34 1-2
ตอนที่53 พวกราชวงศ์โง่ๆ
เซียถงส่ายหน้ามองไปทางฝ่าบาทปั้นหน้าหนึ่งช่างดูไร้เดียงสา
“ข้ามิทราบเพียงเห็นเฒ่าประหลาดท่านนั้นหยิบเข็มเงินขึ้นมาสองสามเล่มจากนั้นก็นำมาปักบนร่างกายของข้า ทันใดนั้นพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินจากสารทิศก็ถูกดูดกลืนผ่านจุดตันเถียนอย่างบ้าคลั่งทำให้รากฐานพลังที่คราแรกยังกรวงเนื่องจากการเลื่อนระดับพลังที่เร็วเกินไปเสมือนถูกเติมเต็มจนรากฐานแน่นหนามั่นคงยิ่ง หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่อสู้ให้แก่ข้าเป็นลำดับถัดมา”
ก็อย่างว่านะนี่น่ะเป็นพล็อตหนังจีนกำลังภายในสมัยใหม่ที่กำลังฮิตฮอตอย่างมากนางเองก็เคยอ่านนิยายดูหนังแนวๆนี้เช่นกันจึงกล่าวแถออกมาได้ราบรื่นเรียบเนียนไร้รอยต่อถึงเพียงนี้
“น่าทึ่งโดยแท้!เฒ่าประหลาดท่านนั้นต้องเป็นเซียนโอสถไม่ผิดแน่นอน!”
ดวงงตาของฝ่าบาทสาดประกายลุกเป็นไฟรีบยื่นเยียดแขนไปคว้ามือเซียถงไว้แน่น กล่าวพร้อมท่าทีตื่นเต้นสุดขีดว่า
“รีบพาข้าไปหาเร็ว!รีบพาข้าไปหาท่านเซียนโอสถผู้นั้น!”
สำหรับเซียนโอสถสักคนทอดสายตาทั่วทั้งทวีปเกรงว่า ยังไม่มีโอกาสได้พบพานต่อให้นำทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีก็ไม่สามารถล่อซื้อใจของคนระดับชั้นนี้ได้แต่อย่างไร โอกาสทองได้มาถึงแล้วหากเขาได้รับโอสถวิเศษที่ได้เซียนโอสถหลอมกลั่นมากับมือเกรงว่าขุมพลังความแข็งแกร่งของเขาต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองถึงสามทวีเท่า!ไม่...ข้าจะไม่มีวันพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด!!
ปฏิกิริยาของเซียถงกลับดูแปลกไปนางขมวดคิ้ยวส่ายหน้าปนแววเขินอายที่ต้องทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง
“หมายความว่าอย่างไร?”
ฝ่าบาทขมวดคิ้วถักแน่นที่เห็นเซียถงทำท่าทางเช่นนี้ใส่เอ่ยถามเสียงขรึมอย่างไม่ค่อยพอใจนักว่า
“หรือเจ้าไม่เต็มใจพาข้าผู้นี้ไปพบ?”
“ไม่ใช่!โปรดอย่าได้เข้าใจหม่อฉันผิดไป!ฝ่าบาทมิใช่หม่อนฉันไม่อยากพาท่านไปพบกับเฒ่าประหลาดท่านั้นแต่หลังจากที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่ข้าเสร็จสรรพเขาก็ออกเดินทางลาจากทวีปเทียนหลางไป ทิ้งทวนเพียงว่า หม่อมฉันจะได้พบเขาอีกครั้งก็ต่อเมื่อหม่อมฉันทะลวงขึ้นขอบเขตราชันย์ม่วง”
เมื่อเห็นสีหน้าการแสดงออกที่ไม่ค่อยพอใจนักของฝ่าบาทเซียถงก็แสร้งปั้นหน้าหวาดกลัวจัด รีบคุกเข่าขอโทษขอโผยปฏิกิริยาตอบสนองดูตื่นตระหนกมากจริงๆแต่สุดท้ายก็ถูกฝ่าบาทเอื้อมมือเข้าไปประคองร่างของนางขึ้นมา
“ไม่เป็นไรไม่เป็นไร เช่นนั้นเถอะ...เจ้าพาทราบหรือไม่ว่าเฒ่าประหลาดท่านนั้นออกเดินทางไปแห่งหนใด?”
ฝ่าบาทจับตัวเซียถงให้ลุกขึ้นยืนดังเดิมเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง
“หม่อนฉันไม่ทราบเฒ่าประหลาดท่านนั้นบอกเพียงว่า จงแข็งแกร่งขึ้นภายในสามปีหากยามนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอ เขาจะกลับมาฝึกปรือข้าและพถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหมดที่มีให้”
เซียถงก้มศีรษะของนางลงเอ่ยตอบกลับไปด้วยความกลัว
อย่างที่กล่าวไปแม้ฝ่าบาทจะไม่เชื่อคำพูดนี้ของนาง แต่จะอย่างไรก็ควรระวังตัวเอาไว้ และที่แน่ๆคือภายในสามปีนี้ เขาไม่สามารถล่วงล้ำหรือลงไม้ลงมือกับนางได้เลยแต่ทันทีที่เลยสามปี...ฮิฮิ ข้ายังต้องกลัวอะไร!
เมื่อได้ยินดังนั้นฝ่าบาทหรี่ตาแคบเสมือนใบดาบเสียลู่ลงบนร่างของเซียถงคลื่นผวนกระแสใหญ่พลุ่งพล่านขึ้นในแก้วตา จับจ้องนางอยู่สักครู่ค่อยเดินกลับมาตบโต๊ะเสียงดัง‘ปัง’หันขวับตะคอกใส่นางด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เจ้ากล้าดีนัก!รู้หรือไม่ว่าการพูดความเท็จกับองค์จักรพรรดิมีความผิดใหญ่หลวงเพียงใด!ต้องการรับโทษทัณฑ์ขั้นรุนแรงกระมัง?”
เซี่ยอี้เฉินที่นั่งอยู่ด้านข้างพลันรู้สึกหวาดผวาขึ้นทันใดสิ่งแรกที่ทำคือ รีบทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าฝ่าบาทก้มกราบศีรษะจรดแทบปลายเท้าอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทส! โปรดระงับโทสะด้วยเถิดฝ่าบาท!”
ยกเว้นแต่เพียงเย่หลีเทียนทั้งคนรับใช้และบรรดาผู้ติดตามทั้งหลายทั้งในและนอกโถงต่างคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียง
เซียถงเองก็คุกเข่าลงกับพื้นเช่นกันประสานมือต่อหน้าฝ่าบาทอยู่เหนือหัว กล่าวน้ำเสียงสั่นคลอราวกับจะร้องไห้ว่า
“ฝ่าบาท!ที่หม่อมฉันพูดทั้งหมดเป็นความจริง!เฒ่าประหลาดบอกว่าภายในสามปีหากข้าทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตราชันย์ม่วงได้เขาจะกลับมารับข้าเป็นลูกศิษย์และถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหมดที่มีให้!”
ฝ่าบาทเรียบนิ่งไปพักใหญ่กำลังพิจารณาคำกล่าวประโยคนี้ของเซียถงสายตาคู่เฉียบคมกวาดตั้งแต่บนใบหน้าจรดปลายเท้าเซียถงพินิจวิเคราะห์อย่างละเอียดลออยามนี้ภายในห้วงความคิดของเขาเต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย
“เมื่อสักครู่เจ้ากล่าวว่าเฒ่าประหลาดได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่เจ้าประมาณหนึ่ง นี่เป็นความจริงรึ?”
ภายในเนื้อเสียงปราศจากร่องรอยความโกรณเกรี้ยวแต่เร้นแฝงไปด้วยความเย้ายวนและแคลงใจอยู่เล็กน้อย
“ไม่ต้องกล่าวถึงจุดตันเถียนของข้าที่รับเข้าคมดาบแทนองค์รัชทายาทจนถูกทำลายฝ่าบาทท่านเคยเห็นใครผู้ใดสามารถยกระดับลมปราณจากขอบเขตเสาหลักเหลืองขึ้นเป็นเสาหลักฟ้าได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่?”
เซียถงเลือกที่จะยิงคำถามกลับไปเป็นแถลงไขข้อสงสัยของฝ่าบาทแทน
ประโยคคำถามนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยย้ำเตือนถึงความจงรักภักดีที่มีอยู่ตลอดมาของเซียถงถึงขั้นเอาตัวไปรับคมดาบมรณะแทนบุตรชายคนโตของเขาแต่ทุกคนพูดที่เอ่ยออกมาล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้นมันมีน้ำหนักมากเพียงพอจนฝ่าบาทอดขมวดคิ้วไตร่ตรองมิได้จริงๆ
มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีใครสักคนสามารถบรรลุถึงขอบเขตเสาหลักฟ้าได้ภายในเวลาแค่สองเดือน ยิ่งไปกว่าระยะสองเดือนที่ว่า จุดตันเถียนของนางยังถูกทำลายสิ้นโดยสมบูรณ์จนกลายมาเป็นคนพิการไร้ลมปราณใดๆ การที่ชะตาชีวิตผงาดสูงเสียดฟ้าได้ในชั่วอึดใจเช่นนี้มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่จะรองรับเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ได้คือ...
นางได้รับถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับบางอย่างจากเซียนโอสถท่านนั้นจริงๆ!
“ฝ่าบาทจะมีสักกี่คนที่ใจกล้าโดดเข้าปกป้องเชื้อองค์รัชทายาทโดยไม่สนความเป็นตาย? ที่หม่อมฉันกล่าวเช่นนี้หาใช่จะอวดอ้างหรือทวงบุญคุณไม่เพียงอยากให้ท่านเห็นว่า ตัวหม่อนฉันจงรักภักดีต่อราชวงศ์ไป๋เพียงใด?”
พอเห็นแววความลังเลก่อตัวขึ้นในดวงตาของฝ่าบาทเซียถงก็เร่งฉวยโอกาสนี้กล่าวเพื่อแสดงจุดยืนออกมา
สิ่งที่เซียถงพูดไปทั้งหมดล้วนแต่เป็นความจริงเซียถงคนเก่าเคยใช้ชีวิตแลกชีวิตเพื่อปกป้ององค์รัชทายาทจริงๆและนางก็เป็นคนไร้เดียงสาพอที่จะหลงเชื่อใจราชวงศ์โง่ๆพวกนี้เช่นกันสิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปคือ เฒ่าประหลาดที่ช่วยนางในยามคับขันแท้ที่จริงแล้วเป็นฮั่วหยางต่างหาก
ฝ่าบาทเหลือบมองเซียถงอยู่ครู่หนึ่งกสายตาหรี่ลงอีกคราอย่างรวดเร็ว เอ่ยถามขึ้นมาปนน้ำเสียงผิดหวังไม่น้อยว่า
“หลังจากนี้สามปีเฒ่าประหลาดท่านั้นจะกลับมาหาเจ้าจริงๆใช่หรือไม่?”
“นั่นเป็นสิ่งที่เขาให้สัญญากับข้าเฒ่าประหลาดบอกแค่ว่า ตัวเขายังมีธุระอีกมากมายล้นมือ ยังไม่มีเวลาว่างสอนสั่งข้าในยามนี้”
เซียถงพยักหน้ายืนยันทั้งนี้ยังไม่ลืมทิ้งคำใบ้ฝากให้คิดกันต่อด้วยว่า หลังจากนี้สามปีเฒ่าประหลาดท่านนั้นยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ต้องการจะถ่ายทอดให้ข้า
“หากวันใดเจ้าบังเอิญพบพานกับท่านผู้นั้นอีกก็จงแนะนำข้าให้แก่อีกฝ่ายด้วย ชั่วชีวิตนี้มีโอกาสได้พบเห็นเซียนโอสถสักครั้งนับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้วจริงๆ”
ฝ่าบาทขจัดชำระความไม่พอใจทั่วใบหน้าและดวงตาทิ้งไปอาสาประคองร่างของเซียถงขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ ก่าอนจะโบกมือเปล่งดังกล่าวขึ้นว่า
“พวกเจ้าทุกคนลุกขึ้น!”
ไม่ว่าสิ่งที่เซียถงกล่าวมาทั้งหมดจะเป็นความจริงหรือไม่แต่ยังอย่างไร แค่สามปีเขาย่อมรอได้อยู่แล้ว และหากถึงตอนนั้น มาค้นพบทีหลังว่านางหลอกตนเอง ก็ค่อยจัดการยังมิสาย
จากนั้นเขาก็กล่าวกับเซียถงว่า
“ในภายภาคหน้า หากเจ้าปรารถนาหรือต้องการสิ่งใดก็จงบอกข้าได้ทุกเมื่อตราบเท่าที่ภายในพระคลังพอมีหลงเหลือ ตัวข้าผู้นี้ย่อมมอบให้โดยไม่ตระหนี่แน่นอน”
เซียถงรีบคุกเข่าเพื่อแสดงความขอบคุณทางด้านฝ่าบาทพยักหน้ามองดูนาง สีหน้าอารมณ์ดูเบิกบานใจเหลือเกินคล้ายว่าความปรารถนาลุล่วง เขาก็ขึ้นเกี้ยวทองคำกลับวังหลวงโดยทันที
เซี่ยอี้เฉินลุกขึ้นยืนพลางปาดเช็ดเหงื่อเย็นอันเปียกชุ่มบนหน้าผากซีดเซียวแผ่นนั้น
เหม่อมองเกี้ยวทองคำของฝ่าบาทเคลื่อนไกลห่างจากออกไปมุมปากเซียถงเชิดกระตุกขึ้นเล็กน้อยร่องรอยความประหม่ากลัวเกรงดั่งก่อนหน้าอันตรธานหายสิ้นไม่มีเหลือปรากฏแววหยิ่งผยองแสนเจ้าเล่ห์เผยขึ้นมาแทน ทุกอย่างดูจะง่ายกว่าที่คิดไว้ทีแรกก็คิดไปว่า การจะรับมือกับฝ่าบาทจะเป็นเรื่องยากเสียกว่านี้ซะอีกนางยกมือไม้ปัดฝุ่นบริเวณหัวเข่า ฮัมเพลงขับร้องพึมพำดูท่าจะอารมณ์ดีเตรียมพร้อมที่จะกลับเรือนพักของนางไป
แต่ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงสายตามืดทมิฬคู่หนึ่งเข้า
เย่หลีเทียนยังคงยืนอยู่ตรงมุมโถงจับจ้องมองนางด้วยสายตาอันเย็นเยียบ ประดุจเดรัจฉายร้ายที่เคลือบคลานอยู่ในเงามืดเพื่อสบโอกาสรอฉกเหยื่ออันโอชา
ภายในใจเซียถงรู้สึกเย็นสะท้านปรายสายตาคู่คมเฉียบสีเย็นไปหนึ่งปราด ก่อนจะหมุนตัวก้าวย่างออกไป แต่ถึงแบบนั้นนางก็ยังสัมผัสได้ชัดแจ้ง ถึงไอความชั่วร้ายที่กำลังจ้องเขม็งอยู่บนแผ่นหลังของนางมันทั้งรู้สึกเหน็บหนาวและสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังของอีกฝ่าย
ครั้งสุดท้ายที่สองเราพบพานเย่หลีเทียนเองก็มองนางด้วยสายตาเกลียดชังคล้ายกัน เพียงว่าแววความเกลียดชังในวันนี้กลับลึกล้ำและเข้มข้นกว่ามากจนเซียถงอดสงสัยมิได้....นี่ข้าไปกลั่นแกล้งมันตั้งแต่ตอนไหน? คิดมาถึงจุดนี้นางก็อดนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก่อนมิได้ ที่ตนพุ่งเข้ารับคมกระบี่ของชายสวมหน้ากากปริศนาจะว่าไปแล้ว ลักษณะการเคลื่อนไหวที่เน้นไปทางลอบโจมตีแบบนั้นจะว่าไปก็มีความคล้ายคลึงกับเย่หลีเทียนอยู่หลายส่วน
เซียถงอดตั้งข้อสงสัยมิได้ภายในใจ