บทที่ 43
ไล่ตาม
ไป๋เฟิ่งนำทหารติดตามประมาณสองร้อยนายเครื่องพลออกจากเมืองที่ตนเองเพิ่งจะพิชิตใต้ในตอนนี้นางกำลังมุ่งตรงไปยังประตูเมืองทางด้านข้างที่มันจะนำพานางไปสู่เส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง
ตามคำบอกของทหารผู้ที่รู้เกี่ยวกับเส้นทางน้ำภายในดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างดีได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเส้นทางที่เรือลำนั้นเคลื่อนที่ไปได้มีเพียงแค่สองเส้นทางเท่านั้น
นางบังเกิดความคิดขึ้นมาในทันทีและก็สามารถคาดเดาได้ด้วยว่าอย่างไรเสียพวกมันก็ไม่มีทางเดินทางออกไปจากดินแดนแห่งนี้ พวกมันจะต้องเคลื่อนที่ไปที่เขตซีหนานอย่างแน่นอน
เขตการปกครองซีหนานตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณนึงใช้เวลาเดินทางประมาณสามวันในการเดินทางให้ตามไป
ตามที่น้องคิดเอาไว้คาดการณ์จากระยะทางของการที่ใช้เรือแล่นตามทางน้ำเวลาการเดินทางไปถึงเมืองแห่งนั้นน่าจะต้องใช้เวลาประมาณสองวันซึ่งรวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยม้า
มันเป็นเพราะว่าสายน้ำที่ไหลผ่านเข้าไปภายในเขตซีหนานมันเป็นสายน้ำไหลเชี่ยวที่มันจะเป็นสายน้ำที่คอยเกื้อหนุนให้เส้นทางการเดินทางนั้นสามารถเดินทางไปได้รวดเร็วขึ้นสามารถเรียกอีกอย่างได้ว่ากระแสน้ำจะเป็นตัวส่งให้เรือแล่นแล่นไปได้เร็วมากกว่าเส้นทางทั่วไป
ไป๋เฟิ่งให้แม่ทัพป๋ายพี่เป็นสหายร่วมรบมาเป็นเวลานานดูแลกองทัพภายในเมืองที่ยังคงหลงเหลือเหล่ากบฏและก็ควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง
ส่วนตัวของนางเคลื่อนที่ออกมาจากเมืองได้ประมาณหนึ่งวันเข้าสู่วันที่สองในการเดินทางเส้นทางลากยาวเป็นถนนขนาดใหญ่
ทหารวัยกลางคนผู้ที่รู้เกี่ยวกับเส้นทางน้ำเป็นอย่างดีเคลื่อนที่ขึ้นมาโดยการที่ควบม้าขึ้นมาใกล้ๆแม่ทัพใหญ่ไป๋
มันทำการส่งเสียงตะโกนถามนางอย่างรวดเร็ว“แม่ทัพขอรับเหตุใดตัวของท่านถึงคิดว่าอ๋องหลันจะนั่งเรือแล้วก็แล่นไปที่เขตซีหนานละขอรับ”
คำถามนี้ปรากฏภายในใจของมันมาหลายวันแล้วเรียกได้ว่าตอนนี้มันไม่เข้าใจในความคิดอ่านของแม่ทัพผู้นี้เลยสักนิด
โดยตัวของมันก็บอกต่อชัดเจนว่าเส้นทางนั้นสามารถแบ่งแยกออกเป็นสองทาง
และเส้นทางสองทางมันเองก็มีเส้นทางที่ออกไปสู่ทะเลข้ามฝั่งไปที่ดินแดนอื่นพี่ไม่ได้ถูกปกครองด้วยราชวงศ์ฉีได้
ถ้าทำเช่นนั้นจะสามารถอยู่รอดได้และก็ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์อย่างไรเสียกองทัพหกหมื่นก็ไม่ได้มีกองทัพเรือในการไล่ตามไม่มีทางที่จะตามจับทางอย่างแน่นอน
สถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำใจและก็ปล่อยพวกมันไปในขณะเดียวกันมันเองก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดแม่ทัพใหญ่ของมันถึงบอกว่าคนพวกนั้นไม่มีทางที่จะเคลื่อนพลออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
ภายในใจของทหารมากมายที่ติดตามมาบังเกิดคำถามขึ้นว่าอ๋องหลันจะย้อนกลับเข้ามาภายในซีหนานจริงๆงั้นรึ?
ไป๋เฟิ่งที่ควบอาชาตัวสีดำน่าอยู่หันกลับมาเล็กน้อยตราหงษ์คู่นั้นมันราวกับว่าเป็นดวงตาที่สามารถมองทะลุทุกอย่างได้นางเงียบไปชั่วขณะก่อนที่จะตอบกลับมา “ อย่างไรเสียพวกมันก็มีทางออกสู่ทะเลอ๋องหลันเป็นคนที่คิดการกบฏมันเป็นคนที่มักใหญ่ใฝ่สูง ”
“ แม้ว่าสถานการณ์นี้มันจะพ่ายแพ้แต่อย่างไรเสียมันก็ไม่ยอมออกจากดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอนคงจะเลือกเข้าไปภายในเขตซีหนานแล้วก็หาลู่ทางทำการตั้งต้นขึ้นอีกครั้ง ”
มันคือความคิดที่นางคิดกายสำหรับนางแล้วนางคิดว่าอย่างไรคนที่มีนิสัยอย่างมันก็ไม่มีทางที่จะละทิ้งสิ่งใดในวันนี้ที่มันพยายามจะปกครองอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นนางเลยมั่นใจเป็นคำว่าพวกมันที่ขึ้นเรือหนีไปจะต้องย้อนกลับมาภายในเขตซีหนานอย่างแน่นอน
และหลังจากที่ได้รู้ว่าเส้นทางที่จะนำพาจากกระแสน้ำนั้นมีเพียงแค่สองทางนั่นก็คือเขตซีหนานและทะเลนางเลยมั่นใจได้ว่านางควรจะตามพวกมันไปที่ใดกัน
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่มอบข้อกระจ่างให้กับคนผู้นั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วคิ้วงดงามขมวดเข้ามาหากันมากขึ้นจากนั้นก็ทำการควบอาชาของตนเองโดยการเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นพุ่งตรงไปด้านหน้า
ขบวนการไล่ตามพวกกบฏก็ยังคงมุ่งตรงต่อไปเรื่อยๆตอนนี้หลังจากผ่านมาหนึ่งวันสถานการณ์ภายในเมืองที่เกิดการต่อสู้ขึ้นก็ถูกจัดการเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
ทุกอย่างมันถูกหลักการย่างเสร็จสรรพพวกมันสามารถจับกุมทหารได้ประมาณสองพันนาย และก็สังหารไปอีกหนึ่งพันนายส่วนผู้คนภายในเมืองไม่มีผู้ใดบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
เหล่าชาวเมืองได้รับการดูแลเป็นอย่างดีหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์ที่เลวร้ายมา
ต้องรอดูอาการต่อสู้ปรากฏให้เห็นทั่วทั้งเมืองในตอนนี้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการต่อสู้
ป๋ายจี้หยวนจัดการทุกอย่างได้เป็นอย่างดีคนผู้นี้มีฐานะเป็นถึงหนึ่งในยี่สิบแม่ทัพของเมืองหลวงย่อมเป็นคนที่เก่งกาจทั้งด้านบุ๋นและบู๊
เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างถูกสยบลงมันเองก็คิดจะไล่ตามไป๋เฟิ่งไปแต่ว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นในขณะที่มันคิดจะตามไปมันเองก็มีอุปสรรคมากมายบังเกิดขึ้น
เหล่าทหารจำนวนมากภายในกองทัพที่ได้รับบาดเจ็บจำเป็นจะต้องมีผู้นำร่องรอยของการต่อสู้ก็ทำให้เมืองแห่งนี้เสียหายไปมากพอสมควรถ้าไม่มีผู้ใดคอยสังเกตการณ์และออกคำสั่งว่าจะทำอย่างไรภายในกองทัพจะต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผลนั้นจึงฉุดดึงมันเอาไว้ไม่สามารถไล่ตามไปช่วยไป๋เฟิ่งได้
…
ในช่วงเวลาตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาประมาณกลางเดือนสถานการณ์ภายในเมืองตี้หนานถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้สถานการณ์ภายในเมืองมีผู้คนที่หายป่วยจากอาการโรคระบาดนี้มากขึ้น
มันทำให้ผู้คนภายในเมืองเริ่มคลายกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดและเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติแต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้ทำการเปิดเมืองเพราะว่าเหล่าผู้ป่วยภายในเมืองเองก็ยังมีมากอยู่
ลู่หยางรักษาผู้ป่วยภายในเมืองไปได้ประมาณสองร้อยคนในช่วงเดือนที่ผ่านมาคนที่หายจากโรคนี้แต่ว่ายังไม่มีผู้คนภายในด้านนอกรู้ว่าตอนนี้ภายในเมืองตี้หนานมีคนที่สามารถรักษาโรคบุปผาสีชาดได้
ถ้ามีคนรู้เช่นนั้นคงจะมีผู้คนอีกมากมายเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้
ภายในเมืองตอนนี้มีคำเล่าลือเกี่ยวกับท่านหมอเทวดาคุณชายเว่ยเป็นคนที่ช่วยประกาศเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเขาเห็นว่ามันสมควรที่จะป่าวประกาศ
แน่นอนว่าเจตนาของเขาอยากจะให้ผู้คนภายในเมืองยกย่องลู่หยางโดยเขานั้นทำให้ผู้คนล่วงรู้ว่าลู่หยางเป็นหมอเทวดาที่เล่าลืออยู่ภายในตลาดเมื่อหลายเดือนก่อนตอนนี้เขามาช่วยรักษาเกี่ยวกับโรคบุปผาสีชาดทำให้ผู้คนภายในเมืองหายไปเป็นจำนวนมาก
ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถคิดค้นยาบรรเทาอาการโรคนี้ได้อีกด้วย
หลังจากที่เมืองแห่งนี้ถูกปิดมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับตระกูลโจวความจริงในตอนนี้ได้ปรากฏออกมาแล้วว่ายาที่ถูกขายอยู่ภายในโรงหมอประจำเมืองเป็นเทียบยาปลอมที่ไม่ได้ผล
ทำให้ผู้คนภายในเมืองตี้หนานจำนวนนับพันคนไปร้องเรียนต่อที่ว่าการอำเภอเกี่ยวกับเรื่องนี้
ขุนนางที่มียศใหญ่โตมากที่สุดในเมืองแห่งนี้เป็นขุนนางเสิ่นที่ยังเป็นคนหนุ่มและก็ยังมีความสนิทสนมกับลู่หยางและเว่ยเจ๋อจง
เว่ยเจ๋อจงรู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากไปทำการฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องเทียบยาปลอมที่โรงหมอปล่อยขาย
แน่นอนว่าทำหน้าที่เป็นลมพัดกระพือให้ไปเพลิงลุกไหม้มากขึ้นโดยการที่ไปบอกให้ขุนนางผู้นั้นตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้และก็จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
ขุนนางเสิ่นเป็นขุนนางที่มียศตำแหน่งสูงสุดภายในสถานที่แห่งนี้จัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
มันเป็นเพราะว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลเว่ยและท่านหมอลู่
ในตอนนี้เขานับถือลู่หยางเป็นอย่างมากที่สามารถรักษาอาการโรคที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้เป็นคนแรกแถมยังช่วยให้ภายในเมืองแห่งนี้มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นคำพูดของลู่หยางและเว่ยเจ๋อจงในตอนนี้เป็นคำพูดที่มีน้ำหนักเป็นอย่างมากสำหรับขุนนางเสิ่นแค่เขาทำการเอ่ยปากออกมามันก็ทำให้ขุนนางผู้นั้นย่อมเชื่อและก็เริ่มทำการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
โจวฉีกมิงพี่ตอนนี้ปักหลักอยู่ที่เมืองหลวงมันยังคงไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าในตอนนี้คนของมันโดนจับกุมเข้าคุกภายในอำเภอเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
โรงแพทย์ประจำเมืองในตอนนี้ก็เหลือแต่เพียงแค่ชื่อเท่านั้นเที่ยงก็ทำผิดเพียงแค่ครั้งเดียวตอนนี้ผู้คนมองข้ามเรื่องทุกอย่างที่พวกมันเคยสร้างมา
เพราะว่าในครั้งนี้การกระทำผิดของพวกมันทำให้ผู้คนภายในเมืองไม่มีผู้ใดยอมเชื่อพวกมันอีกแน่นอนว่าย่อมเป็นเช่นนั้นพวกมันนำเอาชีวิตของผู้คนมากมายมาเดิมพันและก็หาผลประโยชน์ใส่ตนเอง
ไม่แปลกเลยที่ว่าผู้คนมากมายจะไม่มีความเชื่อถือให้กับพวกมันอีก
ในตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายทุกอย่างภายในเมืองหลวงดูเหมือนว่าจะสงบลงตายแล้วคลื่นลูกใหญ่มันก็กำลังจะมาถึงอีกครั้ง
เรือขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่มาตามแม่น้ำเข้าสู่เขตซีหนานอ๋องหลันทำอย่างที่ไป๋เฟิ่งคิดเอาไว้จริงๆมันไม่ได้หนีออกทะเลแล้วไปที่ดินแดนอื่นแต่ว่าพวกมันทำการเดินทางกลับมาที่บริเวณเขตซีหนาน
ถ้าเป็นคนอื่นคงจะไม่คิดเช่นนี้อย่างแน่นอนแต่ว่าไป๋เฟิ่งอ่านทิศทางของพวกมันออกนางจึงกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เรือไม้ลำใหญ่แล่นตามแม่น้ำมาลงบริเวณเทียบเรือขนาดใหญ่ในเขตซีหนานหลังจากที่พวกมันทำการเดินทางออกมาจากเทียบเรือของเขตหลันโจวการเดินทางหลายวันในที่สุดพวกมันก็สามารถเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้
บริเวณเทียบเรืออยู่ห่างจากเมืองตี้หนานออกไปเพียงแค่ประมาณยี่สิบลี้เดินทางไม่นานนักก็สามารถเดินทางไปถึงเมืองแห่งนั้นได้
อ๋องหลันก้าวลงมาจากเรือขนาดใหญ่โดยที่มีผู้ติดตามหนุ่มเดินอยู่ข้างกายอ๋องหลันในขณะที่กำลังเดินลงมามันได้หันไปทำการเอ่ยถามกับผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายของมัน“ เป็นอย่างไรบ้างทุกอย่างเตรียมความพร้อมใช่หรือไม่ ”
“ เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะตอนนี้การเตรียมการทุกอย่างน่าจะเสร็จเรียบร้อยตามคำสั่ง ”
“ งั้นก็ไปที่เมืองตี้หนานกัน ”อ๋องหลันเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็วพวกมันกำลังจะมุ่งตรงไปยังเมืองที่เป็นจุดศูนย์กลางการค้าของทิศบูรพา
จบบท