วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 19: เลือดล้างปฐพี ปริศนาแห่งจดหมายดำ และจุดกำเนิดสำนักกระบี่ไร้นาม


    ซากปรักหักพังของหอคอยนภาลัยที่เคยยิ่งใหญ่และเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งของจักรวรรดิเมฆาสมุทร บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงอนุสรณ์สถานแห่งความพินาศและสุสานของอัครมหาเสนาบดีผู้ทรงอำนาจที่สุด ฝุ่นควันและละอองเลือดที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเริ่มจางหายไปตามสายลมยามเช้าที่พัดผ่านช่องโหว่ขนาดมหึมาบนหลังคา ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวของผู้คนนับหมื่นที่หมอบคลานอยู่กับพื้นหินหยกดำ ร่างของหลินเฟยในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินลงมาจากเวทีประมูลที่แตกสลาย ท่วงท่าของเขาเชื่องช้าแต่มั่นคง ดาบโลหิตสีดำในมือถูกเก็บกลับเข้าสู่จุดตันเถียน เหลือเพียงกระบี่มังกรสวรรค์ร่ายรำซึ่งเป็นของดูต่างหน้าของบิดาที่ถูกเหน็บไว้ข้างเอว เลือดหยดสุดท้ายของเฉินเทียนอี้ยั้งคงไหลรินจากปลายฝักกระบี่ หยดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะดุจเสียงนับถอยหลังสู่ห้วงมรณะ
    ภายนอกหอคอย กองทหารองครักษ์เกราะทองคำนับหมื่นนายของราชวงศ์เมฆาสมุทรได้เคลื่อนพลมาล้อมรอบจัตุรัสเอาไว้อย่างแน่นหนา นำโดย 'แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน' ผู้มีระดับพลังแก่นแท้ขั้นสูงสุด ทว่าเมื่อพวกเขามองผ่านประตูที่แตกหักเข้าไปเห็นซากศพไร้หัวของเฉินเทียนอี้ และสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตสีเลือดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มชุดดำ กองทหารนับหมื่นกลับชะงักงัน ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้าไปในระยะร้อยก้าว แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเหงื่อแตกพลั่ก เขากำด้ามหอกมังกรในมือแน่นจนข้อขาว สัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ผ่านสนามรบมานับร้อยครั้งร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งว่า หากเขาสั่งโจมตี กองทหารนับหมื่นนี้จะต้องกลายเป็นเพียงภูเขาซากศพภายในไม่กี่ลมหายใจ
    หลินเฟยก้าวพ้นประตูหอคอยนภาลัยออกมาเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แววตาของเขากวาดมองเหล่าทหารหาญด้วยความเย็นชาดุจมองดูทุ่งหญ้าที่ไร้ชีวิตชีวา รังสีพลังระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดที่อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' กดทับจนม้าศึกวิญญาณหลายร้อยตัวต้องคุกเข่าลงกับพื้น ร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัว
    "เฉินเทียนอี้คือผู้ทรยศที่สังหารครอบครัวข้า บัญชีแค้นระหว่างข้ากับมันได้จบลงแล้ว" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วทั้งจัตุรัส พลังลมปราณแฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ "หากราชวงศ์เมฆาสมุทรคิดจะล้างแค้นแทนสุนัขรับใช้ตัวนี้ ข้าก็พร้อมที่จะลบชื่อจักรวรรดิของพวกเจ้าออกจากแผนที่ทวีปตะวันออก แต่หากพวกเจ้าฉลาดพอ ก็จงหลีกทางไป"
    ความเงียบเข้าปกคลุมจัตุรัส ไม่มีเสียงตอบรับหรือคำสั่งโจมตี ทันใดนั้น บนระเบียงสูงของพระราชวังที่อยู่ห่างออกไป ปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมมังกรทองคำ ผู้เป็น 'จักรพรรดิแห่งเมฆาสมุทร' เขาสบตากับหลินเฟยผ่านระยะทางที่ห่างไกลนับลี้ ทรงสัมผัสได้ถึงความไร้ขอบเขตของพลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กหนุ่ม จักรพรรดิถอนหายใจยาวและยกมือขวาขึ้น ส่งสัญญาณให้แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินถอยทัพ ราชวงศ์ไม่โง่เขลาพอที่จะเปิดศึกกับสัตว์ประหลาดที่สามารถตัดคอเฉินเทียนอี้ได้ในดาบเดียว การสูญเสียอัครมหาเสนาบดีอาจส่งผลกระทบต่อราชสำนัก แต่มันก็ดีกว่าการถูกบดขยี้จนสิ้นชาติ
    เมื่อกองทัพทองคำเปิดทางให้อย่างหวาดหวั่น หลินเฟยก็ไม่รั้งรอ เขากระโดดลอยตัวขึ้นสู่อากาศ ใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษขั้นสูงสุดพุ่งทะยานหายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งมหานครเมฆาสมุทรที่กำลังตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายไว้เบื้องหลัง
    ทว่า กลิ่นคาวเลือดของความโลภในยุทธภพไม่เคยจางหายไปง่ายๆ ระหว่างที่หลินเฟยพุ่งทะยานข้ามผ่านหุบเขาและผืนป่านอกเมืองหลวง เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารหลายสายที่ลอบติดตามเขามาตั้งแต่กำแพงเมือง ผู้ที่สะกดรอยตามมาไม่ใช่กองทหารของจักรวรรดิ แต่เป็นกลุ่มยอดฝีมือนอกรีตและนักล่าสมบัติที่ทนความเย้ายวนของ 'แก่นอสูรพายุโลหิตระดับสี่' และ 'ด้ามกระบี่เทพเจ้า' ที่หลินเฟยเพิ่งประมูล (และชิง) มาไม่ได้ พวกมันมีด้วยกันห้าคน ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นต้นและขั้นกลางที่รวมตัวกันเฉพาะกิจ นำโดย 'เฒ่าแร้งโล้น' ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นกลางผู้มีชื่อเสียงด้านการลอบสังหารชิงทรัพย์
    หลินเฟยจงใจลดความเร็วลงและร่อนลงสู่พื้นดินใจกลางป่าไผ่ดำที่เงียบสงัดและห่างไกลผู้คน ใบไผ่สีดำสนิทร่วงหล่นตามสายลม บรรยากาศอึมครึมและหนาวเย็น เขาหยุดยืนนิ่ง หันหลังให้ทิศทางที่พวกมันตามมา
    "สะกดรอยตามข้ามาเป็นร้อยลี้ พวกเจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร?" หลินเฟยเอ่ยขึ้นลอยๆ น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
    เงาร่างห้าสายพุ่งทะยานออกจากเงามืดของป่าไผ่ ล้อมกรอบหลินเฟยเอาไว้จากทุกทิศทาง เฒ่าแร้งโล้นแสยะยิ้มโชว์ฟันที่เหลือเพียงไม่กี่ซี่ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโลภอย่างปิดไม่มิด "ไอ้หนู! แกอาจจะจัดการเฉินเทียนอี้ได้ แต่ตอนนั้นมันสูญเสียพลังไปกับวิชาต้องห้ามหมดแล้ว อย่าคิดว่าแกจะไร้เทียมทาน! ส่งแก่นอสูรระดับสี่ แหวนมิติของเฉินเทียนอี้ และด้ามกระบี่นั่นมาให้ข้าแต่โดยดี แล้วพวกข้าจะยอมปล่อยให้แกตายอย่างศพที่สมบูรณ์!"
    "ความโลภของมนุษย์ช่างเป็นหลุมพรางที่ไร้ก้นบึ้งเสียนี่กระไร" หลินเฟยส่ายหน้าช้าๆ เขาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับยอดฝีมือทั้งห้า "พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือ ว่าสิงโตที่เพิ่งขย้ำมังกร จะยอมสยบให้แก่ฝูงหมาในกรงจิ้งจอก?"
    "สามหาว! ฆ่ามัน!" เฒ่าแร้งโล้นคำรามลั่น ยอดฝีมือทั้งห้าคนพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยพร้อมกัน ปราณระดับแก่นแท้ห้าสายระเบิดออก ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังงานหลากหลายธาตุ ทั้งเพลิง สายฟ้า วารี พายุ และปฐพี พุ่งกระหน่ำเข้าใส่จุดศูนย์กลางหมายจะบดขยี้หลินเฟยให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
    ทว่า หลินเฟยเพียงแค่หลับตาลง ด้ามกระบี่สีดำสนิทที่ผสานเข้ากับมือขวาของเขาเริ่มเปล่งประกาย นี่คือการทดสอบอานุภาพของการหลอมรวมชิ้นส่วนที่สาม!
    "วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ รังสีพลังสีทองแดงระเบิดออกจากร่าง เปลี่ยนป่าไผ่ดำให้กลายเป็นสีเลือด เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองถูกขับเน้นจนถึงขีดสุด "...พิรุณโลหิตสะบั้นวิญญาณ!"
    หลินเฟยตวัดดาบโลหิตในมือเพียงหนึ่งรอบเป็นวงกว้าง คลื่นกระบี่สีเลือดไม่ได้พุ่งออกไปเป็นเส้นเดียว แต่มันแตกแขนงออกเป็นหยาดฝนกระบี่นับหมื่นนับแสนสาย พุ่งทะลวงอากาศออกไปรอบทิศทาง ทุกหยาดฝนกระบี่แฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งการ 'ตัดขาด' ที่สามารถทะลวงผ่านปราณคุ้มกันทุกชนิด
    "อ๊ากกกกกก!" "ม่ายยยยย!"
    เสียงกรีดร้องโหยหวนของยอดฝีมือทั้งห้าดังก้องไปทั่วป่าไผ่ การโจมตีของพวกมันถูกหยาดฝนกระบี่สีเลือดตัดทำลายจนสลายกลายเป็นอากาศธาตุ ก่อนที่ฝนกระบี่เหล่านั้นจะพุ่งทะลุร่างของพวกมันอย่างโหดเหี้ยม เกราะวิเศษ เครื่องรางป้องกัน หรือแม้แต่เคล็ดวิชาหลบหนี ล้วนไร้ความหมาย ร่างของยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทั้งห้าคนถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับร้อยชิ้น เลือดสีแดงสดและเศษเนื้อสาดกระเซ็นย้อมป่าไผ่ดำให้กลายเป็นป่าโลหิตในพริบตาเดียว!
    หลินเฟยสะบัดดาบโลหิตในมือไล่หยาดเลือดที่ไม่มีอยู่จริงทิ้งไป ดาบสลายกลับเข้าสู่จุดตันเถียน เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเศษซากของพวกมัน เขาเพียงแค่ก้าวเดินผ่านกองเลือดมุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขา การสังหารระดับแก่นแท้ขั้นกลางห้าคนในดาบเดียว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของเขาในยามนี้ได้ก้าวล่วงขอบเขตของสามัญสำนึกไปอย่างสิ้นเชิง
    สามวันต่อมา ณ ยอดเขาเร้นลับที่ห่างไกลจากความเจริญและถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งปี หลินเฟยนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำศิลาที่เงียบสงบ เขาใช้ค่ายกลป้องกันระดับสูงปิดผนึกปากถ้ำเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้มีผู้ใดมารบกวน บรรยากาศภายในถ้ำอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณที่ถูกดึงดูดเข้ามาจากธรรมชาติ 
    หลินเฟยหลับตาลง กำหนดจิตเข้าสู่ภายในร่างกาย ที่บริเวณกระดูกสันหลังของเขา ชิ้นส่วนที่สามของศาสตราไร้ลักษณ์ หรือ 'ด้ามกระบี่แห่งเจตจำนง' ที่เพิ่งได้รับมาจากการประมูลและใช้ไปเพียงเบื้องต้น กำลังเปล่งประกายสีดำและสีเลือดสลับกันไปมา มันกำลังเรียกร้องหาการหลอมรวมที่สมบูรณ์เข้ากับจิตวิญญาณและสายเลือด หลินเฟยโคจรพลังปราณระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดในจุดตันเถียน ส่งกระแสพลังงานสีทองแดงเข้าห่อหุ้มด้ามกระบี่นั้นอย่างเต็มกำลัง
    "วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ หลอมรวมบรรพกาล!"
    วินาทีที่ชิ้นส่วนปฐมบท ชิ้นส่วนคมดาบ และชิ้นส่วนด้ามกระบี่ประสานรอยต่อเข้าด้วยกันอย่างแท้จริงในระดับจิตวิญญาณ ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสยิ่งกว่าการถูกฉีกร่างทั้งเป็นก็แล่นพล่านไปทั่วร่างของหลินเฟย กระดูกสันหลังของเขาราวกับถูกหลอมละลายในเตาหลอมนรกและถูกตีขึ้นใหม่ด้วยค้อนเหล็กแห่งสวรรค์ แสงสีเลือดสว่างวาบทะลุออกจากผิวหนังของเขา ส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำศิลาจนหินงอกหินย้อยกลายเป็นสีแดงชาด จิตวิญญาณแห่งศาสตราไร้ลักษณ์แผดเสียงคำรามด้วยความปีติยินดี พลังงานระดับบรรพกาลที่หลับใหลมานานนับพันปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่
    ในห้วงมโนทัศน์ของหลินเฟย ดาบยักษ์สีเลือดที่เคยโปร่งแสง บัดนี้มีรูปลักษณ์ที่ชัดเจนและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้ามกระบี่สีดำสนิทสลักลวดลายลึกลับที่คล้ายคลึงกับเส้นเลือดของมังกร ไม่มีใครในยุคนี้สามารถอ่านอักขระเหล่านั้นออก คมดาบแผ่รังสีการตัดขาดที่สามารถสะบั้นมิติได้เพียงแค่ขยับ การหลอมรวมชิ้นส่วนที่สามทำให้เจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ของหลินเฟยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม พลังปราณในจุดตันเถียนถูกบีบอัดและควบแน่นจนจากสถานะของเหลว เริ่มจับตัวตกผลึกกลายเป็นก้อนผลึกสีเลือด มันคือสัญญาณของการเตรียมพร้อมที่จะทะลวงเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้' อย่างสมบูรณ์!
    "ยอดเยี่ยม... ข้าสัมผัสได้ถึงความสมบูรณ์แบบที่ใกล้เข้ามา..." เสียงกระซิบโบราณของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องในโสตประสาท "ร่างกายของเจ้ารองรับพลังของข้าได้ดีกว่าที่คิด เด็กน้อย เมื่อใดที่เจ้าทะลวงสู่ขอบเขตแก่นแท้ เจ้าจะสามารถดึงอานุภาพที่แท้จริงของการเบิกเนตรศาสตราออกมาได้!"
    เมื่อแสงสีเลือดค่อยๆ จางลง หลินเฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาเยือกเย็นและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ดาบโลหิตสีดำที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นในมือ มันไม่ได้ดูเทอะทะเหมือนดาบปราณทั่วไปในอดีต แต่มันเรียวบาง คมกริบ และแผ่กลิ่นอายความตายที่ทำให้มิติรอบๆ ถ้ำศิลาสั่นสะเทือน
    "สามชิ้นส่วนหลอมรวม... ขาดเพียงอีกสองชิ้น ศาสตราไร้ลักษณ์ก็จะกลับมาสมบูรณ์" หลินเฟยพึมพำด้วยความพึงพอใจ 
    เขาสลายดาบโลหิตกลับเข้าสู่จุดตันเถียน จากนั้นจึงหยิบแหวนมิติที่ยึดมาจากซากศพของเฉินเทียนอี้ออกมา แหวนวงนี้คือคลังสมบัติของตระกูลเฉินทั้งตระกูล มันบรรจุสมบัติและทรัพย์สินมหาศาล ทั้งศิลาวิญญาณระดับสูงนับแสนก้อน คัมภีร์ยุทธ์ระดับสวรรค์ และโอสถวิเศษที่ประเมินค่ามิได้ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหลินเฟยในเวลานี้ไม่ใช่ขุมทรัพย์เหล่านั้น เขากวาดจิตสัมผัสระดับสูงเข้าไปตรวจค้นภายใน และพบกับกล่องไม้สีดำที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดที่สุดในมุมลึกของแหวนมิติ กล่องใบนี้ถูกล้อมรอบด้วยค่ายกลระดับสูงหลายสิบชั้น บ่งบอกว่ามันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเฉินเทียนอี้
    หลินเฟยนำกล่องไม้นั้นออกมา เขาวางมือลงบนกล่องและส่งเจตจำนงกระบี่สะบั้นไร้ลักษณ์เข้าไปตัดขาดโครงสร้างของค่ายกลอย่างง่ายดาย เสียง 'เปรี๊ยะ' ดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่กล่องไม้สีดำจะเปิดออก ภายในกล่องไม่มีคัมภีร์วิเศษหรือยาทิพย์ มีเพียงจดหมายเก่าๆ ฉบับหนึ่งที่ทำจากหนังสัตว์อสูร และป้ายหยกสีเทาหม่นที่สลักตัวอักษรโบราณคำว่า 'ไร้นาม' (无名)
    หลินเฟยขมวดคิ้ว เขาหยิบจดหมายขึ้นมาคลี่ออกอ่าน นัยน์ตาของเขาหดเล็กลงเมื่อกวาดสายตาดูเนื้อความในนั้น
    จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อสิบสองปีก่อน ผู้ส่งไม่ได้ระบุนาม แต่เรียกขานตนเองว่า *'ผู้พิทักษ์แห่งสำนักกระบี่ไร้นาม'* เนื้อความในจดหมายเป็น 'คำสั่ง' ที่ส่งถึงเฉินเทียนอี้ ระบุอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า ให้เฉินเทียนอี้ใช้วิธีใดก็ได้ แทรกซึมเข้าใกล้ชิดกับผู้นำตระกูลหลิน (หลินเทียนหาว บิดาของเขา) และหาทางแย่งชิง 'ชิ้นส่วนโลหะปริศนา' มาให้จงได้ โดยแลกกับการสนับสนุนให้ตระกูลเฉินก้าวขึ้นสู่อำนาจในจักรวรรดิเมฆาสมุทร และกวาดล้างตระกูลหลินให้สิ้นซากเพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วไหล
    ข้อความในบรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า: *"เมื่อใดที่เจ้าค้นพบวิธีเปิดผนึก หรือดึงพลังของชิ้นส่วนนั้นมาได้ จงนำมันมาส่งมอบให้แก่สำนักกระบี่ไร้นาม ณ ยอดเขาหมอกสวรรค์ ดินแดนทางเหนือสุดของทวีป หากทำสำเร็จ เจ้าจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ขุมอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังยุทธภพนี้ และได้รับชีวิตที่เป็นอมตะ"*
    หลินเฟยกำจดหมายในมือจนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง ปราณสีเลือดปะทุขึ้นรอบกายอย่างบ้าคลั่ง หินงอกหินย้อยในถ้ำแตกร้าวและถล่มลงมาด้วยความโกรธแค้นที่ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง ความแค้นที่คิดว่าจบสิ้นไปแล้ว กลับกลายเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง!
    "สำนักกระบี่ไร้นาม..." หลินเฟยแค่นเสียงเย็นชา น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยจิตสังหารที่แปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บ "ที่แท้... เฉินเทียนอี้ก็เป็นเพียงแค่สุนัขรับใช้ที่ถูกส่งมาทำเรื่องสกปรก ผู้บงการที่แท้จริง ผู้ที่ต้องการชิ้นส่วนของศาสตราไร้ลักษณ์ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตระกูลข้าต้องพินาศ คือพวกมันนี่เอง!"
    ป้ายหยกสีเทาที่สลักคำว่า 'ไร้นาม' วางนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเขา มันแผ่กลิ่นอายของพลังวิญญาณที่เก่าแก่ ลึกลับ และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากลิ่นอายของราชวงศ์เมฆาสมุทรหลายเท่า สำนักกระบี่ไร้นามเป็นชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนในบันทึกประวัติศาสตร์ใดๆ ของจักรวรรดิ มันต้องเป็นขุมกำลังเร้นลับที่ซ่อนตัวจากสายตาของโลกภายนอก คอยชักใยและควบคุมความเป็นไปของยุทธภพอยู่เบื้องหลัง
    หลินเฟยลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีเลือดทอประกายแห่งการล่าที่ดุร้ายกว่าเดิม เป้าหมายต่อไปของเขาชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาไม่สนใจว่าสำนักกระบี่ไร้นามจะยิ่งใหญ่ มีอำนาจล้นฟ้า หรือมีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด ในเมื่อพวกมันเป็นต้นเหตุของการนองเลือด เป็นผู้บงการที่พรากครอบครัวของเขาไป เขาก็จะใช้ศาสตราไร้ลักษณ์ในมือ ฟาดฟันยอดเขาหมอกสวรรค์ให้ราบเป็นหน้ากลอง และทวงถามความยุติธรรมด้วยความพินาศ!
    ทว่า ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางเหนือสุดอันแสนอันตราย หลินเฟยรู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องทะลวงผ่านขอบเขตสร้างฐาน ก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้' ให้จงได้เสียก่อน การต่อกรกับขุมกำลังระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังยุทธภพ อาจต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่แท้จริง เขาจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดในแหวนมิติของเฉินเทียนอี้ เพื่อปิดด่านฝึกตนและทะลวงขีดจำกัดของตนเอง
    "รอข้าก่อนเถอะ... สำนักกระบี่ไร้นาม" หลินเฟยเดินก้าวออกจากถ้ำศิลา แสงแดดสาดส่องกระทบใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง สายลมพัดชายเสื้อคลุมสีดำของเขาให้สะบัดพลิ้ว "เมื่อคมกระบี่ของข้าตวัดไปถึงดินแดนของพวกเจ้า พวกเจ้าจะไม่มีวันได้ใช้ชื่อว่า 'ไร้นาม' อีกต่อไป... เพราะมันจะกลายเป็นเพียง 'ความพินาศ' ที่โลกยุทธภพต้องจดจำไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"