บทที่ 37: บ้านใต้ถุนสูงต้านความชื้น
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องข้ามทิวไม้ของป่าต้องห้ามทอประกายสีทองอร่ามลงบนผืนดินแห่งรัฐอิสระเฮเซลบรุคอากาศในยามเช้ายังคงมีความเย็นสบายและเจือไปด้วยกลิ่นหอมของละอองน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามยอดหญ้า
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนเอามือไพล่หลังอยู่บนลานหินหน้าบ้านที่ปูเรียงอย่างเป็นระเบียบของ 'บ้านหินแกนกลางความร้อน' อันเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านสายตาของอดีตสถาปนิกซีเนียร์ทอดมองออกไปยังพื้นที่ราบกึ่งเนินเขาทาง 'ทิศตะวันออก ' ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พื้นที่บริเวณนั้นถูกปกคลุมด้วยหญ้าสั้นๆและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสลับกันไปมาอย่างร่มรื่น
"ทิศตะวันออก...ทิศแห่งการเริ่มต้นของวันใหม่" อีไลอัสพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม"มันคือทำเลทองที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการจัดตั้ง 'โซนที่อยู่อาศัยความหนาแน่นสูง ' ตามหลักภูมิสถาปัตยกรรม "
เอลดริน ผู้นำกลุ่มเอลฟ์สายช่างทอ และพลพรรคเอลฟ์อีกเก้าชีวิตเดินเรียงแถวเข้ามาหาผู้ใหญ่บ้านตัวน้อยด้วยท่าทีที่ยังคงเต็มไปด้วยความเกรงใจและเคารพเทิดทูนบาดแผลและรอยขีดข่วนจากการหนีตายเมื่อวานได้รับการเยียวยาด้วยสวัสดิการ 'Sanctuary Regen' ของระบบพันธสัญญาผู้อยู่อาศัยจนหายสนิทใบหน้าที่เคยมอมแมมบัดนี้ดูสดใสและงดงามตามแบบฉบับของเผ่าพันธุ์พฤกษา
"อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน..."เอลดรินโค้งคำนับ "พวกเราพร้อมที่จะรับมอบหมายงานแล้วขอรับไม่ทราบว่าวันนี้ท่านจะให้พวกเราไปตัดไม้ กลิ้งหินหรือทำสิ่งใดเพื่อแลกกับอาหารและที่พักพิงหรือขอรับ?"
อีไลอัสหัวเราะเบาๆเขาโบกมือปฏิเสธ "เก็บแรงของพวกนายไว้เถอะเอลดรินวันนี้พวกนายไม่ต้องไปแบกหินหรอก งานใช้แรงงานน่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ 'เครื่องจักรกลหนัก' ประจำไซต์งานของฉันดีกว่า"
สถาปนิกน้อยกวักมือเรียก 'บาร์นีย์' หมียักษ์อสูรรถเครนระดับA ที่กำลังนั่งแทะมันเทศเผาอยู่ให้เดินเข้ามาหา จากนั้นเขาก็กางแผ่นไม้กระดานที่เป็น'พิมพ์เขียวผังเมือง' วางลงบนโต๊ะทำงานช่าง
"ดูนี่นะเอลดริน"อีไลอัสชี้กิ่งไม้ไปที่พื้นที่ทิศตะวันออกบนแผนที่"พื้นที่ตรงนั้นคือโซนที่อยู่อาศัยของพวกนาย ฉันเลือกทิศตะวันออกเพราะมันจะรับแสงแดดยามเช้า แสงแดดอ่อนๆจะช่วยไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรคในตัวบ้าน และเมื่อตกบ่ายบ้านของพวกนายจะร่มรื่นเพราะไม่ต้องรับแสงแดดตะวันตกที่ร้อนระอุ"
เอลดรินและเหล่าเอลฟ์พยักหน้าตามอย่างทึ่งๆ
"และที่สำคัญที่สุดพื้นที่โซนนี้ตั้งอยู่ 'เหนือลม ' " อีไลอัสอธิบายต่อ "ลมธรรมชาติจะพัดผ่านบ้านของพวกนายเป็นด่านแรกพวกนายจะได้รับอากาศบริสุทธิ์จากป่าตลอดเวลาโดยไม่ต้องทนดมกลิ่นจากส้วมหมักชีวภาพที่อยู่ทางทิศเหนือหรือกลิ่นควันจากโซนอุตสาหกรรมที่ฉันจะสร้างทางทิศตะวันตกในอนาคต"
"ท...ท่านคิดเผื่อพวกเราถึงเพียงนี้เชียวรึขอรับ"เอลฟ์สาวคนหนึ่งยกมือทาบอกด้วยความตื้นตัน "แล้ว...ท่านจะให้พวกเราสร้างบ้านหินแบบของท่าน หรือให้ขุดถ้ำอยู่แบบท่านดัสตี้หรือขอรับ?พวกเราไม่มีพละกำลังพอจะยกหินแม่น้ำก้อนใหญ่ๆ ได้หรอกนะขอรับ"
"ใครบอกว่าฉันจะสร้างบ้านหินให้พวกนายล่ะ?"อีไลอัสเลิกคิ้ว
คำตอบนั้นทำเอาพวกเอลฟ์หน้าเจื่อนลงเล็กน้อยหรือว่าผู้ใหญ่บ้านจะให้พวกเขานอนในเพิงกิ่งไม้ชั่วคราวตลอดไป?
"การสร้างบ้านหิน แบบของฉันมันต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน ต้องคำนวณการสลับรอยต่อของหินและต้องใช้พลังงานมหาศาลในการขนย้ายวัสดุ" อีไลอัสอธิบายตามหลักความเป็นจริง"พวกนายมีกันตั้งสิบคน ขืนรอให้ฉันสร้างบ้านหินครบทุกหลังฤดูหนาวคงมาถึงก่อนพอดี และอีกอย่าง... พวกนายเป็นเอลฟ์สายช่างทอสิ่งที่พวกนายต้องการ ไม่ใช่ป้อมปราการหินที่เก็บความร้อน แต่เป็นพื้นที่ที่โปร่งสบายและเอื้อต่อการทำงานต่างหาก"
สถาปนิกน้อยหยิบก้อนถ่านไม้ขึ้นมาวาดโครงสร้างสามมิติลงบนแผ่นกระดานอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วเส้นสายเฉียบคมปรากฏเป็นรูปเป็นร่างของอาคารลักษณะแปลกตาที่พวกเอลฟ์ไม่เคยเห็นมาก่อน
"เพื่อความรวดเร็วและตอบโจทย์วิถีชีวิตของพวกนายฉันจะสร้างสิ่งนี้... 'บ้านไม้กึ่งสำเร็จรูป ยกใต้ถุนสูง '!"
เอลดรินชะโงกหน้ามองแบบแปลนบนกระดานไม้เส้นสายที่ถูกขีดด้วยถ่านนั้นชัดเจนและเป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นแค่ภาพร่างธรรมดาโครงสร้างบ้านทรงสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัดห้าคูณห้าเมตรถูกยกขึ้นเหนือพื้นดินด้วยเสาไม้หลายต้นมีชานระเบียงด้านหน้าและบันไดทอดลงสู่พื้น ลักษณะเรียบง่ายแต่ทุกสัดส่วนดูถูกคิดมาอย่างแม่นยำ
"ยกใต้ถุนสูงหรือขอรับ?"เขาขมวดคิ้ว"ทำไมเราถึงไม่ปูพื้นติดดินไปเลยล่ะขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน? การยกพื้นขึ้นไปบนเสามันดูโคลงเคลงและน่าหวาดเสียวพิลึก"
"นี่คือสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสู้กับสภาพอากาศแบบป่าชื้นโดยเฉพาะ!"อีไลอัสเคาะปลายถ่านลงบนตำแหน่งเสา
"การปูพื้นติดดินคือหายนะสำหรับโครงสร้างไม้!ความชื้นจากผืนดินที่เรียกว่า 'Rising Damp' จะซึมขึ้นมาตามเนื้อไม้ทำให้ไม้ผุพัง เกิดเชื้อรา และทำให้พวกนายป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ!"
ปลายถ่านลากเส้นจากพื้นดินขึ้นไปยังพื้นบ้าน
"แต่เมื่อเรา 'ยกพื้น' ขึ้นจากระดับดินประมาณหนึ่งเมตรครึ่งถึงสองเมตรเราจะตัดขาดความชื้นจากพื้นดินอย่างสิ้นเชิง!พื้นกระดานบ้านของพวกนายจะแห้งสนิทตลอดปี"
เอลฟ์หลายคนเริ่มพยักหน้า
"ข้อดีข้อที่สอง...ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ!" อีไลอัสชี้ไปยังช่องว่างใต้บ้าน
"สัตว์เลื้อยคลานงูพิษ หรือแมลงอันตราย จะไม่สามารถเลื้อยเข้าบ้านพวกนายได้ง่ายๆ อีกต่อไป!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ
"และข้อดีข้อสุดท้าย...ซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับ 'เอลฟ์สายช่างทอ' อย่างพวกนาย!" เขาเคาะลงบนพื้นที่ใต้ถุนในแบบแปลน
"พื้นที่โล่งใต้บ้านหรือ 'ใต้ถุน' จะกลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ชั้นยอด! แสงแดดส่องไม่ถึงทำให้มันร่มรื่นและเพราะมันเปิดโล่งสี่ด้าน จะเกิดลมพัดผ่าน หรือ Cross-Ventilation ตลอดเวลา! มันคือพื้นที่ที่เย็นสบายที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตั้ง 'กี่ทอผ้า' ให้พวกนายได้นั่งทำงานกันอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องเหงื่อตก!"
ดวงตาของเหล่าเอลฟ์สว่างวาบขึ้นทันที
"ท่านผู้ใหญ่บ้าน...ท่านมันอัจฉริยะ!" เอลดรินประสานมือแนบอก
"เลิกชมแล้วเตรียมตัวลงเสาเข็ม!"อีไลอัสตัดบท "ทีมงานเฮเซลบรุค! ปฏิบัติการสร้างหมู่บ้านเอลฟ์เริ่มต้นได้!"
บาร์นีย์มุ่งหน้าเข้าป่าชั้นกลางไปโค่นต้นไม้เนื้อแข็งและแบกท่อนซุงกลับมายังไซต์งานดัสตี้กับพวกตุ่นอสูรเริ่มขุดหลุมและปรับระดับพื้นดินอย่างแม่นยำไพเพอร์บินวนตรวจผังจากมุมสูงเพื่อให้แนวบ้านไม่บดบังทิศทางลมของกันและกัน
เมื่อท่อนซุงถูกนำมากองรวมกันอีไลอัสก็เข้าสู่โหมด 'Prefabrication' ทันที
ปลายนิ้วที่เรืองแสงสีทองลากผ่านเนื้อไม้เปลี่ยนท่อนซุงหยาบให้กลายเป็นเสาหลัก คาน ตงและแผ่นกระดานที่มีขนาดเท่ากันเป๊ะทุกชิ้น ผิวไม้เรียบเนียนกริบสีออกน้ำตาลทองอ่อนอมอำพัน เมื่อสะท้อนแสงแดดแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นราวน้ำผึ้งป่า
"การก่อสร้างแบบกึ่งสำเร็จรูปคือกุญแจของความเร็ว!" เขาสั่งให้ลำเลียงชิ้นส่วนไปยังแต่ละตำแหน่ง
จากนั้น การประกอบร่างก็เริ่มขึ้น!อีไลอัสไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว เขาใช้การเข้าลิ้นไม้ที่แนบสนิท รอยต่อทุกจุดถูกเวทมนตร์ของ[สถาปนิกแห่งพงไพร] เชื่อมประสานจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
ตึง! กึก! วาบ!
โครงเสาและคานถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วพื้นไม้กระดานถูกปูเรียงแน่นสนิท ผนังตีเกล็ดซ้อนกันเป็นชั้นเพื่อกันฝนหลังคาทรงจั่วสูงถูกมุงด้วยตับหญ้าคาหนาทึบสีทองหม่นแซมเขียวอ่อนระบายความร้อนได้ดี
ผ่านไปไม่นาน...บ้านหลังแรกก็เสร็จสมบูรณ์
มันคือบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงขนาดห้าคูณห้าเมตรที่ได้สัดส่วนพอดีตัวบ้านยกสูงจากพื้นดินราวสองเมตร โครงสร้างเสาไม้เนื้อแข็งยังคงเป็นแกนหลักตามแบบแปลนของอีไลอัสแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย
แม้โครงสร้างหลักจะถูกสร้างขึ้นด้วยความแม่นยำแบบงานวิศวกรรมของอีไลอัสแต่ในช่วงเก็บงาน เหล่าเอลฟ์ก็ได้เติม "ตัวตน" ของพวกเขาลงไปเส้นใยพฤกษาถูกนำมาถักพันตามราวระเบียง เสา และขอบชานบ้านอย่างประณีตบางส่วนปล่อยให้ห้อยตัวลงมาอย่างอิสระ เมื่อสายลมพัดผ่านเส้นใยเหล่านั้นก็พลิ้วไหวสะท้อนแสงเป็นประกายละเอียดราวกับตัวบ้านเองกำลังหายใจไปพร้อมกับผืนป่า
เหล่าเอลฟ์ไม่ได้ปล่อยให้เสาและคานคงรูปตรงทื่อแบบงานช่างของมนุษย์พวกเขาใช้ทักษะการถักเส้นใยพฤกษาและการดัดโครงไม้ด้วยแรงมืออันแม่นยำ ค่อยๆทำให้เสาแตกแขนงออกเป็นส่วนโค้งอ่อน ก่อนจะถักประสานกันเป็นโครงรองรับที่แน่นหนารอยต่อที่ควรเป็นเพียงจุดเชื่อม กลับกลายเป็นลวดลายคล้ายใยไหมที่มีชีวิตทั้งสวยงามและแข็งแรงในเวลาเดียวกัน
บันไดไม้ทอดลงจากชานระเบียงด้านหน้าอย่างแข็งแรงราวจับถูกเกลาให้โค้งเล็กน้อยตามสรีระมือชานบ้านกว้างพอสำหรับนั่งพักหรือแขวนเส้นใยที่ทอเสร็จใหม่ๆ ผืนผ้าสีครีมสีเขียวอ่อน และสีทองนวลพลิ้วไหวรับลม
ผนังบ้านเป็นไม้ตีเกล็ดเรียงซ้อนอย่างประณีตสีโดยรวมเป็นโทนน้ำตาลทองอบอุ่น แซมลายเสี้ยน
ไม้ส่วนหลังคาที่เดิมทีถูกออกแบบให้เป็นทรงจั่วสูงตามหลักการระบายความร้อนได้ถูกปรับรูปทรงโดยเหล่าเอลฟ์ให้โค้งพุ่งขึ้นอย่างอ่อนช้อยเส้นโครงไม้ด้านบนบิดตัวเล็กน้อยราวกับกิ่งไม้ที่เติบโตรับแสงแดดแล้วถักประสานเข้าด้วยกันเป็นสันหลังคาที่พลิ้วไหวเป็นธรรมชาติตับหญ้าคาที่มุงทับลงไปเรียงตัวตามแนวโค้งนั้นเมื่อสะท้อนแสงยามเช้าจึงดูราวกับหลังคาทั้งผืนกำลังไหลไปกับแสงสีทองอย่างเงียบงาม
แต่จุดที่โดดเด่นที่สุดคือ 'ใต้ถุน'
ใต้ถุนไม่ได้มีเพียงกี่ทอผ้าตั้งเรียงเท่านั้นแต่ยังเต็มไปด้วยเส้นใยหลากสีที่แขวนพาดระหว่างเสาไม้ที่ถักโค้งเข้าหากันแสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของโครงสร้างด้านบนตกกระทบลงบนเส้นใยเหล่านั้นเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวหยดแสงที่ถูกถักทออยู่กลางอากาศลมที่พัดผ่านอย่างต่อเนื่องทำให้ทั้งพื้นที่ดูมีชีวิต ไม่ใช่เพียงเวิร์กสเปซแต่เป็นหัวใจของบ้านอย่างแท้จริง
มันคือเวิร์กสเปซที่สมบูรณ์แบบบ้านหนึ่งหลังพักได้สองคนอย่างพอดี ชั้นบนสำหรับอยู่อาศัย ชั้นล่างสำหรับทำงานทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างมีเหตุผล
และไม่นาน...บ้านใต้ถุนสูงขนาดห้าคูณห้าเมตรจำนวนห้าหลังก็สร้างเสร็จสมบูรณ์เรียงรายอยู่ในโซนที่2 ทางฝั่งทิศตะวันออกถัดจากสะพานหินแต่ละหลังเว้นระยะพอเหมาะ รับลมจากป่าได้เต็มที่
หลังคาหญ้าคาสีทองหม่นเรียงตัวท่ามกลางเรือนยอดไม้สีของไม้และผืนผ้ากลมกลืนกับธรรมชาติอย่างนุ่มนวล
กลิ่นไม้สดใหม่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณเหล่าเอลฟ์ยืนมองบ้านใหม่ของตนอย่างเงียบงัน นี่ไม่ใช่เพียงที่พักชั่วคราว
แต่มันคือ "บ้าน" ที่แห้งปลอดภัย เย็นสบาย และเหมาะกับวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง
และในเช้าวันนั้น...หมู่บ้านเอลฟ์แห่งแรกของเฮเซลบรุคก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
"บ้านเสร็จแล้ว...ทีนี้ก็มาถึงหัวใจหลักของการทำงานของพวกนาย" อีไลอัสปาดเหงื่อเดินเข้าไปในร่มเงาใต้ถุนบ้านของเอลดริน "ฉันอยากรู้ลักษณะของ 'กี่ทอผ้า ' ที่พวกนายใช้ทอผ้าไหมเวทมนตร์มันมีโครงสร้างยังไง?"
เอลดรินที่กำลังลูบคลำเสาบ้านด้วยความหลงใหลรีบอธิบายทันที "กี่ทอผ้าของพวกเราเป็นโครงไม้ขนาดใหญ่ขอรับท่านผู้ใหญ่บ้านมันประกอบไปด้วย 'คานม้วนด้ายยืน', 'ฟืม ' สำหรับกระทบเส้นด้าย,และ 'ตะกอ ' สำหรับแยกลายด้าย...แต่เครื่องมือของพวกเราถูกไฟป่าเผาไปหมดแล้ว การจะสร้างใหม่ให้ได้สมดุลนั้นต้องใช้ช่างไม้ฝีมือดีและเวลาแรมเดือนเลยขอรับ"
"เวลาแรมเดือนงั้นเหรอ?ชักช้าไม่ทันการ! ฉันทนใส่เสื้อผ้ากระสอบคันๆนี่มานานเกินพอแล้ว!" อีไลอัสกอดอก"แค่หลักการทำงานของฟันเฟืองและกลศาสตร์พื้นฐาน...ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก!"
สถาปนิกน้อยผู้ซึ่งมีพื้นฐานวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรมอย่างแน่นปึ้กหลับตาลงประมวลผลโครงสร้างของกี่ทอผ้าในหัว การทำความเข้าใจระบบ 'เส้นด้ายยืน ' และ 'เส้นด้ายพุ่ง ' ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่เคยคำนวณการรับน้ำหนักของตึกระฟ้า
อีไลอัสเรียกบาร์นีย์ให้เอาไม้เนื้อแข็งชั้นดีที่เหลืออยู่มาให้เขาใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเพิ่มความละเอียดอ่อนในระดับ'มิลลิเมตร'
ฟี๊ดดด... กึก!
ปลายนิ้วสีทองเฉือนเนื้อไม้และดัดแปลงรูปทรงอย่างวิจิตรบรรจงเขาสร้างฟันเฟืองไม้ที่ขบกันอย่างสมบูรณ์แบบ สร้างแกนหมุนที่ลื่นไหลไร้แรงเสียดทานและที่น่าทึ่งที่สุดคือ เขาได้ทำการ 'อัปเกรด' นวัตกรรมเข้าไปด้วย!
"กี่ทอผ้าแบบดั้งเดิมมันช้าไปฉันเสริมระบบกลไกแบบกึ่งอัตโนมัติเข้าไปให้!"อีไลอัสประกอบชิ้นส่วนสุดท้ายเข้าด้วยกัน เกิดเป็น 'กี่ทอผ้าขนาดใหญ่'ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางใต้ถุนบ้าน"ฉันเพิ่มกลไกคันโยกที่เชื่อมต่อกับตะกอ เมื่อพวกนายเหยียบแป้นเหยียบด้านล่างตะกอจะสลับขึ้นลงเองอย่างลื่นไหล และฉันได้ออกแบบ 'กระสวยไม้' ให้มีน้ำหนักสมดุลสุดๆพุ่งผ่านช่องด้ายได้เร็วขึ้นสองเท่า!"
เอลดรินและช่างทอเอลฟ์สาวคนหนึ่งรีบก้าวเข้าไปลูบคลำกี่ทอผ้าที่อีไลอัสเพิ่งสร้างเสร็จผิวสัมผัสของไม้นั้นเรียบเนียนยิ่งกว่าผ้าไหมกลไกแป้นเหยียบทำงานตอบสนองทันทีที่ปลายเท้าแตะลงไปโดยไม่ต้องออกแรงฝืนเอลฟ์สาวทดลองขยับฟืมกระทบด้ายสมมติ เสียงกลไกไม้กระทบกันดังกังวานใสปิ๊งบ่งบอกถึงความสมมาตรและสมดุลที่ไร้ที่ติ
"ท...เทพบิดร! นี่มัน...นี่มันยอดเยี่ยมกว่ากี่ทอผ้าที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเราเสียอีก!" เอลดรินน้ำตาคลอเบ้า"กลไกมันเบาแรงมาก! ด้วยเครื่องนี้พวกข้าสามารถทอผ้าไหมพฤกษาได้เร็วกว่าเดิมและประณีตกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยขอรับ!"
"ฉันทำสัญญากับพวกนายแล้วไงว่าจะให้สิ่งที่ดีที่สุด แลกกับเสื้อผ้าที่นุ่มที่สุด" อีไลอัสยิ้มกริ่ม"ฉันจะสร้างกี่ทอผ้าแบบนี้ไว้ใต้ถุนบ้านทุกหลังพวกนายมีหน้าที่แค่ปั่นฝ้ายและทอผ้าให้เต็มที่ แดดร่มลมตก อากาศถ่ายเทสบายการทำงานในโซนทิศตะวันออกนี่แหละคือสวรรค์ของช่างทอ!"
เหล่าเอลฟ์โห่ร้องด้วยความดีใจพวกเขากอดกันกลมและกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ใต้ถุนบ้านความสิ้นหวังจากการสูญเสียหมู่บ้านเดิมถูกชะล้างไปจนหมดสิ้น พวกเขาได้ค้นพบ 'บ้าน' ที่แท้จริงแล้ว
"เดี๋ยวก่อน!การตั้งรกรากยังไม่เสร็จสมบูรณ์!" อีไลอัสตบมือเรียกสติทุกคน "อารยธรรมที่ปราศจากสุขอนามัยคืออารยธรรมที่รอวันล่มสลาย!"
“ในเมื่อรัฐอิสระเฮเซลบรุคของเรามี‘ระบบประปาแรงโน้มถ่วง’ ที่สมบูรณ์แบบแล้ว...เราจะไม่สร้างส้วมหลุมนอกบ้านให้เดินตากยุงตอนกลางคืนอีกต่อไป!โครงการบ้านพักเอลฟ์ของเรา จะต้องล้ำหน้าไปอีกขั้น...
วันนี้เราจะสร้าง ‘ห้องน้ำในตัว ’ ที่มีระบบชักโครกตักราด!” คำประกาศนั้นทำเอาเอลดรินและกลุ่มเอลฟ์ช่างทอถึงกับเบิกตากว้าง หูแหลมๆของพวกเขาลู่ลงด้วยความตกใจและหวาดระแวง “หะ...ห้องน้ำในตัวบ้านเลยหรือขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!?” เอลดรินร้องเสียงหลงรีบยกมือขึ้นปิดจมูกตัวเองล่วงหน้า
“แต่... แต่พวกเราชาวเอลฟ์มีประสาทสัมผัสการดมกลิ่นที่ไวมากนะขอรับขืนขับถ่ายในบ้านกลิ่นของมันจะไม่คลุ้งไปติดเส้นไหมและที่นอนจนเน่าเหม็นไปหมดหรือขอรับ?” ฟินน์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ใช่เจ้านาย!ขนาดบาร์นีย์ไปอึนอกบ้าน กลิ่นยังลอยตามลมมาเลย ขืนเอามาไว้ในบ้านฉันยอมกลั้นหายใจตายดีกว่า!” “นั่นมันเป็นเพราะพวกนายยังไม่รู้จักสุดยอดนวัตกรรมแห่งวิศวกรรมสุขาภิบาล ไงล่ะ!” อีไลอัสหัวเราะร่วนอย่างมีเลศนัย
เขาหยิบกระบอกไม้ไผ่ขนาดกลางขึ้นมาหนึ่งท่อนจากนั้นก็เรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว แทนที่จะผ่าหรือทะลวงปล้องเหมือนที่เคยทำคราวนี้อีไลอัสสั่งการให้เส้นใยของไม้ไผ่ ‘อ่อนตัวและโค้งงอ’ทรงกระบอกไม้ไผ่ที่เคยตรงแหน่ว ค่อยๆบิดตัวโค้งงอจนกลายเป็นรูปตัวยู ที่ดูสมมาตร“ดูนี่ให้ดีนะทุกคน! นี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ห้องน้ำในบ้านเป็นสวรรค์ที่ไร้กลิ่น...สิ่งนี้เรียกว่า ‘คอห่านท่อดักกลิ่น ’ !” อีไลอัสชูท่อไม้ไผ่รูปตัวยูขึ้นสูง อธิบายด้วยความภาคภูมิใจ “เมื่อพวกนายทำธุระเสร็จ และใช้น้ำประปาตักราดลงไป น้ำส่วนหนึ่งจะถูก ‘ขัง’ อยู่ตรงส่วนโค้งด้านล่างนี้เสมอ!น้ำที่ขังอยู่นี้จะทำหน้าที่เป็น ‘กำแพงน้ำ ’ บล็อกก๊าซไข่เน่าและกลิ่นเหม็นทั้งหมดจากบ่อเก็บของเสียด้านนอกไม่ให้พัดตีกลับขึ้นมาตามท่อได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์!”
เอลดรินจ้องมองท่อโค้งงอนั้นด้วยความทึ่ง“แค่ใช้น้ำขังไว้... ก็ปิดกั้นกลิ่นได้หมดจดเลยหรือขอรับ? ช่างเป็นภูมิปัญญาที่เรียบง่ายแต่ล้ำลึกยิ่งนัก!” “แต่ของเสียมันไม่ได้หายไปไหนนี่เจ้านายแล้วเราจะเอามันไปไว้ไหนล่ะ?” ฟินน์เอียงคอถาม
“นั่นคือหน้าที่ของแผนกวิศวกรรมโยธา!” อีไลอัสหันไปหาตุ่นอสูร“ดัสตี้! ฉันต้องการให้ทีมของนายไปขุด ‘บ่อเกรอะและบ่อซึม ’ เอาไว้ที่ขอบนอกสุดของโซนทิศใต้(ทิศใต้ของโซน R) ห่างจากบ้านพักเอลฟ์ไปอย่างน้อยห้าสิบเมตร!และต้องอยู่ต่ำกว่าระดับลำธารด้วย ห้ามของเสียซึมลงแหล่งน้ำเด็ดขาด!” “รับทราบครับบอส! ขุดโพรงบำบัดของเสียใต้ดินลึกๆ ไกลๆกลิ่นไม่มีทางเล็ดลอดแน่นอน!” ดัสตี้ตะเบ๊ะรับคำสั่งก่อนจะพาลูกน้องมุดดินหายไปอย่างรวดเร็ว
“บาร์นีย์! แกคอยรับท่อไม้ไผ่จากฉันลากมันฝังดินให้ลาดเอียงลงไปเชื่อมกับบ่อเกรอะที่ดัสตี้ขุดไว้!” การก่อสร้างระบบสุขาภิบาลยุคโมเดิร์นดำเนินไปอย่างรวดเร็วอีไลอัสออกแบบห้องน้ำเล็กๆ ไว้ที่มุมด้านหลังของบ้านเอลฟ์แต่ละหลังเขาต่อท่อแยกย่อยจาก 'ระบบประปาแรงโน้มถ่วง' ให้ไหลเข้ามาพักไว้ใน 'อ่างหินขนาดเล็ก ' ภายในห้องน้ำ พร้อมกับวางกระบวยไม้ไว้ข้างๆ
เมื่อประกอบฐานที่นั่งขับถ่ายไม้กระดานเข้ากับท่อคอห่านไม้ไผ่ด้านล่างเสร็จสิ้นระบบ 'ชักโครกตักราด ' ฉบับสถาปนิกต่างโลกก็พร้อมใช้งาน เอลดรินและกลุ่มเอลฟ์เดินเข้ามาสำรวจภายในห้องน้ำแห่งใหม่พวกเขาทดลองตักน้ำจากอ่างหินราดลงไปในโถไม้ น้ำไหลวนลงไปอย่างรวดเร็วและทิ้งน้ำสะอาดกักขังไว้ที่ก้นคอห่านอย่างพอดิบพอดี ไร้ซึ่งกลิ่นอับไร้ซึ่งแมลงวันรบกวน มีเพียงเสียงน้ำไหลและกลิ่นหอมของไม้สนที่ถูกนำมาบุผนัง
“สวรรค์...นี่มันยิ่งกว่าเวทมนตร์ชำระล้างของราชวงศ์เอลฟ์เสียอีก...” เอลดรินลูบคลำอ่างหินใส่น้ำด้วยมือที่สั่นเทาน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอเบ้า “ท่านผู้ใหญ่บ้านไม่เพียงแต่มอบที่พักพิง...แต่ท่านยังมอบ 'ศักดิ์ศรี' และความสะดวกสบายที่พวกเราไม่เคยกล้าฝันถึงให้ด้วย!”อีไลอัสยืนกอดอกพิงกรอบประตู รอยยิ้มอิ่มเอมใจปรากฏบนใบหน้า
“นี่แหละคือมาตรฐานการครองชีพ ขั้นต่ำของรัฐอิสระเฮเซลบรุค”สถาปนิกน้อยประกาศอย่างภาคภูมิ “ตราบใดที่พวกนายทอผ้าไหมชั้นดีให้ฉันได้...ฉันก็จะเนรมิตเมืองที่ทำให้พวกนายไม่อยากย้ายไปไหนอีกเลยไปตลอดชีวิต!”
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงโซนที่อยู่อาศัยทิศตะวันออกก็เสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่บ้านใต้ถุนสูงห้าหลังตั้งตระหง่านรับแสงสะท้อนยามเย็นใต้ถุนบ้านมีกี่ทอผ้าที่พร้อมสำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและมีระบบสุขาภิบาลที่สะอาดสะอ้านรองรับ
อีไลอัสยืนมองผลงานของตัวเองด้วยความอิ่มเอมใจความปวดหลังจากการทำงานหนักตลอดทั้งวันคุ้มค่าทุกวินาทีเมื่อได้เห็นรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความสุขของเหล่าเอลฟ์
และไกลออกไปทางทิศตะวันตก เรือนยอดของต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขยังคงแผ่กิ่งก้าน มองดูหมู่บ้านเอลฟ์แห่งใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น ราวกับเป็นพยานเงียบของการเติบโตครั้งนี้
"เอาล่ะเอลดริน" อีไลอัสหันไปหาผู้นำเอลฟ์ "บ้านพร้อม กี่ทอผ้าพร้อม...ทีนี้ก็ตาพวกนายแล้วนะ ฉันขอ 'ผ้าไหมพฤกษา ' ที่นุ่มที่สุด ระบายอากาศดีที่สุด เอามาตัดชุดนอนให้ฉันสักสองสามชุดเป็นการเบิกฤกษ์หน่อยนะ!"
"ด้วยความยินดีอย่างยิ่งขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!"เอลดรินคุกเข่าลง แววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น"พวกข้าจะทุ่มเทฝีมือทั้งหมดที่มี ถักทอเส้นใยแห่งความภักดีนี้เพื่อสร้างชุดที่คู่ควรกับความยิ่งใหญ่ของท่านให้จงได้!"
ค่ำคืนแรกในบ้านหลังใหม่ของเผ่าเอลฟ์เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคก้าวข้ามผ่านการเป็นเพียงที่พักพิงของเด็กและสัตว์อสูรสู่การเป็น 'มหานคร'ที่มีประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีระบบระเบียบและผาสุกการปฏิวัติวงการสิ่งทอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และอีไลอัส...ก็กำลังจะได้บอกลาชุดกระสอบคันๆ เสียที!
ทว่าก่อนจะเอนกายลงบนฟูกหญ้าคาในคืนนี้วิญญาณสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบของอีไลอัสสั่งการว่าเขายังมีภารกิจสุดท้ายที่ต้องจัดการให้ลุล่วงนั่นคือการสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นดั่งอารยธรรมสูงสุดของมนุษยชาติไว้ในบ้านหินแห่งนี้
"ในฐานะผู้ใหญ่บ้านฉันคงทนออกไปเข้าส้วมรวมที่ต้องคอยลุ้นว่าบาร์นีย์จะลืมโรยขี้เถ้าหรือเปล่าไม่ไหวแน่ๆ"อีไลอัสพึมพำขณะเดินไปที่ผนังด้านหลังของบ้านหินซึ่งหันเข้าหาหน้าผา
เขาเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ทันทีแสงสีทองตวัดวาดลงบนกำแพงหินแกรนิตด้านทิศเหนือสถาปนิกน้อยสั่งการให้ก้อนหินแม่น้ำเคลื่อนตัวเปิดช่องว่างเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ใหม่เขาลงมือก่อผนังหินยื่นออกไปจากตัวบ้านหลักอีกสองคูณสองเมตร (2x2 m.) พื้นที่สี่ตารางเมตรนี้อาจจะดูเล็กในเชิงพาณิชย์แต่มันคือขนาดที่พอเหมาะที่สุดสำหรับห้องน้ำส่วนตัวสไตล์มินิมอล
อีไลอัสไม่ได้แค่ก่อกำแพงล้อมรั้วแต่เขางัดเอาวิศวกรรมสุขาภิบาลที่เพิ่งทำให้พวกเอลฟ์มาอัปเกรดให้ตัวเอง
"เริ่มจากระบบท่อน้ำทิ้ง..."เขาใช้ปลายนิ้วเจาะรูที่พื้นหินให้มีความลาดเอียง ที่แม่นยำมุ่งตรงลงสู่บ่อเกรอะใต้ดินที่ดัสตี้แอบขุดเตรียมไว้ให้ไกลออกไปด้านล่างเนินดินเขาประกอบ 'คอห่านไม้ไผ่รูปตัวยู ' เข้ากับฐานที่นั่งไม้สนที่ขัดจนเนียนกริบดุจหินอ่อนน้ำสะอาดส่วนหนึ่งถูกเติมลงไปจนเต็มโค้งท่อ กลายเป็น 'กำแพงน้ำ'ที่ป้องกันกลิ่นย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผนังด้านในห้องน้ำถูกบุด้วยแผ่นไม้ซีดาร์ป่าที่ให้กลิ่นหอมผ่อนคลายเมื่อโดนความชื้นอีไลอัสยังต่อท่อแยกย่อยจากระบบประปาแรงโน้มถ่วงให้ไหลเข้ามาพักในอ่างหินขนาดจิ๋วที่มุมห้องพร้อมกับทำช่องหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ ที่มองออกไปเห็นหน้าผาหินเพื่อรับแสงนวลๆในตอนเช้า
"เรียบร้อย...ชักโครกตักราดฉบับวีไอพี" อีไลอัสปาดเหงื่อพลางมองดูผลงานด้วยความฟิน
บัดนี้บ้านหินของเขากลายเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในป่าต้องห้ามไม่ต้องกังวลเรื่องการวิ่งฝ่าลมหนาวไปเข้าส้วมหลุมด้านนอก และไม่ต้องเสี่ยงกับการ 'เหยียบระเบิดชีวภาพ' ของบาร์นีย์ที่อาจจะทิ้งไว้ตามทางเดินอีกต่อไปนี่แหละคือรสชาติของชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่สถาปนิกอย่างเขาโหยหา...ชีวิตที่มีบ้านมั่นคง และมีห้องน้ำที่สะอาดระดับมาตรฐานสากล!