว์อสูรระดับเทพที่ทรงพลัง

            ข่าวร้ายที่น่ากลัวนี้ทำให้ความกระตือรือร้นของผู้คนในทวีปกลายเป็นความเย็นเยียบ

            แต่ข่าวร้ายนี้ก็ยังไม่อาจหยุดความทะเยอทะยานของตระกูลระดับกลางได้ ยังมีตระกูลอีกมากที่พากันออกเดินทางไปยังมหาสมุทรเพื่อค้นหาทรัพยากรที่มีค่า

            ในช่วงเวลานั้นเหล่าตระกูลใหญ่ที่เฝ้าดูท่าทีมานานก็เริ่มเคลื่อนไหว ทว่าการเคลื่อนไหวของตระกูลใหญ่ในครั้งนี้ กลับสร้างความตื่นตระหนกให้กับตระกูลขนาดกลางเป็นอย่างมาก

            ทั้งนี้ก็เพราะว่าตระกูลใหญ่ที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ได้ลงมือกับตระกูลขนาดกลางแห่งหนึ่งที่ค้นพบทรัพยากรอันล้ำค่าและแย่งชิงไปอย่างเลือดเย็น

            การใช้อำนาจที่เหนือกว่าแย่งชิงสิ่งของจากผู้ที่อ่อนแอกว่า นับเป็นเรื่องปกติสำหรับโลกใบนี้ กฎของปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นธรรมชาติของชีวิต

            นอกจากนั้นการแย่งชิงของตระกูลใหญ่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้รูปแบบ หากแต่เป็นการแย่งชิงที่แฝงไว้ด้วยศาสตร์และศิลป์ของการใช้พลังอำนาจ มันเป็นการกระทำที่มีศิลปะที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่โหดร้ายของตน

            ด้วยเหตุนี้ผู้ที่อ่อนแอกว่าจึงยากที่จะต่อต้านได้ ขณะที่ตระกูลใหญ่ที่มีความสามารถในระดับเดียวกันก็ไม่สามารถแทรกแซงหรือไม่ก็ไม่ยินดีที่จะแทรกแซง

            เล่ห์เหลี่ยมที่น่ารังเกียจนี้ นับเป็นสิ่งที่ตระกูลใหญ่หลายตระกูลชำนาญ เพียงแต่ช่วงเวลาปกตินั้น ตระกูลใหญ่มักจะไม่เสี่ยงทำอะไรแบบนี้เพราะบางครั้งต่อให้สร้างความชอบธรรมได้ดีเพียงใด ก็ไม่สามารถลบล้างความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชื่อเสียงของพวกมันได้

            นอกจากนั้นการทำเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน มันมีความเสี่ยงที่อาจจะดึงดูดความสนใจของตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นให้เข้ามาแทรกแซงเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์

            แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่ต้องแข่งกับเวลา ตระกูลใหญ่ตระกูลนี้จึงกล้าที่จะเสี่ยงเพราะพวกมันมั่นใจว่าการเสี่ยงของพวกมันจะให้ผลตอบแทนที่มีค่า

            ผลลัพธ์สุดท้ายของการแย่งชิงจบลงเช่นใดนั้น เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถบอกได้ มีเพียงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นเท่านั้นที่ทราบว่าจุดจบของตระกูลขนาดกลางที่โชคร้ายจบลงเช่นใด

            ทว่าคนนอกก็พอจะบอกได้บ้าง จากการที่ไม่สามารถเห็นคนจากตระกูลขนาดกลางนั้นได้อีกเลย

            เกี่ยวกับการแย่งชิงที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตานี้ กัสที่ฝึกฝนอยู่ในเกาะย่อมไม่ทราบเรื่อง ทั้งนี้ก็เพราะความขัดแย้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อตระกูลอันดูวเดธ จึงไม่มีใครให้ความสนใจ หรือต่อให้สนใจก็ไม่มีใครคิดที่จะบอกเรื่องนี้กับกัสเพราะมันไม่มีประโยชน์

            ด้วยเหตุนี้เหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตานั้นจึงจบลงอย่างเงียบงันและกลายเป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ผู้คนมากมายจดจำเอาไว้ในฐานะของ ‘บทเรียน’ ราคาแพงเพื่อเตือนตัวเองให้ระวังยามที่บุกเบิกมหาสมุทรเท่านั้น

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นได้เพียงบทเรียนเท่านั้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งความทะเยอทะยานของผู้คนที่ปรารถนาในความแข็งแกร่งได้

            ตระกูลขนาดกลางมากมายที่มองเห็นโอกาสยังคงกล้าที่จะบุกเบิกมหาสมุทรต่อไป ขณะที่ตระกูลที่พบเจอกับความสูญเสียอย่างหนักก็จำใจต้องถอนตัวกลับไปยังพื้นแผ่นดินและเริ่มต้นการบุกเบิกดินแดนรกร้างแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้

            เหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางครั้งก็เกิดขึ้นกับตระกูลใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ

            ความสูญเสียมักจะมาพร้อมกับผลประโยชน์เสมอ แม้จะมีคนมากมายพบเจอกับความสูญเสียจากการบุกเบิกมหาสมุทร แต่ก็มีคนอีกมากที่ได้รับบางสิ่งกลับมาจากมหาสมุทร

            ตระกูลอันดูวเดธเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอกับความสูญเสีย แต่ผลประโยชน์ที่ตระกูลได้รับกลับมานั้น มีมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด

            เมื่อเทียบกับตระกูลอื่นที่ใช้เรือจากดันเจี้ยนมหาสมุทรไร้ขอบเขตรวมกับพลังของเทพแล้ว ตระกูลอันดูวเดธที่นำเอาชิ้นส่วนร่างกายของสัตว์อสูรระดับเทพมาสร้างเป็นเรือย่อมมีเรือที่แข็งแกร่งกว่าอย่างที่ตระกูลอื่นไม่สามารถเทียบได้

            ต้องทราบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบุกเบิกมหาสมุทรนั้นก็คือ ‘เรือ’ เรือนับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุดเพราะถ้าเรือไม่แข็งแกร่งพอ ก็ไม่อาจเดินทางในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยอันตรายได้

            รองลงมานั้นคือความชำนาญในการเดินเรือ ความรู้เกี่ยวกับมหาสมุทรและความสามารถส่วนบุคคล

            ในจุดนี้ความชำนาญในการเดินเรือนั้น ทุกตระกูลล้วนมีผู้เชี่ยวชาญเป็นของตัวเองมานานแล้วเพราะทุกตระกูลสามารถส่งคนเข้าไปบุกเบิกดันเจี้ยนมหาสมุทรไร้ขอบเขตได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะฝึกฝนผู้เชี่ยวชาญในด้านการเดินเรือ

            ส่วนความรู้เกี่ยวกับมหาสมุทรนั้น แม้จะยากลำบากอยู่บ้าง แต่ขอเพียงมีความชำนาญในการเดินเรือที่มากพอก็สามารถศึกษาได้ผ่านการเดินทาง ความสามารถส่วนบุคคลเองก็สามารถฝึกฝนได้จากการบุกเบิกดันเจี้ยนมหาสมุทรไร้ขอบเขตเช่นกัน

            ปัญหาเดียวที่ทุกตระกูลมีและไม่อาจแก้ไขได้ด้วยดันเจี้ยนจึงมีเพียงปัญหาเดียว นั่นคือ เรือ

            แม้ว่าทุกตระกูลจะสามารถนำเรือที่ดีที่สุดออกมาจากดันเจี้ยนได้ แต่เรือที่นำออกมาจากดันเจี้ยนนั้น กลับมีความแข็งแกร่งที่จำกัด

            ทั้งนี้ก็เพราะว่าดันเจี้ยนนั้นมีขีดจำกัด มันไม่สามารถสร้างสิ่งที่มีความแข็งแกร่งเกินกว่าระดับเตรียมได้ ไม่ว่าจะเป็นมอนเตอร์หรือทรัพยากรในดันเจี้ยน

             ด้วยเหตุนี้ความแข็งแกร่งของเรือที่นำออกมาจึงมีขีดจำกัดตามไปด้วย ซึ่งต่อให้เสริมคุณสมบัติให้กับเรืออย่างเต็มที่จนสามารถรับการโจมตีจากมอนเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในดันเจี้ยนได้อย่างง่ายดาย

            แต่เมื่อนำเรือออกไปยังมหาสมุทรในโลกภายนอก เรือที่แข็งแกร่งจนเรียกได้ว่าไร้เทียมทานกลับไม่สามารถต่อต้านการโจมตีจากสัตว์อสูรระดับเทพได้เลยแม้แต่น้อย

            ด้วยเหตุนี้การเดินทางของตระกูลใหญ่ส่วนมากจึงยากลำบากมากเพราะตัวเรือนั้นไม่อาจรับการโจมตีจากสัตว์อสูรระดับเทพได้ ตระกูลใหญ่ที่ต้องการบุกเบิกมหาสมุทรจึงต้องพึ่งพาพลังของเทพในการปกป้องเรือ

            เมื่อต้องปกป้องเรือไปพร้อมกับต่อสู้ ความยากลำบากในการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเทพจึงยากลำบากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว

            นอกจากนั้นพื้นฐานความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรก็สูงกว่ามนุษย์อยู่แล้ว แม้กระทั่งตัวตนระดับเทพก็เป็นเช่นเดียวกัน

            สัตว์อสูรระดับเทพจึงมีรากฐานความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเทพในระดับเดียวกันหลายเท่า ทำให้ความยากลำบากในการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเทพเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

            ในจุดนี้ตระกูลอันดูวเดธโชคดีที่ก่อนจะเริ่มต้นบุกเบิกได้ชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับเทพมาศึกษาวิจัย จึงทำให้ตระกูลอันดูวเดธมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของสัตว์อสูรระดับเทพมากกว่าตระกูลอื่น

            ความพร้อมของตระกูลอันดูวเดธจึงเหนือกว่ามาก เมื่อรวมกับต้นทุนความสามารถที่เหนือกว่ามาตั้งแต่แรก การบุกเบิกของตระกูลอันดูวเดธจึงง่ายดายกว่ามากหากเทียบกับตระกูลอื่น

            นอกจากนั้นตระกูลอันดูวเดธก็ยังมีเกาะที่กัสสร้างขึ้น เกาะนี้ตั้งอยู่ในส่วนลึกของมหาสมุทร ทำให้ตระกูลอันดูวเดธประหยัดเวลาในการเดินทางได้มาก จนสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่อยู่ในส่วนลึกของมหาสมุทรได้เร็วกว่าตระกูลใด

            เมื่อรวมกับการคงอยู่ของกัสที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว ความสูญเสียของตระกูลอันดูวเดธจึงลดลงถึงขีดสุด

            ด้วยการขยายอาณาเขตของเครือข่ายโลกวิญญาณออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้การติดต่อสื่อสารของตระกูลรวดเร็วเป็นพิเศษ เมื่อรวมกับเทคโนโลยีที่กัสสร้างขึ้น การช่วยเหลือของกัสจึงถูกส่งไปได้แทบจะในทันทีที่มีการขอความช่วยเหลือ

            ด้วยเหตุนี้เอง เกาะของกัสจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด จำนวน ‘บ่อน้ำ’ เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จำนวนของสัตว์อสูรระดับเทพที่ถูก ‘เลี้ยง’ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีบ่อน้ำมากกว่า 30 บ่อ มีสัตว์อสูรระดับเทพมากกว่า 40 ตัว

            สัตว์อสูรระดับเทพชุดแรกที่ถูกจับมาได้ยอมจำนนต่อกัสอย่างแท้จริงและถูกฝึกโดยกัส ทำให้พวกมันทั้งหมดกลายมาเป็น ‘องครักษ์’ ของกองเรือสำรวจ ส่งผลให้การบุกเบิกมหาสมุทรของตระกูลอันดูวเดธมีประสิทธิภาพมากกว่าตระกูลใด

            แต่ถึงจะครอบครองเรือที่แข็งแกร่ง มีองครักษ์ที่ทรงพลังและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก

            ทว่าสิ่งที่ตระกูลอันดูวเดธได้รับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังมีจำกัด ทั้งนี้ก็เพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่เกินไป ต่อให้สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย อีกทั้งยังมีเครือข่ายการติดต่อสื่อสารที่กว้างใหญ่

            แต่การเดินทางในมหาสมุทรก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากและยังต้องใช้เวลาที่ยาวนานเพราะต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน แต่มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ก็ยังมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าปรากฏขึ้นได้เสมอ

            ด้วยเหตุนี้ตระกูลอันดูวเดธจึงพบกับความสูญเสียอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นถูกลดให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดด้วยความพยายามของตระกูล

            ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้ ซึ่งสามารถชดเชยได้ด้วยสิ่งที่ได้รับมาจากการสำรวจใต้มหาสมุทร

            ไม่ว่าจะเป็นสายแร่ใต้มหาสมุทรที่มีมากกว่าบนพื้นดินหลายเท่า ทั้งยังอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่า มีคุณภาพยิ่งกว่า เพียงแต่การขุดแร่ใต้มหาสมุทรนั้นเป็นเรื่องใหม่จึงทำให้ยากที่จะขุดแร่จำนวนมากออกมาในระยะเวลาอันสั้น

            ยังดีที่มีองครักษ์มากมายที่เป็นสัตว์อสูรระดับเทพ ตระกูลอันดูวเดธจึงสามารถครอบครองเหมืองแร่ได้อย่างมั่นคง การขุดแร่จากสายแร่ใต้มหาสมุทรจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

            ทว่าเวลาก็คือสิ่งที่ตระกูลอันดูวเดธขาดที่สุดเช่นกัน ต่อให้ตระกูลจะนำตระกูลอื่นไปมากแค่ไหน มีต้นทุนที่สูงกว่าเพียงใด

            แต่สุดท้ายเมื่อมีคนมากมายออกมาสำรวจมหาสมุทร การพบเจอกันกลางมหาสมุทรก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

            ต่อให้จุดเริ่มต้นของตระกูลอันดูวเดธจะอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทร แต่ตระกูลอื่นก็ไม่ได้อ่อนแอ แม้จะต้องจ่ายไปมากกว่าตระกูลอันดูวเดธ แต่สุดท้ายก็มีตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งค้นพบร่องรอยของตระกูลอันดูวเดธ

            เมื่อถูกพบตัว การปะทะกันก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งมากมาย

            แต่ก็ยังดีที่ตระกูลอื่นยังเกรงกลัวตระกูลอันดูวเดธอยู่ ทำให้การปะทะกันส่วนใหญ่มักจะจบลงโดยที่ไม่ได้ตัดสินผลแพ้ชนะ

            ทว่าความสูญเสียก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ยิ่งปะทะกันบ่อยครั้งเท่าไหร่ ร่องรอยของตระกูลอันดูวเดธก็ยิ่งถูกค้นพบมากขึ้นเท่านั้น

            สุดท้ายเกาะของกัสก็ถูกค้นพบโดยพันธมิตรจากตระกูลใหญ่กลุ่มหนึ่ง

            เมื่อถูกพบเจอสถานที่ตั้งของเกาะ บรรยากาศภายในตระกูลอันดูวเดธก็เปลี่ยนไป ก่อนจะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ทั้งภายในตระกูลและบนเกาะ

            แต่กัสก็ยังคงฝึกฝนตนเองอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เนื่องจากกัสและสภาผู้อาวุโสทราบดีแต่แรกว่าวันนี้ต้องมาถึง

            ตราบใดที่กัสยังฝึกฝนอยู่บนเกาะ การที่สถานที่ตั้งของเกาะจะถูกค้นพบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายต่อให้ถูกพบเจอก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของกัสเปลี่ยนแปลงไป

             การที่ตระกูลอันดูวเดธออกมาการเคลื่อนไหวก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศภายในตระกูลก็เป็นเรื่องปกติเมื่อพบว่าศัตรูปรากฏตัวขึ้น

            บรรยากาศบนเกาะเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร สีสันที่เคยมีลดลงไปมาก เนื่องจากการอพยพกลุ่มคนที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ออกไป ทำให้ผู้คนบนเกาะลดลงไปมากกว่าครึ่ง

            ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาทุกครั้งที่เขาออกมาเดินเล่น แต่เขาก็เข้าใจว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น

            การต่อสู้ในมหาสมุทรนั้นอันตรายเกินไป เนื่องจากบนเกาะนั้นมีพื้นที่จำกัด หากเกิดการปะทะกันขึ้นมาจริงๆ ความเป็นไปได้ที่เกาะจะถูกทำลายก็มีสูงมาก

            ต่อให้กัสจะแข็งแกร่งมากยังไง หากถูกรุมจากศัตรูจำนวนมาก มันก็เป็นไปได้ยากที่เขาจะปกป้องทุกคนได้อย่างเต็มที่

            สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้คนเหล่านั้นถูกฆ่าตายได้ในพริบตา การอพยพคนกลุ่มนั้นออกไปก่อนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

            แต่หลังจากอพยพคนออกไปได้นานหลายเดือน การต่อสู้ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่คิด

            แม้จะมีกองเรือจากหลายตระกูลผ่านมายังพื้นที่โดยรอบบ่อยขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นอย่างที่คิด

            สิ่งที่เกิดขึ้นก็มีเพียงการแลกเปลี่ยนของกองเรือหลายขบวนที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับตระกูลอันดูวเดธ ซึ่งทางตระกูลก็ยอมรับการค้าขายโดยไม่ปฏิเสธเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธการค้าขายที่ได้กำไร

            แต่ก็แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ตระกูลอันดูวเดธก็จะเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ครั้ง ก็ยังรักษาความตื่นตัวเอาไว้ได้เสมอ

            ทว่าความพยายามของคนมักจะลดลงตามกาลเวลา แม้กระทั่งตระกูลอันดูวเดธก็ไม่อาจต่อต้านความเป็นจริงข้อนี้เช่นกัน

            นานวันเข้าความตื่นตัวก็ค่อยๆ ลดลง ยิ่งเป็นกองเรือที่ทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกันบ่อยครั้งก็ยิ่งระมัดระวังตัวน้อยลงเท่านั้น

            จนถึงจุดหนึ่งแม้จะมีการเฝ้าระวัง แต่คนของตระกูลที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังก็เริ่มผ่อนความระมัดระวังไปโดยไม่รู้ตัว

            ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงันและเป็นธรรมชาติจนไม่มีใครสังเกตเห็น แม้กระทั่งผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่คุ้มกันเกาะก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น

            เมื่อเวลาผ่านไป ความระมัดระวังก็ผ่อนลงจนถึงจุดที่ไม่อาจผ่อนลงไปมากกว่านี้ได้อีก การโจมตีของกองทัพพันธมิตรก็บังเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครคิดถึง

            ไม่มีใครคิดว่าคู่ค้าที่ทำการค้าขายกันมานานนับสิบปีจะหันอาวุธมาทิ่มแทงตนเอง ไม่ว่าตระกูลอันดูวเดธจะระมัดระวังแค่ไหน ก็ไม่สามารถป้องกันศัตรูที่มองไม่เห็นได้

            แต่สิ่งที่ไม่มีใครคิดฝันยิ่งกว่าคือ ทันทีที่ศัตรูลงมือจู่โจมขณะที่ทำการค้าขายจนทำให้ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายถูกทำลาย

            กัสที่ฝึกฝนอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามของเกาะก็ลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะเค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง

            พริบตานั้นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดุร้ายของศัตรูก็เปลี่ยนเป็นซีดขาว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของกองกำลังจากตระกูลอันดูวเดธก็กลายเป็นความยินดี ก่อนจะกลายเป็นความละอายใจที่พวกเธอทำผิดพลาดจนทำให้บรรพชนน้อยต้องลงมือด้วยตัวเอง

            ใบหน้าของผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่คุ้มกันเกาะถึงกับเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ความรู้สึกอัปยศทำให้ใบหน้าที่แก่ชรากลายเป็นดุร้ายถึงขีดจุด

            จากนั้นเพียงไม่กี่นาที ศัตรูทั้งหมดที่บุกขึ้นมาบนเกาะก็ถูกจับกุม รวมไปถึงกองเรือทั้งหมดที่จอดอยู่นอกเกาะและเตรียมที่จะบุกเข้ามายึดเกาะ

            แผนการร้ายที่เตรียมการมานานหลายปีถูกทำลายลงด้วยการเค้นเสียงเพียงครั้งเดียวของกัส

            ความล้มเหลวที่น่าตระหนกนี้ทำให้พันธมิตรกลุ่มนี้ถึงกับสิ้นหวัง พวกมันคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่ากัสจะอยู่บนเกาะแห่งนี้ ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่ากัสจะมาอยู่บนเกาะที่ไม่มีอะไรแห่งนี้

            ความเข้าใจที่ผิดพลาดทำให้แผนการทั้งหมดของพวกมันพังทลาย ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พันธมิตรของตระกูลใหญ่พินาศลงในทันที

            พร้อมกันนั้นตระกูลใหญ่ทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในพันธมิตรก็ต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่

            แต่ละตระกูลต้องจ่ายออกไปไม่น้อยเพื่อ ‘ไถ่ตัว’ คนของตนเองกลับมา ส่งผลให้ความมั่งคั่งที่พวกมันได้รับมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสูญสิ้นไปแทบจะหมดสิ้น

            ทว่าพวกมันก็จำต้องจ่ายเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้คนในตระกูลและเพื่อให้การบุกเบิกมหาสมุทรสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค

            ส่วนกัสที่เป็นผู้ลงมือนั้น เพียงแค่ถอนหายใจออกมายิ้มๆ ด้วยท่าทางดูถูกเหยียดหยามต่อพันธมิตรตระกูลใหญ่ที่โง่เขลา

            “พวกเจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดมากสินะ แต่เจ้าคงไม่ทราบว่าในสายตาของข้า พวกเจ้าเป็นเพียงหนูที่กำลังเล่นสนุกต่อหน้าราชสีห์เท่านั้น”

            ขณะที่พูดกัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระมัดระวังตัวเท่ากับคนอื่น แต่สัญชาตญาณของเขานั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีวันเข้าใจได้

            ทันทีที่พันธมิตรตระกูลใหญ่ก้าวขึ้นมาถึงเกาะ สัญชาตญาณของเขาก็สัมผัสได้แต่แรก แต่ที่เขาไม่ลงมือในทันทีก็เพราะต้องการให้ศัตรูลงมือก่อนเพื่อที่จะได้โต้กลับอย่างชอบธรรมและเรียกค่าไถ่ได้อย่างเต็มที่

            อีกเหตุผลก็เพื่อให้บทเรียนกับคนในตระกูลเขา เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และตระหนักถึงอันตรายในมหาสมุทร ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่สามารถปกป้องทุกคนได้ตลอดเวลา

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน