[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 รถโดยสารพิเศษของค่ายฝึกอบรมนายอยู่ที่ไหนกัน (3)

            ชายหนุ่มคนนั้นขึ้นรถมาพร้อมกับหลี่อวี้หาน และนั่งที่ริมหน้าต่างฝั่งตรงข้าม

            อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ

            เขากำลังนอนหลับโดยเอาหัวพิงกระจก

            หลี่อวี้หานจึงสามารถมองสำรวจเขาได้อย่างสบาย

            ผิวของชายหนุ่มขาวผ่อง ละเอียดเนียน แต่กลับไร้ซึ่งความอ่อนหวานแบบหนุ่มสำอาง

            โครงหน้าของเขากลับแข็งกระด้างคมคาย เปี่ยมไปด้วยความแกร่งกร้าว

            จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม ให้ความรู้สึกราวกับแกะสลักมาอย่างประณีต

            ตรงกับสเปกที่หลี่อวี้หานชอบที่สุด

            ก็เพราะการมีอยู่ของชายหนุ่มคนนี้นี่เอง ที่ทำให้หลี่อวี้หานทนต่อเสียงจ้อกแจ้กจอแจไม่หยุดหย่อนของ “แมลงวัน” ที่อยู่ข้างๆ ได้ โดยไม่เลือกที่จะเปลี่ยนที่นั่ง

            ขณะที่หลี่อวี้หานกำลังชื่นชม “ความงามอันล้ำเลิศ” ของเขาอย่างเงียบๆ

            รถไฟความเร็วสูงที่กำลังแล่นอยู่ก็สั่นสะเทือน ชายหนุ่มที่พิงหน้าต่างอยู่ขยับตัวเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            หลี่อวี้หานตั้งใจจะเบนสายตาหนีทันที แต่ดวงตาที่เปิดขึ้นอย่างกะทันหันของเขากลับตรึงเธอเอาไว้

            ดวงตาอะไรนี่?

            หลี่อวี้หานสาบานว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เห็นดวงตาที่สวยงามเช่นนี้

            ใสกระจ่างราวกับคริสตัล ปราศจากสิ่งเจือปนใดๆ ลึกล้ำราวกับห้วงอวกาศ

            ใจกลางดวงตาคู่นั้นราวกับซ่อนแสงประหลาดเอาไว้

            ดวงตาของชายหนุ่มราวกับเป็นวังวนสีดำสองแห่ง ค่อยๆ ดูดกลืนจิตใจของหลี่อวี้หานเข้าไปทีละน้อย

            “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”

            หลี่อวี้หานได้สติกลับคืนมาทันที เมื่อพบว่าชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเข้ามาใกล้เธอ และกำลังถามเธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

            “อ๊ะ...ฉันไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย...”

            ใบหน้าสวยของหลี่อวี้หานแดงก่ำในพริบตา รีบร้อนอธิบาย และรู้สึกว่าใบหูของเธอนั้นร้อนผ่าว

            น่าอับอายขายหน้าจริงๆ! จ้องหน้าคนอื่นขนาดนี้ เขาคงคิดว่าฉันเป็นพวกบ้าผู้ชายแน่ๆ...

            หลี่อวี้หานคร่ำครวญในใจ อยากให้มีรอยแยกโผล่ขึ้นมาจากใต้ที่นั่งรถไฟตอนนี้ เพื่อให้เธอแทรกตัวเข้าไปได้

            “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

            ลู่เซิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก

            เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งหลุดพ้นจากห้วงนิทรา พลังจิตที่กำลังฝึกฝนยังเก็บกลับคืนมาไม่หมด ไม่รู้ว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรต่อคนทั่วไปหรือไม่

            “สวัสดี ฉันชื่อหวงหยวน พวกเรากำลังคุยกันอยู่น่ะ นายก็เป็นคนซู่ไห่เหรอ?”

            เด็กสาวหน้ากลมที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยทักทายลู่เซิ่งอย่างกระตือรือร้น ช่วยบรรเทาความอึดอัดของหลี่อวี้หานไปได้ชั่วคราว

            ลู่เซิ่งไม่ค่อยชอบการสนทนาบนรถไฟความเร็วสูงแบบนี้เท่าไร แต่ก็ยังส่ายหน้าอย่างสุภาพ แล้วกล่าวว่า “ฉันชื่อลู่เซิ่ง ไม่ใช่คนซู่ไห่ ฉันมาจากเมืองไป๋เหอที่อยู่ข้างๆ”

            “ว่าแล้วเชียว ฟังจากสำเนียงก็ไม่เหมือนคนซู่ไห่”

            ชายหนุ่มที่นั่งข้างหลี่อวี้หานเอ่ยขึ้น “ฉันชื่อหลิวเฟิง จากโรงเรียนมัธยมซู่ไห่สาขาหนึ่ง ค่าพลังชีวิต 1.3”

            เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย ชายหนุ่มที่ชื่อหลิวเฟิงก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นความภาคภูมิใจอยู่จางๆ

            สำหรับคนที่ชอบเอาค่าพลังชีวิตมาพูดถึงอยู่เรื่อยๆ ลู่เซิ่งคิดว่ามันก็ไม่ต่างอะไรจากพวกที่ชอบใส่สร้อยคอทองคำเส้นเขื่องเต็มคอ กลัวคนอื่นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพวกเศรษฐีใหม่

            แต่ด้วยความสุภาพ ลู่เซิ่งก็ยังพยักหน้าให้เขา

            ในเวลานี้ หลี่อวี้หานก็ฟื้นตัวจากความเขินบ้างแล้ว พูดเสียงเบา ใบหน้าแดงก่ำว่า “ฉันชื่อหลี่อวี้หาน จากโรงเรียนมัธยมซู่ไห่สาขาหนึ่ง”

            “ฮ่าๆ งั้นพวกเราก็มีวาสนากันจริงๆ อายุไล่เลี่ยกัน แถมยังนั่งรถไฟความเร็วสูงขบวนเดียวกันไปมณฑลตงหนิงอีก”

            หลิวเฟิงยิ้มร่า “ทุกคนไปทำอะไรกันที่มณฑลตงหนิงเหรอ? ฉันไปเรียนพิเศษ ครูที่สอนเป็นนักสู้ระดับห้า ว่ากันว่าเคยสอนศิษย์จนเป็นที่หนึ่งของเมืองมาแล้วหลายคน...”

            “...”

            ลู่เซิ่งกลั้นความรู้สึกพูดไม่ออกเอาไว้ แล้วตอบตามตรงว่า “ฉันไปเข้าค่ายฝึกอบรม และไปทำธุระที่ซู่ไห่”

            หลี่อวี้หานและหวงหยวนก็บอกจุดประสงค์ของตนเองออกมาบ้าง

            จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของทั้งสี่คนก็คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะไปเรียนพิเศษหรือไปฝึกพิเศษ เพราะพวกเขาก็อยู่ในช่วงใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่างก็เป็นห่วงเรื่องค่าพลังชีวิตกันทั้งนั้น

            ในการสนทนาต่อมา หลิวเฟิงก็เข้าควบคุมหัวข้อสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ

            ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจหลี่อวี้หานอยู่ไม่น้อย พยายามที่จะดึงดูดความสนใจจากเธออยู่ตลอดเวลา

            แน่นอนว่ากลเม็ดเคล็ดลับที่เขาใช้ช่างไร้ชั้นเชิงเสียเหลือเกิน ไม่ต้องพูดถึงหลี่อวี้หานเลย แม้แต่ลู่เซิ่งก็ยังทนดูไม่ได้

            มีเพียงหวงหยวนที่ใสซื่อที่สุดในกลุ่มสี่คนที่ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่งเสียงด้วยความชื่นชมและอิจฉาอยู่เป็นระยะ

            เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงกำลังจะถึงสถานีแล้ว ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ห้วงนิทราได้อีก ลู่เซิ่งจึงรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง

            ได้แต่นั่งฟังหลิวเฟิงโม้ไม่หยุด มองหลี่อวี้หานที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา แล้วจินตนาการในใจว่าในขณะนั้น บนศีรษะของหลี่อวี้หานคงมีค่าความรู้สึกดีต่อหลิวเฟิงลดลงเรื่อยๆ “-1” “-1”...

            ในที่สุด รถไฟความเร็วสูงก็มาถึงสถานีพร้อมกับเสียงประกาศอันน่ายินดี

            เมืองตงหนิง เมืองหลวงของมณฑลตงหนิง

            “เฮ้อ”

            เมื่อลงจากรถไฟ ลู่เซิ่งก็ถอนหายใจยาว

            ในตู้รถไฟความเร็วสูงนั้นอึดอัดมาก นั่งนานเกินไปก็รู้สึกไม่สบายตัว

            “อวี้หาน เธอจะเรียกรถแท็กซี่ไหม? ที่เรียนพิเศษของฉันมีรถมารับด้วยนะ ฉันให้รถไปส่งเธอด้วยก็ได้”

            หลิวเฟิงที่ลงจากรถแล้วก็ยังคงแสดงความเอื้อเฟื้อต่อหลี่อวี้หาน เขายังดูแลไปถึงลู่เซิ่งและหวงหยวนด้วยซ้ำ

            “พวกเธอสองคนไปด้วยกันก็ได้นะ”

            ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร

            หลี่อวี้หานไม่ได้ใส่ใจ ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่เป็นไร เกรงใจ”

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอกอวี้หาน หรือว่าพวกเราจะแอดวีแชทกันก่อนดีไหม...”

            จากนั้นลู่เซิ่งและหวงหยวนก็มองหลิวเฟิงราวกับสุนัขที่กำลังวิ่งไล่ตามเทพธิดาในละครน้ำเน่า ออกจากสถานีไป

            ทั้งสี่คนเดินไปที่ประตูทางออกของสถานีรถไฟความเร็วสูง ที่นี่มีรถส่วนตัวและรถแท็กซี่จอดอยู่จำนวนมาก รวมถึงรถโดยสารขนาดใหญ่ที่มากันเป็นกลุ่มด้วย

            ในบรรดารถเหล่านั้น มีรถตู้โดยสารที่มีรูปทรงโดดเด่นคันหนึ่ง ติดป้ายผ้าที่เขียนว่า “รถพิเศษสำหรับค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะ” ซึ่งสะดุดตาเป็นพิเศษ

            เพื่อแสดงความรอบรู้ของตนเอง หลิวเฟิงจึงพูดกับลู่เซิ่งและคนอื่นๆ ว่า “เห็นรถคันนั้นไหม? ถ้าเดาไม่ผิด รถคันนั้นน่าจะเป็นรถโดยสารพิเศษสำหรับรับส่งผู้เข้าร่วมค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะที่จัดขึ้นในมณฑลตงหนิงครั้งนี้น่ะ...”

            หวงหยวนที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัยว่า “ค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะคืออะไรเหรอ?”

            หลิวเฟิงส่ายหน้า “ฉันก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเป็นค่ายฝึกอบรมที่เจ๋งมากๆ รวบรวมอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ทั้งหมดของมณฑลตงหนิง แต่ละเมืองจะเข้าร่วมได้ไม่เกินสิบคน

            รุ่นพี่ห้องข้างๆ ฉันคนหนึ่ง ค่าพลังชีวิตทะลุ 1.5 ไปแล้ว เกือบจะถึงเกณฑ์นักสู้ระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้วด้วยซ้ำ

            ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกคัดออกเลย...”

            หลิวเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างจริงใจว่า “สรุปง่ายๆ ก็คือ คนที่สามารถเข้าไปในค่ายฝึกนี้ได้ ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะระดับสุดยอด เป็นบุคคลระดับเทพที่เจ๋งสุดๆ...”

            “ว้าว...”

            หวงหยวนอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม

            แม้แต่หลี่อวี้หานก็ยังถูกดึงดูดความสนใจ ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นและโหยหา

            ในเวลานี้ หลิวเฟิงเหลือบมองไปที่ลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นท่าทีเงียบๆ ของลู่เซิ่ง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ

            “ลู่เซิ่ง ที่นายมาตงหนิงก็เพื่อเข้าร่วมค่ายฝึกอบรมเหมือนกันไม่ใช่เหรอ แล้วรถโดยสารพิเศษของค่ายฝึกอบรมของนายล่ะ?”

            เพิ่งจะแนะนำค่ายฝึกอบรมที่เจ๋งสุดๆ จบไปหยกๆ ก็หันมาถามถึงค่ายฝึกอบรมที่ลู่เซิ่งเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าแฝงไปด้วยความประชดประชันอยู่

            หลิวเฟิงจงใจ

            ก็ใครใช้ให้เจ้าเด็กที่ชื่อลู่เซิ่งนี่หล่อเหลาขนาดนี้ ตลอดทาง หลี่อวี้หานคนสวยเอาแต่แอบมองเขาอยู่เรื่อย

            ฉันจะทำให้แกขายหน้าให้ได้

            หลิวเฟิงคิดในใจอย่างลับๆ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน