ฉางอันเป็นเมืองโบราณที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่ง
มันเป็นเมืองที่ผ่านร้อนผ่านฝนมานับพันปีแล้ว และเมืองนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกของแผ่นดินใหญ่ราวกับภูเขา หรือต้นไม้พันปีเช่นนั้น นอกจากนี้มันยังตั้งตระหง่านอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอีกด้วย
หนุ่มสาวมากพรสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนเดินทางเข้ามาในเมืองแห่งนี้พร้อมกับความฝันและความกระตือรือร้นในหัวใจด้วยหวังว่าจะได้แสดงความสามารถที่ตนมี ได้รับราชการหรือกลายเป็นมหาอำนาจแห่งแผ่นดิน
นอกจากนี้ ก็เคยมีนักรบผู้แสนกล้าหาญจำนวนมากเดินทางมายังที่แห่งนี้พร้อมกองกำลังที่แข็งแกร่งด้วยหวังใช้กำลังของตน เปิดประตูป้องกันของเมืองแห่งนี้ออก แล้วชื่นชมความงามของมันได้อย่างตามใจเช่นกันซึ่งบางคนในนั้นก็ทำสำเร็จ และได้ดื่มด่ำไปกับความงดงามหรูหราและสุขสบายภายในเมือง ได้ครอบครองดินแดนนับหมื่นลี้และได้รับเกียรติยศมากมายเหมือนที่องค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินต้าเว่ยเป็นอยู่ในตอนนี้แต่ก็มีคนอีกมาก ที่ได้เห็นกำแพงสูงลิบของเมืองฉางอันเป็นภาพสุดท้ายก่อนตาย
และนี่ก็คือเมืองฉางอัน กุหลาบที่งดงาม ทว่าก็เต็มไปด้วยหนามแหลม
ที่นี่เป็นเมืองหลวงของแผ่นดินต้าเว่ย และเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิด้วยเช่นกัน
เป็นเมืองอันแสนยิ่งใหญ่ที่ชาวสู่ตี้ได้แต่เงยหน้ามองและเป็นเมืองบ้านเกิดที่ชาวชายแดนซีเหลียงพะวงถึงทุกเช้าค่ำด้วยเช่นกัน
มันเป็นดินแดนแสนอุดมสมบูรณ์ที่ชาวหมานหมายปองมาหลายชั่วอายุคนและเป็นเมืองแสนอบอุ่นที่ชาวปีศาจใฝ่ฝัน
แต่ก็มีพญาราชสีห์ตัวหนึ่งเฝ้าอยู่ในเมืองนั้นนานนับร้อยปีแล้วเขาใช้ท่อนแขนที่แสนแข็งแกรงโอบกอดและปกป้องเมืองแห่งนี้เอาไว้ทำให้สุนัขหมาป่าที่คิดไม่ซื่อทั้งหลายทำได้เพียงเฝ้ามองเนื้อก้อนโตนี้จากที่ไกลๆแล้วร้องคำรามออกมาอย่างเปล่าประโยชน์ ทว่าไม่กล้าเข้าไปช่วงชิงอาหารจากเจ้าป่าเสียที...
แต่ในตอนนี้ พญาราชสีห์ตัวนั้นล้มลงแล้ว
เหตุนี้ ราชวงศ์ฮั่นจึงมุ่งตรงไปที่เขาสู่ซาน เผ่าหมานในดินแดนทางตะวันตกเป่าแตรสัญญาณเพื่อเรียกรวมตระกูลมหาอำนาจทั้งเก้าเผ่าปีศาจในดินแดนทางเหนือจุดเปลวเพลิงที่เป็นสัญญาณแห่งการอัญเชิญมหาปีศาจทั้งห้าขึ้นด้วยเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน คนต่างถิ่นที่จากบ้านมานานร่วมสิบปีทั้งหลายก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการคืนถิ่นในที่สุด
พิธีศพของอวี้เหิงสิ้นสุดลงตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว แม้หลังตาย นักรบแห่งดาราจักรจะไม่ทิ้งร่างไว้แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็ต้องนำเสื้อผ้าและสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ไปบูชาสักการะอยู่ดีดังนั้น ซูฉางอันจึงนำชุดคลุมสีเขียวที่อวี้เหิงทิ้งเอาไว้เข้าไปวางในโลงไม้แล้วนำโลงนั้นเข้าไปในสุสานหลวง ซึ่งมีสำหรับคนในราชวงศ์ต้าเว่ยเท่านั้นท่ามกลางการจับจ้องของคนทั้งเมืองที่อยู่ในชุดไว้ทุกข์สีขาว...
นี่เป็นพิธีศพที่ยิ่งใหญ่มาก หากว่าตามที่องค์จักรพรรดิบอกงานในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ราวกับพิธีศพขององค์จักรพรรดิแผ่นดินเลยทีเดียว
คนเจ็ดสิบสองคนทำหน้าที่ยกโลง ส่วนอีกหกสิบสี่คนยกธงไว้ทุกข์คนทั้งแผ่นดินร่วมกันสวมชุดขาวเพื่อไว้อาลัย งดการดื่มสุราและงานรื่นเริงโรงละครทุกแห่งถูกสั่งหยุด หรือจะพูดง่ายๆ ก็คืองานในครั้งนี้เป็นพิธีศพที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยทีเดียว และต่อไปในอนาคต...หากจะได้เห็นงานเช่นนี้อีกครั้ง ก็คงจะต้องรอให้ถึงวันที่องค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลงกระมัง
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ซูฉางอันรู้สึกดีใจเลยสักนิด เพราะอวี้เหิงจากไปแล้วต่อให้พิธีศพจะยิ่งใหญ่และมีระดับมากขนาดไหน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับคนตายอีกแล้ว
อีกอย่าง คนที่ทำให้อวี้เหิงต้องตาย ยังนั่งสบายอยู่ในจวนเสนาบดียังเสวยสุข และรับการกราบไหว้จากชาวเมืองและขุนนางทั้งหลายอยู่
แค่คิดมาถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็รู้สึกราวกับมีไฟสุมอยู่ในอกมันทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ออก ราวกำลังจะหยุดหายใจเช่นนั้นเขาอยากระบายความรู้สึกนี้ออกไปแต่ความจริงที่เป็นอยู่ก็ทำให้เขาได้แต่อดทนต่อไปเท่านั้น
ก่อนจะมีพลังที่แข็งแกร่งจนเพียงพอจะฉีกร่างของเจ้าหมาป่าตัวนั้นจนกลายเป็นชิ้นๆได้ เขาจำต้องอยู่ในเมืองฉางอัน เฉกเช่นลูกแกะที่ไม่มีพิษมีภัยตัวหนึ่งเท่านั้น
วันนั้น เมืองฉางอันมีหิมะโปรยลงมาอย่างมากมาย
ฎีกาสองฉบับจากจวนเสนาบดีตุลาการและสำนักปาฮวงถูกส่งไปยังตำหนักไท่เหอในพระราชวัง
ซึ่งซูฉางอันไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลยเขาเพียงตื่นเช้าอย่างที่เคยทำเป็นประจำเท่านั้น
บัดนี้ นอกจากดาบแล้ว ที่เบื้องหลังเขายังมีฝักกระบี่อยู่ด้วย...ในนั้นมีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่าสิบทิศเสียบอยู่ซึ่งเขาไปพบมันในห้องของอวี้เหิง อีกสิ่งที่เขาพบคือจดหมายที่อวี้เหิงทิ้งไว้ให้เขาและนั่นแสดงให้เห็นว่าบางทีอวี้เหิงอาจจะรู้มาตั้งนานแล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
เหตุนี้ ซูฉางอันจึงเข้าใจว่ายังมีเรื่องมากมายที่ตนต้องทำ
และในตอนนี้ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการฟื้นฟูสำนักเทียนหลาน
สงครามในวันนั้น ทำให้สำนักเทียนหลานถูกทำลายลงจนแทบจะไม่มีชิ้นดีสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ มีเพียงหอทั้งเจ็ดแห่ง หอหนังสือหนึ่งหลัง ประตูสำนักที่ตั้งอยู่ลำพังอย่างโดดเดี่ยวและห้องพักอีกเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น
หลังกินอาหารเช้าที่ฝานหรูเยว่นำเข้ามาให้ ซูฉางอันเดินไปที่ประตูสำนักเพื่อหาวิธีซ่อมแซมกำแพงที่พังเสียหาย
เงินที่สำนักเทียนหลานมี ไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมแน่ ซึ่งเขามอบหน้าที่จัดการด้านการเงินให้กู่เซี่ยนจวินเป็นผู้ดูแลไปแล้ว...หลังเกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นโหวเยน้อยของตระกูลกู่แห่งแผ่นดินทางเหนือก็ยืนยันที่จะอาศัยอยู่ในสำนักต่อไปอย่างดื้อรั้น
กู่ฟางเทียนพยายามพูดกล่อมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับลูกสาวของตนอีกทั้งเห็นแก่ที่อวี้เหิงเคยช่วยชีวิตพวกเขาพ่อลูกเอาไว้ สุดท้ายจึงถอนหายใจยาวๆออกมา แล้วยอมเดินทางกลับแผ่นดินทางเหนือเพียงลำพังในที่สุด
เมื่อซูฉางอันเดินฝ่าพายุหิมะมาถึงที่ประตูสำนัก ก็พบว่ามู่กุยอวิ๋นยืนอยู่ก่อนแล้วและเขากำลังชี้นิ้วไปที่ซากปรักหักพังซึ่งกองอยู่หน้าสำนักไม่หยุด
บุตรแห่งเสนาบดีคนนี้มีนิสัยเปิดเผยและตรงไปตรงมาเหลือเกินตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่ในสำนักเทียนหลาน เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะย้ายออกไปอีกเลยหลังอวี้เหิงสิ้นใจลง เขาก็ขนของใช้ต่างๆ จากจวนเสนาบดีเข้ามาในสำนักเทียนหลานทันทีราวต้องการจะอยู่เป็นระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังนำเงินมาให้ถึงหนึ่งพันตำลึงโดยอ้างว่านั่นเป็นเงินค่าเช่าห้องนั่นเอง
สำนักเทียนหลานกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ อาคารพังยับเยินไปมากและจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมโดยเร็วทว่าทางราชสำนักกลับไม่มีทีท่าว่าจะส่งเงินมาช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อยแม้เงินหนึ่งพันตำลึงที่มู่กุยอวิ๋นมอบให้จะไม่ได้มากมายอะไรแต่มันก็มากพอที่จะเช่าอาคารผุๆ พังๆ ทั้งสำนักได้อย่างสบายๆ ซูฉางอันรู้ว่าเขาเพียงต้องการจะช่วยเหลือตนเท่านั้นเหตุนี้ หลังลังเลอยู่เล็กน้อย ซูฉางอันก็รับเงินนั้นเอาไว้ในที่สุด
“มาแล้วรึ!” มู่กุยอวิ๋นหันกลับมามองเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านหลังจนเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใคร เขาก็เผยประกายรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา“ข้าสำรวจพื้นที่แถบนี้เรียบร้อยแล้ว รวมๆ แล้วก็มีส่วนที่ต้องซ่อมแซมสิบแปดจุดด้วยกันข้าเองก็พอจะรู้จักช่างในเมืองฉางอันอยู่บ้าง หากคำนวณเสร็จ ข้าจะเรียกพวกเขามาซ่อมเองอย่างไรเสีย พวกเขาคงจะเห็นแก่หน้าของพ่อข้า แล้วลดค่าแรงลงสักหน่อยละ”
ซูฉางอันรู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกิน เขาฝืนยิ้มออกมาแต่รอยยิ้มนั้นกลับซีดเซียวและไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนมาหัวเราะขึ้นเบาๆ แล้วกล่าวออกไป “ขอบคุณ”
มู่กุยอวิ๋นรู้ว่าซูฉางอันยังรู้สึกเศร้าอยู่เขายื่นมือไปตบบ่าซูฉางอันเบาๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เอาแบบนี้ก็แล้วกันเจ้าเริ่มนับจากทางนี้ไปทางนั้น ส่วนข้าจะเริ่มนับจากทางนั้นไปทางโน้นพอนับเสร็จแล้วค่อยเอายอดที่ได้มารวมกัน แบบนี้จะทำให้ประหยัดเวลาได้บ้าง”
ซูฉางอันขานรับกลับไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินไปทำงานในส่วนของตนทันที
เมื่อเห็นดังนั้น มู่กุยอวิ๋นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้แต่เขาก็รู้ดี ว่าเมื่อเจอเรื่องแบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงจะทำใจให้กลับมาเป็นปกติด้วยเวลาเพียงสั้นๆแบบนี้ไม่ได้แน่ ดังนั้น เขาจึงเดินไปที่ส่วนของตนโดยไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
แต่ในจังหวะที่หมุนตัวกลับไปหางตาของซูฉางอันก็ดันชำเลืองไปเห็นร่างในชุดสีเขียวของใครบางคนเข้าเสียก่อน
เป็นชิงหลุนนั่นเอง นางยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นางมองมาที่ซูฉางอันพลางขมวดคิ้วมุ่นราวต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ราวกังวลในอะไรบางอย่างจึงมีท่าทางกระอักกระอ่วน ราวจะพูดแต่ก็หยุดตัวเองเอาไว้
เมื่อเห็นดังนั้น ซูฉางอันนึกลังเลเล็กน้อย
ในตอนแรก เขารู้สึกไม่เข้าใจ ตกตะลึง และโกรธเป็นอย่างมาก แต่ในตอนนี้เขาเข้าใจ และทำใจกับเรื่องทั้งหมดได้แล้วแม้จะไม่รู้ว่าทำไมชิงหลุนต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงแล้วเข้ามาอยู่ในสำนักเทียนหลานเช่นนี้แต่ที่ผ่านมา นางก็ไม่เคยทำร้ายตัวเขากับสำนักเทียนหลานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
อีกอย่าง เรื่องการกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาวของอวี้เหิง หากไม่ได้นางช่วยนำทางให้ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง หากว่ากันตามที่สมควรแล้วซูฉางอันควรจะขอบคุณนางถึงจะถูก แต่เมื่อคิดได้ว่านางเป็นคนส่งมั่วทิงอวี่จากไปเมื่อสองปีก่อนและเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เพิ่งส่งอวี้เหิงจากไปอีก เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ซูฉางอันก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก
ดังนั้น หลายวันที่ผ่านมา เขาจึงไม่ได้คุยกับชิงหลุนแม้แต่คำเดียวและไม่ได้ฝึกวิชากระบี่ที่นางเคยสอนอีกเลย
และในครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาเพียงมองไปที่ชิงหลุนแค่ครู่เดียว จากนั้นหันไปที่กำแพงเพื่อนับจุดที่พังเสียหายต่อทันที
นั่นทำให้ชิงหลุนรู้สึกใจสั่นขึ้นอย่างประหลาด นางก้มหน้าลงต่ำและยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเช่นนั้น นางยืนอยู่นาน โดยมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาเลย
สำนักเทียนหลานเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่มาก
ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งวันเต็มๆ เลยทีเดียวกว่าจะนับจุดที่เกิดความเสียหายบนกำแพงทั้งสองด้านจนเสร็จ
กระทั่งตกดึก พวกเขาจึงไปรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารภายในหออวี้เหิงก่อนหน้านี้ แม้สำนักเทียนหลานจะเงียบเหงา แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็มีห้องอาหารกลางขนาดใหญ่ให้ใช้งานได้เสมอแต่สงครามที่ผ่านมากลับทำลายสำนักเทียนหลานลงภายในชั่วข้ามคืน ดังนั้นพวกเขาจึงจำต้องรับประทานอาหารร่วมกันที่หออวี้เหิงอย่างไม่มีทางเลือกเช่นนี้
บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารอึมครึมเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
มู่กุยอวิ๋นมองซ้ายทีขวาทีเพราะรู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่จึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน
“อะแฮ่มๆ ฉางอัน เจ้าคิดหรือยังว่าจะทำอย่างไรต่อไป?” เขาถามแบบนั้น
นี่เป็นคำถามที่จริงจังและตึงเครียดมากมากจนแทบจะไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ในช่วงที่ผ่านมาเลย
อวี้เหิงกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาว ไคหยางไม่ยอมเปิดเผยตัว บัดนี้ซูฉางอันกลายเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของสำนักเทียนหลานไปแล้วส่วนกู่เซี่ยนจวินอย่างมากก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าสำนักที่อยู่อันดับรองจากสำนักเทียนหลานจ้องจะแย่งตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งไปตั้งนานแล้วและด้วยพลังที่ซูฉางอันมีในตอนนี้ หากต้องการจะต่อสู้กับคนเหล่านั้น ก็ไม่ต่างจากการให้มดไปหยุดรถเข็นเลย
แต่สิ่งที่เป็นอันตรายยิ่งไปกว่านั้นกลับเป็นฝูงหมาป่าที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองฉางอันซึ่งหมายจะแย่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่อวี้เหิงทิ้งเอาไว้ให้อย่างกระบี่สิบทิศรวมไปถึงดาบที่เหยากวงเคยมอบให้มั่วทิงอวี่ก่อนมั่วทิงอวี่จะมอบต่อมาให้ซูฉางอันต่างหาก...
คนเหล่านั้นภาวนาให้อวี้เหิงจากไปตั้งนานแล้ว และในที่สุดเมื่อโอกาสมาถึงเช่นนี้ มีหรือที่พวกเขาจะยอมปล่อยไป สิ่งที่เหลือมีเพียงเวลาเท่านั้นว่าพวกเขาจะลงมือช้าหรือเร็ว
ดังนั้น เรื่องที่ซูฉางอันจะเตรียมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น หรือกำลังจะเกิดขึ้นอย่างไรจึงกลายเป็นปัญหาที่คนทั้งหลายให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้ดังนั้น เมื่อมู่กุยอวิ๋นพ่นคำถามออกมาแม้คนทั้งหลายจะยังก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปแต่ต่างก็เงี่ยหูรอฟังคำตอบจากซูฉางอันกันอย่างพร้อมเพรียง
ทางด้านของซูฉางอัน คำถามนี้ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อยราวกำลังครุ่นคิดอยู่เช่นนั้น สักพัก กว่าเขาจะยอมตอบกลับมา “ข้าจะฟื้นฟูสำนักเทียนหลานให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม!”
น้ำเสียงที่มักจะราบเรียบของเขาเปลี่ยนไปเป็นมุ่งมั่นและดวงตาที่เต็มไปด้วยความหมองหม่นก็ประกายแสงระยิบระยับขึ้นทันทีที่พูดประโยคนั้นออกมา
ดังนั้น คนทั้งหลายจึงอึ้งไปตามๆ กัน
พวกเขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าคำตอบของซูฉางอันจะเป็นแบบนี้ เหตุนี้พวกเขาจึงชะงักตะเกียบในมือลง แล้วมองไปทางซูฉางอันอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาอยากถามเหลือเกินว่าซูฉางอันจะฟื้นฟูสำนักเทียนหลานได้อย่างไรในเมื่อรอบๆ มีฝูงหมาป่าที่จ้องจะหาเรื่องอยู่เต็มไปหมดทว่าความมุ่งมั่นในดวงตาของซูฉางอันกลับทำให้พวกเขาพูดสิ่งที่ต้องการออกมาไม่ได้เลย
พวกเขาคิดว่านี่เป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆของเด็กหนุ่มที่เพิ่งเจอกับจุดเปลี่ยนของชีวิตมาเท่านั้น
ทว่าในตอนนั้น จู่ๆ ชิงหลุนที่นิ่งเงียบมาตลอดก็วางตะเกียบลงแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
คนอื่นๆ พากันสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน และในตอนนั้นเอง ที่พวกเขาเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านอกจากไคหยางที่ไม่ยอมเผยตัวสำนักเทียนหลานยังมีนักรบแห่งดาราจักรอีกคน... ชิงหลุน
แต่ชิงหลุนมีฐานะที่ซับซ้อนเหลือเกิน นางได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของไคหยางจึงเข้ามาอาศัยอยู่ในสำนักเทียนหลานแต่ในขณะเดียวกัน นางก็เป็นผู้ส่งวิญญาณของหอดาราอีก ด้วยเหตุนี้ คนอื่นๆจึงมักจะลืมไปว่านางก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานเช่นกัน
ในเมื่อนางบอกว่าจะช่วยซูฉางอัน ย่อมหมายความว่าตัวนางยอมรับตำแหน่งศิษย์ของสำนักเทียนหลานแล้วเช่นกันเช่นนั้น สำนักเทียนหลานในตอนนี้ก็มีนักรบแห่งดาราจักรคอยปกปักแล้ว เมื่อคิดแบบนี้เรื่องฟื้นฟูสำนักเทียนหลานก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไรนัก แค่คิดมาถึงตรงนี้พวกเขาก็พากันปรากฏความตื่นเต้นขึ้นในแววตาอย่างอดไม่ได้ทันที
แต่นั่นกลับไม่อาจทำให้ซูฉางอันมีสีหน้าเปลี่ยนไปเลยสักนิด เขาเพียงมองไปยังชิงหลุนอย่างราบเรียบครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นดังนี้ “เจ้าจะช่วยข้าอย่างไรกัน?คนของหอดาราเข้ามายุ่งเรื่องของคนในโลกได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ร่างบางของชิงหลุนสะดุ้งเบาๆ ทันทีที่สิ้นเสียงกล่าว
นางแค่อยากทำให้ซูฉางอันรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น เพราะฝานหรูเยว่เคยบอกกับนางว่าหากชอบใครก็ต้องพยายามทำให้คนๆ นั้นมีความสุขให้ได้ เหตุนี้ นางจึงพูดแบบนั้นออกไปจนเมื่อซูฉางอันพูดเตือน นางจึงเพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ตนทำได้มีเพียงน้อยนิดเหลือเกินในเวลานี้ สำหรับนางตำแหน่งผู้ส่งวิญญาณแห่งหอดาราที่ทำให้ทุกคนที่ได้ยินรู้สึกหวาดกลัวไปตามๆ กันก็เป็นแค่โซ่ที่พันธนาการนางเอาไว้เท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่นางรู้สึกไม่พอใจต่อหอดารา
นางอยากพูดบางอย่างออกมา แต่ทันทีที่เงยหน้า สายตาก็ปะทะเข้ากับดวงตาของซูฉางอันเสียก่อนชิงหลุนที่เดิมก็พูดไม่เก่งอยู่แล้วจึงรู้สึกตื่นตระหนกอย่างอดไม่ได้ นางเคยส่งอาจารย์ของชายตรงหน้าจากไปเมื่อสองปีก่อนและเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เพิ่งส่งอวี้เหิงไปจากโลกอีก แต่อย่างไรเสียการตายของพวกเขาก็เป็นชะตาที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรก จึงไม่เกี่ยวอะไรกับนางเลยต่อให้นางจะไม่มาทำหน้าที่ในครั้งนี้ด้วยตนเอง ผู้ส่งวิญญาณคนอื่นๆของหอดาราก็ต้องมาอยู่ดี
แต่แม้จะเป็นแบบนั้น นางก็ยังรู้สึกผิดต่อซูฉางอันอย่างไม่อาจอธิบายในที่สุดนางก็เข้าใจเสียที ว่าแท้จริงแล้วความรู้สึกของคนในโลกช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
ขณะมองไปที่ชิงหลุนซึ่งมีสีหน้าแปรไปอย่างต่อเนื่องซูฉางอันก็อดรู้สึกสับสนขึ้นในใจไม่ได้
ในจดหมาย อวี้เหิงยืนยันตัวตนของชิงหลุนกับเขาเป็นที่เรียบร้อยทั้งยังบอกเรื่องของหอดารา และเน้นย้ำกับซูฉางอันว่าการตายของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับชิงหลุนแม้แต่น้อยแต่ถึงอย่างนั้น ซูฉางอันก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี
เขาไม่อยากเชื่อ และไม่อยากยอมรับว่าผู้หญิงที่เคยกอดเขาท่ามกลางหมู่ดาวและกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ ว่า ‘ข้าชอบเจ้า’ จะเป็นผู้ส่งวิญญาณของหอดาราที่ส่งผู้อาวุโสของเขาไปจากโลกถึงสองคน
ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายทำให้เขาพูดจาแรงๆ ใส่หญิงสาวผู้นี้อย่างอดไม่ได้
“อาจารย์ปู่กลับสู่อ้อมกอดแห่งหมู่ดาวแล้ว ข้าว่าหน้าที่ของเจ้าก็คงหมดลงแล้วเช่นกันข้าคิดว่าเจ้าเองก็ถึงเวลาต้องกลับหอดาราได้แล้ว” ซูฉางอันพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ชิงหลุนระเบิดความน้อยใจขึ้นทันที นางอยากบอกว่าตนยังต้องส่งวิญญาณขององค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินต้าเว่ยต่อแต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครได้พร่ำเพรื่อ อีกอย่างหากพูดเรื่องนี้ออกมา อาจทำให้ซูฉางอันรู้สึกโมโหมากกว่าเดิมก็ได้
ดังนั้น นางจึงกัดฟันแน่น เป็นเวลานานกว่านางจะพูดออกไป“ข้าช่วยแก้แค้นแทนอาจารย์ลุงของเจ้าได้!”
ครั้งนี้ สิ่งที่นางพูดทำให้ซูฉางอันอึ้งไปทันทีคำพูดของชิงหลุนมีข้อมูลสำคัญแฝงอยู่มากมาย เพราะกฎข้อห้ามและข้อจำกัดบางอย่างที่แม้แต่อวี้เหิงก็ไม่รู้ทำให้หอดาราที่เป็นองค์กรแสนแข็งแกร่งซึ่งอยู่เหนือทุกสิ่งยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องของคนในโลกเพียงน้อยครั้งเท่านั้นมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่อยู่เหนือข้อห้ามและถูกละเว้น นั่นคือทายาทของสิ่งมีชีวิตในยุคก่อนหรือก็คือเผ่าเทพนั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมา หอดาราแอบตามสังหารเผ่าเทพบนโลกอย่างลับๆมาโดยตลอด
ชิงหลุนบอกว่าสามารถแก้แค้นแทนอวี้เหิงได้ นั่นหมายความว่าซือหม่าสวี่ต้องเป็นคนของเผ่าเทพอย่างแน่นอน!
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ แม้เรื่องมากมายจะพุ่งเป้าไปที่ซือหม่าสวี่แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น จนมาวันนี้พอเรื่องทุกอย่างได้รับการยืนยัน ซูฉางอันจึงอดรู้สึกจนลุกไม่ได้
อัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยเป็นหมากที่เผ่าเทพวางเอาไว้ในแผ่นดินต้าเว่ย...และดูเหมือนองค์รัชทายาทของแผ่นดินจะสนิทสนมกับเขาเป็นอย่างมาก ตอนนี้เพราะองค์จักรพรรดิยังอยู่เรื่องนี้จึงไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่หากวันหนึ่งหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์จริงๆ ด้วยความเชื่อใจที่เขามีต่อซือหม่าสวี่...ไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เหตุนี้ ซูฉางอันจึงหันหน้าไปมองชิงหลุนแล้วถามคำถามที่ต้องการจะถามมาโดยตลอดหลังได้รู้ความจริงเรื่องฐานะที่แท้จริงของชิงหลุนแต่ก็เอาแต่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจออกไป
“เจ้ารู้เรื่องของข้าไหม?” เขาถามออกไปแบบนั้น
สำหรับคนอื่นๆ บนโต๊ะอาหาร นี่เป็นคำถามที่กำกวมและน่าสับสนเหลือเกินแต่ซูฉางอันรู้ดีว่าชิงหลุนรู้แน่ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
“รู้”
“แล้วเจ้าจะทำเช่นไร?”
“หากวันนั้นมาถึง ข้าจะเป็นคนสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง” นางตอบแบบนั้นพลันรังสีสังหารที่เย็นยะเยือกราวกับมีตัวตนและจับต้องได้จริงก็ปะทุออกจากร่างของนางอย่างบ้าคลั่ง
“แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าสัญญาว่าจะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน”