การประลองของคู่นี้เป็นไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจแรงระเบิดจากการปะทะกันระหว่าง อัสนีสวรรค์ชำระโลก ของจินเหล่ยหลงและ กงเล็บอสูรทลายภพ ของมารกระดูกขาวพันชั้นทำให้ลานประลองยุทธ์ค่ายกลแปดทิศแทบจะกลายเป็นหลุมยุบขนาดมหึมาฝุ่นละอองหินและไอหมารสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงกรีดผ่าอากาศดังขึ้นอีกครั้งจินเหล่ยหลง ทะยานร่างผ่านกลุ่มควันอาภรณ์สีน้ำเงินขลิบทองของเขาเรืองรองดั่งดวงประทีปท่ามกลางรัตติกาล
เห็นจินเหล่ยหลงประสานดัชนีเป็นรูปดอกบัววงแหวนอัสนีรอบกายพลันแตกตัวออกเป็นมังกรสายฟ้าสีทองขนาดเล็กแปดตัวมังกรเหล่านี้เลื้อยผ่านอากาศด้วยความเร็วเหนือแสงพุ่งเข้าใส่มารกระดูกขาวจากทุกทิศทางเสียงคำรามของอัสนีสวรรค์ดังกึกก้องประหนึ่งสวรรค์พิโรธ
มารกระดูกขาวพันชั้น คำรามลั่นด้วยความแค้นใจมันกางเกราะกระดูกสีขาวหม่นที่งอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ ออกรับการจู่โจมมังกรอัสนีแต่ละตัวเข้าปะทะกับเกราะกระดูกจนเกิดแสงแปลบปลาบและแรงอัดอากาศมหาศาลทุกครั้งที่มังกรตัวหนึ่งสลายไป มันจะทิ้งรอยแตกร้าวลึกไว้บนร่างของมารร้าย
"เจ้าคิดว่าอัสนีเล็กน้อยเหล่านี้จะทำอะไรเกราะกระดูกบรรพกาลของข้าได้หรือ!"มารกระดูกขาวตะคอกพลางสะบัดหัตถ์อสูรปัดป้องมังกรตัวสุดท้ายจนแตกกระจาย
ทว่าจินเหล่ยหลงไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เขาใช้จังหวะที่มังกรสายฟ้าจู่โจมร่างของหู่เหย่พุ่งเข้าประชิดตัวมารร้ายในระยะประชิดด้วย ก้าวย่างอัสนีเคลื่อนย้ายพันลี้ ทิ้งไว้เพียงเงาสีทองนับสิบสายรอบตัวอสูรหมัดของเขาที่ห่อหุ้มด้วยพลังสายฟ้าอัสนีสีทองกระแทกเข้าใส่รอยร้าวบนอกของมารกระดูกขาวครั้งแล้วครั้งเล่าเสียงกระดูกแตกหักดัง กร๊อบ สลับกับเสียงเปรี๊ยะปร้างของสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง
มารกระดูกขาวสะบัดร่างอย่างบ้าคลั่งหนามกระดูกแหลมคมพุ่งออกจากข้อศอกและสันหลังเข้าจู่โจมจินเหล่ยหลงในมุมอับจินเหล่ยหลงต้องบิดกายหลบหลีกอย่างฉิวเฉียดผ้าคลุมสีทองของเขาถูกหนามกระดูกกรีดจนขาดวิ่นแต่เขาก็สวนกลับด้วยฝ่ามืออัสนีที่ทรงพลังกว่าเดิมจนลานประลองที่เคยแข็งแกร่งแตกสลายกลายเป็นเศษหินลอยคว้างกลางอากาศ
การต่อสู้ยืดเยื้อผ่านไปนับร้อยกระบวนท่าทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันรุกรับจนพื้นที่รอบข้างราบพณาสูรจินเหล่ยหลงเริ่มมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก ลมปราณที่เร่งเร้าตลอดเวลาเริ่มทำให้เขาล้าขณะที่มารกระดูกขาวร่างสะบักสะบอมเกราะกระดูกแตกกระจายไปหลายส่วนเผยให้เห็นเนื้อหนังเน่าเปื่อยด้านในที่พันด้วยผ้าพันแผลอักขระลึกลับ
"หึๆๆ... จินเหล่ยหลงเจ้าเก่งมากที่ลากข้ามาถึงจุดนี้ได้" มารกระดูกขาวหยุดชะงักร่างกายที่ดูดุดันกลับลดกลิ่นอายสังหารลงแต่กลับเปลี่ยนเป็นแรงกดดันที่เย็นเยียบจนถึงกระดูกแทน "แต่ข้าบอกเจ้าแล้ว...เจ้าต้องเป็นส่วนหนึ่งของเกราะกระดูกของข้า!"
ทันใดนั้น ผ้าพันแผลที่จารึกอักขระลึกลับสีดำทั่วร่างของมารร้ายพลันคลายตัวออกและขยายยาวออกไปนับร้อยเมตรดั่งหนวดอสูรมันพุ่งเข้าพันธนาการร่างกายของจินเหล่ยหลงไว้ทุกส่วนอย่างรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทันจินเหล่ยหลงพยายามปลดปล่อยอัสนีออกมาเพื่อเผาทำลายผ้าพันแผล แต่กลับพบว่าพลังของเขาถูกอักขระเหล่านั้นสูบกลืนไปจนสิ้น
"วิชาลับอสูร: กลืนกินไขกระดูกพิฆาตวิญญาณ!"มารกระดูกขาวแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
กรงเล็บอสูรทมิฬปักลงบนยอดอกของจินเหล่ยหลงโดยตรงไม่ได้หวังเพียงฉีกกระชากเนื้อเยื่อ แต่เป็นการเปิดทางให้ไอศพสีเทาพุ่งเข้าสู่กระแสเลือดจินเหล่ยหลงเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง เขาได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เหนือคณานับเมื่อไขกระดูกและพลังฝึกปรือที่เขาสั่งสมมากำลังถูกสูบและกระชากออกจากร่างอย่างรุนแรง
"อา... พลังนี้... มันช่างหอมหวานเย้ายวนใจนักฮ่า ฮ่า ฮ่า!" มารกระดูกขาวสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของมันเริ่มฟื้นฟูและเปล่งรัศมีสีเทาที่เข้มข้นขึ้น
ในทางกลับกัน ร่างที่เคยสง่างามของ จินเหล่ยหลง กลับเริ่มเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็วผิวพรรณที่เคยมีรัศมีสีทองกลับกลายเป็นแห้งกรังติดกระดูกดวงตาที่เคยเป็นประกายสายฟ้าพลันมืดบอดและลึกโหล เสียงหัวใจที่เคยเต้นรัวแรงกลับแผ่วลงจนเงียบหายไปร่างที่องอาจล้มลงบนเศษหิน กลายเป็นศพแห้งกรังที่ไร้ซึ่งพลังและชีวิตในที่สุด
มารกระดูกขาวพันชั้นยืนตระหง่านอยู่เหนือซากศพของจอมอัสนีมันชูหัตถ์อสูรขึ้นสู่ฟ้าท่ามกลางเสียงโห่ร้องกัมปนาทของเหล่ามวลมาร"ใครหน้าไหนจะหยุดข้าได้อีก!"
หยางเทียนหง นัยน์ตาคมดุจกระบี่ พลันผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพัก กลิ่นอายพลัง"ชีซิงขั้นกลาง"(เจ็ดดารา) ในร่างระเบิดออกอย่างรุนแรงจนอากาศรอบกายหมุนวนเป็นพายุขนาดย่อมแสงเจ็ดดาวโคจรล้อมรอบร่างเขาอย่างองอาจเขาชี้กระบี่ที่สั่นระริกด้วยความโกรธแค้นไปทางอสูรร้าย
“เจ้ากระดูกปีศาจ! บังอาจสังหารคนของข้าข้าจะบดขยี้เจ้าเอาเถ้ากระดูกมาเซ่นสังเวยคนของข้าให้ได้!”เสียงของหยางเทียนหงดังกัมปนาทสะท้าน
ขณะที่มารกระดูกขาวพันชั้นกำลังจะแยกเขี้ยวตอบโต้ร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำขลับขลิบแดงโลหิต นั่งอยู่บนบัลลังก์ท่ามกลางขุมอำนาจมวลมารก็ขยับกาย เขาคือ หลางเฟิงผู้นำมวลมารที่เข้ามายังศาลทมิฬมหาเทพแห่งนี้ พลังฝึกปรือระดับชีซิงขั้นกลางเขาพ่นลมหายใจที่เป็นไอสีดำทมิฬออกมา พลันหันหน้ามาสบตาหยางเทียนหงด้วยแววตาดูแคลนหญิงสาวในชุดรัดรูปสีม่วงดำที่นั่งอยู่ด้านข้างพลันยกมือปิดปากหัวเราะยั่วอารมณ์“ฮิฮิฮิ”
“หึๆๆ... เจ้าหนูตระกูลหยาง” หลางเฟิงกล่าวเยาะเย้ยน้ำเสียงแฝงด้วยมนตร์ดำที่ทำให้คนฟังถึงกับใจสั่น “หากเจ้าอยากแก้แค้นให้เจ้าชั้นต่ำนั่นนักก็จงขึ้นมาบนเวทีเสียสิ ข้าจะขึ้นไปเล่นกับเจ้าด้วยตนเองจะได้ดูว่าพลังเจ็ดดาราของเจ้านั้น จะสามารถเป็นเพื่อนเล่นกับข้าได้หรือไม่!”
ทันใดนั่นเสียงตุลาการยมทูตเงาดังก้อง ที่บัดนี้ในมือถือดวงวิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งกำลังดิ้นร้นอยู่ในมือตุลาการยมทูตเงา “เห็นแล้วใช่หรือไม่ผลลัพธ์ที่ผู้แพ้ควรได้รับ“ มันพลันประกาศ “ศึกแรก ขุมกำลังแห่งมวลมาร มารกระดูกขาวพันชั้น หู่เหย่เป็นผู้ชนะศึกแรกกกก และข้าขอแจ้งทุกท่านอีกเรื่องหนึ่ง พวกเจ้ามีสิทธิ์ส่งตัวแทนออกศึกได้แค่ไม่เกิน5 คน เท่านั้น โดยพวกเจ้าจะผลัดกันส่งใครภายในพวกเจ้าห้าออกมาสู้ศึกก็ได้ผู้ชนะที่เหลือของกลุ่มใดเยอะที่สุดเป็นผู้ชนะ ฝันวิกาลยาวนานช่างยุ่งเหยิง ฮ่าฮ่า”
หนิวมู่อี้พลันกล่าว “แล้วพวกเรามีแค่ 3 คน”ต้วนผิงอันกล่าว “ก็สู้แค่สามคนก็พอ” มู่อี้กล่าวต่ออีก “พลังระดับฝึกปรือสูงสุดเจ็ดดาราขั้นกลาง จะไหวหรือ? อวิ่นหนิงเจี่ยพลันกล่าว “สู้ไม่ได้ก็ตายเท่านั้นนี่คือชีวิตที่พวกเราเลือกทางเดินแล้วนี่หน่า เอ๋แต่เดี๋ยวก่อนนะ” หนิงเจี่ยดวงตาพลันทอประกายปัญญา ผิงอันและมู่อี้พลันมองหน้ากันไปมา
ได้ยินเสียงของตุลาการยมทูตเงากล่าว “คู่ต่อไปเชิญพวกท่านจับคู่กันเองเลยข้าจะมิยุ่งเกี่ยวใดๆด้วยทั้งสิ้น เชิญ!”
สิ้นเสียงตุลาการยมทูตเงา พลันเห็น ร่างหญิงสาวนางหนึ่งในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจเมฆาเลื่อนลอยก็ร่อนลงมาจากเวหาอย่างนุ่มนวลใบหน้าของนางเรียวเล็กดั่งรูปไข่ ผิวพรรณขาวละเอียดเนียนนุ่มดุจหิมะแรกฤดูดวงตากลมโตสุกใสทอประกายความฉลาดหลักแหลมและแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่สะกดใจผู้พบเห็นริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อดั่งกลีบเหมยดูจิ้มลิ้มรับกับจมูกโด่งรั้นพองามปรากฏกายขึ้นใบหน้าอันงดงาม พลังออร่าของพลังฝึกปรือระดับชีซิง (เจ็ดดารา) ขั้น 1 หมุนรอบกายนางพลันกล่าว “ข้าหลงชิงเสวี่ย ขอท้าประลองเป็นตายกับคนผู้นั่นนางชี้ไปยังขุมอำนาจของมวลมาร
คนผู้นั่นพลันส่งเสียงหัวเราะก้องกังวาน “เหอะๆ” แสยะยิ้มอำมหิตสายตาไล่กวาดตั้งแต่ใบหน้าจิ้มลิ้มลงมายังทรวงอกอวบอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจของนาง"โอ้... หญิงงามข้าเคยได้ยินแต่คำเล่าอ้างว่าบุปผาแห่งราชวงศ์มังกรฟ้านั้นงดงาม แต่ไม่คิดเลยว่ายามมาอยู่ตรงหน้าข้า...เจ้าจะดู 'น่าเด็ดดม' ถึงเพียงนี้"
ใบหน้าขาวเนียนของหลงชิงเสวี่ยเริ่มปรากฏรอยแดงด้วยความโกรธมือที่จับด้ามกระบี่สั่นระริก "เจ้ามารชั่ว! เก็บวาจาสกปรกของเจ้าไว้ใช้ในนรกเถิด!"
ข้าตู้กูมั่วฮั่น ขอทราบนามนางงามน้อยท่านได้หรือไม่ มันหัวเราะร่วนพลางขยับกายเข้าไปใกล้ "ช่างเป็นแมวน้อยที่พยศนัก ดูสิ...ผิวพรรณขาวละเอียดดุจหิมะของเจ้า หากถูกพันธนาการ แล้วลากเข้าไปในกระโจมมวลมารเสียงกังวานใสของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นเสียงคร่ำครวญแบบใดกันหนอ?"
เขากวาดสายตามองไปยังอัญมณีสีแดงบนหน้าผากของนางพลางเลียริมฝีปาก "หากข้าใช้ลิ้นลิ้มรสขณะที่เจ้ากำลังสิ้นแรงอยู่ใต้ร่างข้า ร่างของเจ้าจะหวานล้ำปานใด?อย่าเพิ่งรีบตายเสียก่อนล่ะ ข้าอยากทรมานเจ้า อยากจะรู้ว่าภายใต้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นี้...จะมีความเร่าร้อนซ่อนอยู่เพียงใด!"
หลงชิงเสวี่ยแผดเสียง"เจ้าเดรัจฉาน! ตายเสีย!"หลงชิงเสวี่ยแผดเสียงก้อง อัญมณีสีแดงทรงหยดน้ำบนหน้าผากส่องแสงเจิดจ้าดุจดวงตะวันนางสะบัดแขนเสื้อผ้าไหมขาวอย่างพริ้วไหวปราณกระบี่เหมยเหมันต์นับร้อยสายพุ่งออกจากปลายนิ้วดุจฝนเข็มพิฆาต
ตู้กูมั่วฮั่นไม่ได้หลบหลีกเขาเหวี่ยงกระบี่ศิลาเล่มยักษ์เป็นวงกลมสร้างกำแพงปราณมารสีดำสนิทเข้าปะทะกับปราณกระบี่สีทอง เสียง เคร้ง เคร้ง เคร้ง ดังถี่รัวประหนึ่งหยดน้ำตกกระทบหินเหล็กไฟ"ช่างเป็นฝีมือที่อ่อนโยนนักหญิงงามของข้า! มาให้ข้ากอดสักทีเป็นไร!" ตู้กูมั่วฮั่นผู้นี้คือจอมมารลายอัคคีทมิฬ อสูรผู้แข็งแกร่งระดับชีซิง (เจ็ดดารา) ขั้นที่ 1
กูมั่วฮั่นพุ่งตัวเข้าใส่หญิงสาวประดุจพยัคฆ์ทมิฬกระบี่ศิลาทลายฟ้าฟาดลงมาตรงหน้าด้วยน้ำหนักหมื่นชั่งหลงชิงเสวี่ยเบี่ยงกายหลบด้วยวิชาตัวเบาเกล็ดหิมะต้องลมร่างขาวบริสุทธิ์ของนางพริ้วหลบคมกระบี่ที่เฉียดผ่านไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดคมกระบี่กระแทกพื้นจนลานประลองหินแกร่งแตกกระจายลามไปถึงใต้เท้าของนาง
"หนีเก่งนักนะ!" ตู้กูมั่วฮั่นคำรามรอยสักอักขระมารบนใบหน้าของเขาเริ่มเรืองแสงสีม่วงน่าสะพรึงกลัวเขาเปลี่ยนยุทธวิธีจากการฟาดฟันเป็นการแทงตรงทิ่มกระบี่ยักษ์เข้าหาจุดกึ่งกลางกายของนาง หลงชิงเสวี่ยประสานมุทราเรียก "ปราณมังกรฟ้ากำบัง" วงเวทย์สีทองสลักลวดลายมังกรโบราณปรากฏขึ้นรับการจู่โจมแรงกระแทกทำให้นางต้องถอยร่นไปหลายก้าวผิวพรรณที่ขาวละเอียดเริ่มมีหยาดเหงื่อผุดซึม
นางไม่ยอมตกเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงลำพังหลงชิงเสวี่ยกระโดดขึ้นไปบนอากาศ อาภรณ์ขาวสะบัดพริ้วเผยให้เห็นทรวดทรงอันสง่างามนางชี้กระบี่สั้นในมือลงเบื้องล่าง "มังกรหิมะทะลายภพ!"ปราณมังกรสีเงินยวงพุ่งวนรอบตัวนางก่อนจะทิ้งตัวลงมาดุจดาวตก
ตู้กูมั่วฮั่นเบิกตากว้างเขาชูแขนข้างที่พันผ้าพันแผลขึ้นรับผ้าพันแผลเหล่านั้นคลายตัวออกอย่างรวดเร็วและพุ่งขึ้นไปพันธนาการมังกรสีเงินของนางไว้กลางอากาศ
ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอย่างดุเดือดนับร้อยท่าหลงชิงเสวี่ยใช้ความคล่องตัวรุกฆาตเข้าหาจุดอ่อนที่รอยสักมหาอำนาจบนหน้าของเขาทุกครั้งที่กระบี่ของนางเฉียดผิวของจอมมาร จะเกิดรอยไหม้สีทองขึ้น ในขณะที่ตู้กูมั่วฮั่นพยายามใช้พละกำลังมหาศาลบีบต้อนนางเข้าหามุมอับของลานประลอง
"เจ้าเริ่มหมดแรงแล้วสินะ?"ตู้กูมั่วฮั่นเอ่ยยั่วโทสะ สายตามองไปที่รอยขาดเล็กๆบนอาภรณ์ขาวบริเวณหัวไหล่ของนางซึ่งเผยให้เห็นผิวเนียนนุ่มเขาเลียริมฝีปากอีกครั้งด้วยความกระหาย "มาสิ... มาสู่อ้อมกอดของข้าข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ไปเลย!"
หลงชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือดความอัปยศที่ถูกลวนลามด้วยวาจาผลักดันให้นางเร่งเร้าพลังจากอัญมณีสีแดงบนหน้าผากจนถึงขีดสุด"ข้าจะยอมตาย... แต่จะไม่ยอมให้เดรัจฉานอย่างเจ้าสัมผัสแม้เพียงปลายก้อย!"
จอมมารตู้กูมั่วฮั่นรวบรวมปราณมารไว้ที่กระบี่ศิลาจนมันกลายเป็นสีดำสนิทดุจหลุมดำ"งั้นก็มาลองดูว่า ปราณมังกรของเจ้า กับ กระบี่ทลายฟ้าของข้า ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน!"
เขาทะยานร่างขึ้นและเหวี่ยงกระบี่เป็นแนวราบปลดปล่อยคลื่นพลังมารสีดำรูปพระจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมาเข้าใส่หลงชิงเสวี่ยไม่หลบหนี แต่นางกลับกางแขนออกปล่อยให้รัศมีสีทองจากอัญมณีแผ่ซ่านโอบล้อมทั่วร่างประดุจเกราะแก้วเทพมังกรคลื่นพลังทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดระเบิดแสงสองสีสว่างวาบไปทั่วทั้งบรรพตเทียนซาน
ฝุ่นควันคลุ้งกระจายทั้งสองต่างกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศทาง หลงชิงเสวี่ยคุกเข่าลงกับพื้นลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมแรงขณะที่ตู้กูมั่วฮั่นยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการปักกระบี่ลงกับพื้นหินเลือดสีดำไหลซึมออกจากรอยสักบนหน้าของเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!"จอมมารตะโกนอย่างบ้าคลั่ง "ข้าตัดสินใจแล้ว... ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าทันที จะทรมานให้เจ้าได้ตายช้าๆมันพลันแลบลิ้นเลียริมฝีปาก