*** แถมให้1 ตอนวันหยุดนะครับขอให้ทุกคนพักผ่อนอย่างมีความสุข นิยายแต่ละตอน 10 หน้ากระดาษ A4 Font 16 นะครับ ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ขนาดมาตรฐานเลยครับ”
ลักษณ์มังกรสีม่วงกระแทกร่างของเพชรคีรีอย่างรุนแรงจนปราณคุ้มครองร่างกายแตกสลายย เขากระอักเลือดออกมานับสิบครั้งถอยหลังกรูดจนล้มลงตรงนั้น
‘เวรแล้วลืมไปว่าเราฝึกเพลงหมัดเทพอสูร’
ไตรภพคิดในใจ เขาลืมตระหนักถึงความหนาแน่นของพลังลมปราณที่มากกว่าผู้อื่นสิบเท่าจากผลลัพธ์จากการฝึกฝนเพลงหมัดเทพอสูรแม้ระดับลมปราณของเขาและเพชรคีรีจะห่างกันสองขั้นแต่เขาก็สามารถใช้พลังลมปราณสยบเพชรคีรีได้ยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ลักษณ์จากพลังลมปราณต่อสู้กับผู้บ่มเพาะจึงไม่รู้ถึงความรุนแรงของอานุภาพ แม้การต่อสู้ความช่วงชั้นลมปราณเขาจะทำได้ในอดีตแต่อานุภาพคงไม่เท่าภาพเบื้องหน้า ที่กระบวนท่าเดียวทำให้คู่ต่อสู้ปางตายเช่นนี้
“หัวหน้า”
เพชรอุมารีบไปคองร่างของเพชรคีรีเลือดโชกไปทั้งตัว หายใจโรยรินพร้อมที่จะจากไปทุกเมื่อ น้ำตาเธอไหลออกมาหัวหน้าเป็นเหมือนพ่อซึ่งเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็ก ๆเธอจึงไม่อาจจะหักห้ามใจเห็นเขาตายไปต่อหน้าได้
“กะ แก”
ฟึบ
เพชรอุมาถลึงตาไปมองไตรภพด้วยความแค้นเคืองซัดเข็มพิษไปมากกว่าสิบเล่ม หมายจะแก้แค้นให้กับเพชรคีรี ร่างกายเธอทะยานเข้าหาไตรภพด้วยพลังเต็มสิบส่วน
“เดี๋ยวก่อน! ฉันไม่อยากจะทำผู้หญิงเท่าไหร่หรอกนะ”
ไตรภพได้แต่หลบเลี่ยงเข็มพิษที่ซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่องลอบมองร่างเพชรคีรีด้วยความรู้สึกผิดอันที่จริงเขาไม่ต้องการจะเล่นงานหนักขนาดนั้น
เปรี้ยง
ไตรภพเคลื่อนที่มาด้านหลังเพชรอุมาซัดฝ่ามือเบา ๆ ไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็เพียงพอให้เพชรอุมาล้มลงทันทีไม่อาจจะยืนหยัดได้
ไตรภพเดินช้า ๆไปยังร่างของเพชรคีรี ที่ยังคงนอนก้มหน้า ศีรษะยกขึ้นมามองเพชรอุมาล้มลงเขาพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายกลับไม่ทำตามที่สั่ง มือทั้งสองข้างกำพื้นหญ้าด้วยความคับแค้นใจ
“อะอย่าทำหัวหน้า”
“ขอร้อง”
“นายท่านอย่าทำหัวหน้า”
เสียงสามเสียงประสานกันเมื่อเห็นไตรภพเดินไปที่เพชรคีรี เป็นเสียงของเพชรอุมา เพชรกล้า และเพชรสมิงพวกเขาทิ้งศักดิ์ศรีทั้งปวงอ้อนวอนชายหนุ่ม
“หืม”
ไตรภพหรี่ตามองทั้งสามคนในใจรู้สึกชื่นชม ดูท่าทางพวกเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนักเขาตัดสินใจเดินกลับหลัง มองทั้งสามคนด้วยสายตาสลับไปมา
“ถ้าพวกแกทั้งสามคนยอมติดตามฉันภักดีต่อฉัน ฉันจะไม่ฆ่าหัวหน้าแก ทั้งยังจะให้โชควาสนาอันสูงสุดด้วย”
ไตรภพตัดสินใจเสนอทางรอดให้แก่พวกเขาอันที่จริงด้วยนิสัยที่ซื่อสัตย์และภักดีต่อเพชรคีรีทำให้ไตรภพอยากจะได้ทั้งสี่คนมาเป็นลูกน้อง
“ดะ ได้ถ้าคุณยอมปล่อยหัวหน้าไป”
“ฉันก็ยินยอมขอเพียงปล่อยหัวหน้า”
“ผะ ผมด้วย”
สรรพนามการเรียกไตรภพเปลี่ยนไปทันทีชายหนุ่มเดินไปเบื้องหน้าเพชรกล้าและเพชรสมิง ใช้มือทาบไปบริเวณศีรษะของทั้งคู่
“ฉันไม่เชื่อแค่คำพูดลมปากหรอกนะหลับตาซะ ทำใจยอมรับ ไม่เช่นนั้นฉันจะฆ่าหัวหน้าพวกแก”
ทั้งเพชรกล้าและเพชรสมิงเมื่อเห็นชายหนุ่มเอามือมาทาบศีรษะพวกเขาคิดว่าชายหนุ่มจะทำร้ายเขา จึงพยายามต่อต้าน แต่เมื่อได้ฟังคำพูดของชายหนุ่มจึงลดการต่อต้านลง เนื่องจากกลัวว่าไตรภพจะสังหารเพชรคีรี
“อ้ากกกกกกก”
ไตรภพแผ่พุ่งพลังลมปราณผ่านมือทั้งสองข้างไปยังทั้งสองคนใช้วิชา ‘สัญญาประทับทาสนิรันดร์’ ที่เคยใช้กับจักรภพและปรีชา การประทับทาสเช่นนี้ผู้ถูกประทับต้องยินยอมทั้งกายและใจ มิเช่นนั้น จะไม่สามารถบังคับให้ทำสัญญาได้
“เรียบร้อยจากนี้ไปพวกแกทั้งสองคนคือคนของฉัน หากคิดคดทรยศ เพียงแค่ความคิดของฉันร่างของพวกแกจะตกตายลงทันที”
เพชรกล้าและเพชรสมิงลองที่จะใช้ความคิดแง่ร้ายกับไตรภพผลลัพธ์กลับกลายเป็นพวกเขาดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
“อยากลองของ ?ฮ่า ๆ เอาหละ ถึงตาเธอแล้ว”
ไตรภพประทับสัญญาทาสนิรันดร์ลงบนศีรษะของเพชรอุมาเธอไม่ได้ขัดขืนใด ๆ เนื่องจากเห็นผลลัพธ์จากเพชรกล้าและเพชรสมิงแล้ว เพียงห้านาทีไตรภพได้ประทับสัญญาทาสนิรันดร์ถึงสามคน
“เห็นแก่ความภักดีฉันจะรักษาเขา”
ไตรภพเดินไปเบื้องหน้าเพชรคีรีแผ่พุ่งพลังลมปราณเข้าไปในร่างกาย ชักนำลมปราณที่ยุ่งเหยิงให้กลับมาเป็นปกติก่อนที่จะหยิบเม็ดยาจากกระเป๋า ป้อนเข้าปากเพชรคีรี
“ทำใจให้สงบอดทนกับความเจ็บปวดไว้”
ร่างกายของเพชรคีรีแม้จะบาดเจ็บสาหัสยังไม่เจ็บปวดเท่าฤทธิ์ของเม็ดยา เขาได้แต่อดทนตามคำพูดของชายหนุ่มระยะเวลาผ่านไปประมาณสิบนาที ร่างกายของเขาก็เริ่มจะฟื้นตัว
“อย่าพึ่งลุกขึ้น”
ไตรภพเอ็ดเพชรคีรีที่กำลังจะประคองตัวเองลุกยืนขึ้น เขากดไหล่เพชรคีรีลงถ่ายทอดพลังลมปราณชักนำเม็ดยา เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
“หะ หายแล้ว ?”
เพชรคีรีสำรวจร่างกายตนเองบัดนี้อวัยวะที่บอบช้ำได้หายเป็นปลิดทิ้ง เขารีบลุกขึ้นมายกมือคารวะชายหนุ่มตรงหน้า
“ขอบคุณ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกลมปราณสับสน เหมือนถูกวางยาพิษ”
ไตรภพวิเคราะห์อาการจากการประเมินสภาพร่างกายเพชรคีรีทั้งสี่คนดวงตาเบิกกว้างตกใจเหตุใดชายหนุ่มตรงหน้าถึงบอกว่าร่างกายของเพชรคีรีมียาพิษ
“มันเป็นพิษที่ไม่ร้ายแรงอะไรมากนักแต่จะทำให้การบ่มเพาะติดขัด หากทิ้งไว้นาน ชั่วชีวิตนี้ย่อมไม่อาจจะทะลวงขึ้นสู่ลมปราณชนชั้นสีครามได้”
“!!!!!!”
“ไม่ต้องห่วงฉันได้ถอนพิษออกเรียบร้อยแล้ว”
เพชรคีรีลองโคจรพลังลมปราณรู้สึกว่าลมปราณไม่ติดขัดเหมือนแต่ก่อนแล้วแต่เดิมนั้นเขาพบว่าแม้ระดับลมปราณของเขาจะสูงถึงระดับเก้าแต่ก็ไม่อาจจะต่อกรกับเจ้านายได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือพลังฝีมือไม่น่าจะห่างถึงเพียงนั้น
“ต้องเป็นเจ้านายแน่ๆ ”
เพชรสมิงพูดโพล่งขึ้นมาพลางอธิบายรายละเอียดของทรัพยากรการบ่มเพาะที่เจ้านายจะสกัดยาน้ำให้เพชรคีรีกินอยู่เสมอ ทั้งหมดรับฟังและวิเคราะห์ตามจึงคิดว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
“ถ้าจากที่กล่าวมานั่นน่าจะเป็นยาสลายยุทธ์ ฤทธิ์ยาจะไม่ออกฤทธิ์ทันที จะค่อย ๆกัดกร่อนการบ่มเพาะไปกักเก็บในตันเถียน แต่กลับไม่อาจจะนำมาใช้ได้ส่วนมากมักจะเป็นพรรคมาร ที่จับผู้คนมากินยา ก่อนที่จะช่วงชิงพลังลมปราณ”
“!!!”
ทั้งสี่คนยิ่งรับฟังยิ่งแสดงท่าทีตกใจร้องขอให้ไตรภพตรวจสอบร่างกายคนที่เหลือ ชายหนุ่มตรวจสอบพบพิษในร่างกายทั้งสามคนจึงถอนพิษออก
“ชั่วช้า ! ”
เพชรอุมาทนไม่ไหวสบถออกมา ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่า เจ้านายผู้ลึกลับนั้นต้องการที่จะช่วงชิงพลังการบ่มเพาะของทุกคน เพื่อก้าวข้ามลมปราณชนชั้นสีครามไปสู่ลมปราณชนชั้นถัดไป
“เพชรคีรีฉันรู้สึกชื่นชอบนายมาก นายนับได้ว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งนายสนใจมาเป็นลูกน้องฉันไหม”
“ลูกน้อง ?”
เพชรคีรีมองไปที่เพชรอุมาเพชรกล้า และเพชรสมิง ซึ่งบัดนี้ได้ตกเป็นลูกน้องของชายหนุ่มตรงหน้าแล้วเขาถอนหายใจ ความภักดีอันแสนโง่เขลาเป็นเหมือนโซ่ตรวนในจิตใจเขา
“ผมมีคำขอ”
“ได้ถ้าฉันทำได้ ฉันยินดีรับปาก”
“คุณจะดูแลพวกเราอย่างดีไม่ทำเรื่องผิดศีลธรรม เราทั้งสี่คนสัญญาว่าจะภักดีกับคุณจนวันตาย”
เพชรคีรีเค้นเสียงนึกถึงความชั่วช้าของเจ้านาย เอ่ยขอคำมั่นสัญญาจากชายหนุ่มตรงหน้า
“ได้ตราบใดที่ภักดีต่อฉันไม่กี่เดือนนี้พวกนายสามารถตัดผ่านไปสู่ชนชั้นสีครามได้อย่างแน่นอน”
หลังการพูดคุยจบเพชรคีรียินยอมให้ไตรภพทำสัญญาประทับทาสนิรันดร์บัดนนี้พวกเขาทั้งสี่คนได้กลายเป็นลูกน้องของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์แล้ว
“ฉันจะส่งเบอร์หนึ่งให้กับพวกนายโทรหาเขา แล้วรอฉันที่นั่นภารกิจของพวกนายคือการฝึกฝนคนของฉันเพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย ก่อนที่ฉันจะไปสอน”
“คนของเจ้านาย?”
“ต่อไปนี้เรียกฉันว่าบอส! ใช่ฉันกำลังรวบรวมผู้คนเพื่อฝึกให้เป็นกองกำลังผู้บ่มเพาะ รายละเอียดต่าง ๆจักรภพจะบอกพวกนายเอง”
“ครับ/ค่ะ”
หลังจากกำชับเรื่องราวต่างๆ ไตรภพได้แยกทางกับทั้งสี่คน จากการรับฟังข้อมูลมา เจ้านายเก่าของพวกเขาต้องอยู่ในระดับลมปราณชนชั้นสีครามแน่นอน
“หากไม่รีบบ่มเพาะคงไม่มีทางต่อกรได้แน่”
ไตรภพถอนหายใจแม้จะสามารถต่อสู้ได้ข้ามช่วงชั้นลมปราณแต่หากฝ่ายตรงข้ามอยู่ห่างจากเขาเกินสิบระดับ อยู่ในลมปราณชนชั้นสีครามระดับ 8 – 10 เขาคงไม่สามารถต่อกรได้เช่นกัน
“การฝึกเพลงหมัดเทพอสูรมันดีหรือไม่ดีกันแน่เฮ้อ หากเป็นยามปกติ ด้วยทรัพยากรการบ่มเพาะเช่นนี้เราคงทะลวงได้ถึงลมปราณชนชั้นสีครามขั้นปลายแล้ว!”
ไตรภพบ่นออกมาแต่อีกใจหนึ่งก็ทึ่งในความแข็งแกร่ง หากเขาฝึกไปเรื่อย ๆจนก้าวขึ้นสู่ลมปราณชนชั้นสีรุ้งเหมือนในอดีตหละความแข็งแกร่งจะมากกว่าเดิมสิบเท่าหรือไม่
ชายหนุ่มเดินมาเรื่อยๆ จนถึงอาคารเรียน ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว ผู้คนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านเขาเดินไปห้องอาจารย์สาวทันที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ใครหนะ”
เสียงแหลมใสพูดออกมาจากในห้องไตรภพเปิดประตูเข้าไปทันที มองอาจารย์สาวตรงหน้า ดูเหมือนเธอจะหงุดหงิดเล็กน้อย
“เธอไปไหนมารู้ไหมฉันรอนานแล้วนะ”
“ไปธุระนิดหน่อยครับขอโทษที”
“เอาไลน์นายมา”
“อาจารย์ขอไลน์ผมหรอไม่ดีนะ”
ไตรภพเย้าแหย่อาจารย์สาวเธอค้อนไตรภพตาเขียวปั้ด สุดท้ายทั้งสองคนก็ได้แลกไลน์ส่วนตัวกัน วันนี้ไตรภพได้เรียนรู้วิชาสังคมศึกษากนกพรได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ชาติไทย
“นายพอจำได้ไหม?”
“ได้ครับให้ผมเล่าประวัติศาสตร์ตั้งแต่สุโขทัยจนถึงปัจจุบันให้อาจารย์ฟังไหม”
“ได้ ว่ามา”
ไตรภพเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมแต่ละยุคสมัยอย่างไม่ติดขัด เหมือนกับอาจารย์ที่จบเกียรตินิยมจากคณะโบราณคดีมาเล่าให้ฟัง
กนกพรมองที่ใบหน้าของไตรภพด้วยความเคลิบเคลิ้มใบหน้าแดงซ่านอย่างไม่รู้ตัว เสียงของชายหนุ่ม นุ่มนวล ชวนให้อ่อนระทวยอย่างยิ่ง
“จบแล้วครับ”