โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 36 วิญญาณจองเวร 2

    พอได้เวลานัด ขจรก็มารออยู่ที่ หน้าศาลเจ้าที่ โดยที่ท่านชายกับลูกน้องสี่ห้าคน ยืนดูอยู่ห่างๆ 

    “ ท่านเจ้าที่ ตกลงท่านเจ้าของที่ตัวจริง ท่านออกมาหรือยัง”

    แล้วทันใดนั้น ก็มีชายชุดขาวปรากฏกายให้ขจรได้เห็น แล้วบอกว่า

    “ เจ้าแน่ใจนะว่า อยากจะเจอกับท่านเจ้าของที่ดิน หากว่าเจ้าเข้าไปในนั้นแล้ว เป็นอะไรไป ข้าไม่ขอรับรู้ด้วยนะ”

    “ ไม่ต้องห่วง ผมไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนแน่นอน”

    “ ได้ เราเข้าไปกัน ที่นั่นเป็นมิติที่ท่านถูกจองจำเอาไว้”

    ท่านเจ้าที่นำมือมาแตะไหล่ ของขจร จากนั้นวิญญาณของขจรก็เข้าไปในมิติลี้ลับแห่งหนึ่ง  โดยที่พวกท่านชาย ยังคงเห็นขจรยืนนิ่ง อยู่ที่หน้าศาลเจ้าที่ไม่เคลื่อนไหวใดใด

    ส่วนด้านในมิติลึกลับ ก็มีหญิงสาววัยประมาณ 30 ปี มีใบหน้างดงาม สวมชุดไทยประยุกต์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ แต่ว่า ขาของนางนั้นมีโซ่ตรวนสีเงินล่ามเอาไว้ พอเห็นขจรเข้ามา ก็เอ่ยทันทีว่า

    “ ที่แท้ พวกนาคบดินทร์ ก็ส่งเจ้าหนุ่มคนนี้มา ไม่ใช่พระสงฆ์ที่บรรลุธรรมแล้ว

    สงสัยข้าคงต้องติดอยู่กับที่นี่ไปจนชั่วนิรันดร์เสียละมั๊ง ท่านเจ้าที่”

    “ เอาละ ทั้งสองพูดคุยกันเอง เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่คนธรรมดา บางทีท่านบอกเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง บางทีเขาคงมีวิธีช่วยเหลือให้ ท่านออกจากที่นี่ ไปกำเนิดใหม่เสียที”

    “ เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านถึงได้ถูกจองจำเช่นนี้?” ขจรยิงคำถามใส่ทันที

    “ พ่อหนุ่มเธอคงรู้ใช่ไหมว่าข้าเป็นใคร"

    “ ขจรพยักหน้ารรับ”

    " คนทั่วไปคงคิดว่า ข้าคงถูกคนงานทำร้ายจนตาย แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

    คนพวกนั้นเป็นคนของหม่อมสีรุ้ง พระชายาของเจ้าพี่ นางเป็นคนส่งให้พวกมันมาทำร้ายข้า แล้วก็ทำการผนึกวิญญาณของข้าเอาไว้กับที่ดินแปลงนี้  ในตอนนั้นบริเวณนี้เป็นแค่ป่ารก ความเจริญเข้ามาไม่ถึง แต่มันคงนึกไม่ถึง จุดที่พวกมันผนึกวิญญาณของข้า จะกลายเป็นที่ดินมีมูลค่า ในปัจจุบัน”

    “ เรื่องราวก็ผ่านไปแล้ว ผมจะแผ่เมตตาแล้วสวดส่งวิญญาณของท่านให้ไปเกิดใหม่ ขอให้ท่านอย่าได้ขัดขวาง พวกเขาก่อสร้างอีกเลย”

    “ ข้าไม่ได้ขัดขวางสักหน่อย เป็นพวกมันเองที่สะกดวิญญาณของข้าเอาไว้ ในหินผนึกวิญญาณ ทำให้พวกมันเองก็ไม่อาจทำลายได้”

    “ หินผนึกวิญญาณ แล้วทำไมพวกเขาใช้เครื่องมือส่องลงไปแล้วไม่เห็นว่ามีสิ่งใดกีดขวางเลยเล่า”

    “ คิดว่า หินที่ผนึกวิญญาณของข้าเอาไว้ จะมองเห็นกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?

    คนทั่วไปยังมองไม่เห็นเลย แล้วเครื่องมืออะไรนั่นจะมองเห็นได้อย่างไร”

    “ แล้วจะให้ผมช่วยทำลายหินนั่นได้อย่างไร”

    “ ใช้เลือดทายาทของ นาคบดินทร์ มาหยดลงก้อนหินก้อนนั้น มนต์ที่ผนึกวิญญาณของข้าเอาไว้ ก็จะถูกทำลายลงไป ข้าเองก็จะได้เป็นอิสระ ได้ไปเกิดใหม่เสียที”

    “ แน่ใจนะ ว่าหากท่านเป็นอิสระแล้ว จะไม่คิดอาฆาตพยาบาทจองเวร  ทายาทของนาคบดินทร์อีกต่อไป”

    “ ข้าให้สัญญา ทุกวันนี้ข้าได้แต่สวดภาวนา ทุกวันนึกถึงแต่คำสอนของพระพุทธองค์ ไม่เคยคิดอาฆาต และขออโหสิกรรมให้กับทุกคน”

    หม่อมมรกต เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ ได้ตกลงตามนี้ ผมจะของเลือดของท่านชาย มาทำลายหินผนึกวิญญาณก้อนนี้  แล้วผมจะมองเห็นหินผนึกวิญญาณได้อย่างไร?”

    “ เจ้าจงไปนิมนต์พระสงฆ์ที่มีพรรษาอย่างน้อย 20 พรรษา ให้มาสวดพระปริตรเจ็ดตำนานย้อนหลัง หินผนึกวิญญาณจะลอยขึ้นมาด้านบนเอง”

    ขจรพยักหน้า แล้วท่านเจ้าที่ ก็พาขจรวาร์ปออกมามิติปัจจุบัน เข้าร่างของตัวเอง

    ขจรลืมตาขึ้น แล้วเดินเข้าไปหา ท่านชายภาสกรเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

    “ อะไรนะ หินผนึกวิญญาณ ต้องการเลือดของฉันไปทำลายผนึกที่สะกดวิญญาณของหม่อมมรกตอย่างนั้นรึ?”

    “ ผมก็พอรู้มาบ้าง ว่าเลือดของผู้ที่ผนึกวิญญาณใครเอาไว้ เลือดของคนนั้นหรือทายาทก็สามารถทำลาย สิ่งที่ผนึกวิญญาณเอาไว้ได้”

    “ หากว่าเธอมั่นใจ ก็ลองดูก็ได้”

    ขจรพยักหน้า แล้วเดินมาที่ปากหลุม แล้วเริ่มท่องบทสวดปริตรเจ็ดตำนาน ย้อนหลังออกไป ไม่ได้เชิญพระสงฆ์ ยี่สิบพรรษาขึ้นไป แบบที่วิญญาณหม่อมมรกตเอ่ยออกมา เพราะเขารู้ว่า เขาเองก็สามารถสวดคาถาทำลายผนึกนี้ได้

    ดังนั้นพอสวดไปได้แค่ครึ่งทาง ก็มีหินเป็นแผ่นขนาด สามฟุตค่อยๆ ผุดขึ้นมาเหนือพื้นดิน เป็นหินศิลาโบราณ ที่มีอักขระโบราณเขียนเอาไว้ เต็มไปหมด แต่ที่เห็นแล้วน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เพราะในหินศิลาโบราณนี้ กลับมีกระดูกหน้าผาก

    ฝังลงไปในหินศิลา โดยไม่รู้ว่า ผสมกันไปได้อย่างไร ท่านชายที่ยืนอยู่ด้านข้างกับ ผู้จัดการ และ หัวหน้าคนงาน ผู้รับเหมา ที่ยืนมองก็ต่างแตกตื่นตกใจ จนถอยหลังออกไปหลายก้าว

    ขจรเข้าไปหาท่านชายภาสกร แล้วเอามีดเสือซ่อนเล็บออกมา แล้วกรีดที่ต้นแขนของท่านชาย เลือดไหลลงมา ที่แผ่นหินโบราณ ตรงบริเวณกระดูกหน้าผากที่ฝังเอาไว้ 

    ทันใดนั้นเอง แผ่นหินโบราณ ก็เริ่มมีรอยร้าว แตกไปทั่วแผ่น มีไอควันสีขาวก็พวยพุ่งออกมาจากศิลา แล้วมากลายร่างเป็นวิญญาณของหม่อมมรกต ที่บัดนี้ไร้ซึ่ง โซ่ตรวนที่ควบคุมนางเอาไว้

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดข้าก็ได้เป็นอิสระเสียที ตระกูลนาคบดินทร์ ถึงเวลาที่ลูกหลานของพวกมันต้องชดใช้ ในสิ่งที่มันทำกับข้าแล้ว”

    “ เฮ้ย ทำไมพูดอย่างนี้ ไหนบอกว่าจะเลิกอาฆาตจองเวรกันไม่ใช่รึ?”

    “ ไอ้หนุ่ม ไสหัวไป พวกมันส่งคนมาสังหารข้า ยำยีข้าทำลายศพ แล้วยังสะกดวิญญาณของข้าไม่ให้ผุด ไม่ให้เกิด พวกนาคบดินทร์ทุกคนต้องตาย และจะไม่มีใครสืบเชื้อสายนี้ได้อีกต่อไป”

    หม่อมมรกต ส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แล้วท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็มีเสียงฟ้าคำรามลั่น พายุเมฆฝน เริ่มก่อตัว วิญญาณหม่อมมรกต ปล่อยมือที่ยาวเป็นเปรต พุ่งตรงเข้ามาที่คอของ ท่านชายภาสกร ที่ยืนตาค้าง ตกใจ ไม่คิดว่า โลกนี้จะมีผี

    และกำลังจะฆ่าตนแบบนี้ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีบอดี้การ์ด พุ่งตัวเข้ามาขวางเอาไว้

    จึงถูกมือปีศาจของ หม่อมมรกต แทงเข้าไปทะลุร่าง เลือดสาดนองไปทั่ว

    แล้วมือผีก็คว้าหมับที่คอของ ท่านชายภาสกรเอาไว้ได้ ก่อนที่จะถูกมันบีบคอจนตาย ก็มีมีดบิน พุ่งเข้ามาตัดแขนของ หม่อมมรกตจนขาดเป็นสองท่อน

    แล้วขจรก็เดินมาขวางหน้าท่านชายภาสกร ยืนเผชิญหน้ากับ ผีหม่อมมรกต

    “ ผมบอกว่าจะช่วย หม่อมให้ไปเกิดใหม่ แต่ว่าจิตใจของหม่อมคงยากเกินเยียวยาแล้ว คงต้องส่งไปพบกับท่านพญายมราช ให้จัดการเสียแล้ว”

    วิญญาณของหม่อมมรกต ดูมือของตนที่ขาดอย่างสงสัย แล้วมือที่ขาดก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

    “ เด็กน้อย ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้าจริงๆ แต่ว่าหากมาขวาง ก็อย่าอยู่เลย”

    ผีหม่อมมรกต เวลานี้กลายเป็นหน้าปีศาจ กางเล็บออกมา แล้วหายวับไป ขจรหลับตา แล้วพนมมือ ปล่อยมีดบินออกไปสองเล่ม แล้วเริ่มบทสวดคาถาพญายมราชทันที 

    ผีหม่อมมรกต มาปรากฏตัวเผชิญหน้ากับขจรในระยะประชิด แล้วใช้สองมือจะทิ่มแทงเข้าใส่ร่างของขจร แต่ว่า มีดเสือบิน ก็พุ่งเข้ามาปัก ที่หัวทั้งสองข้างของนาง

    ฉึก ๆ  อ๊ากกกกกกกกก !!!!

    ผีหม่อมมรกตส่งเสียงหวีดร้องอย่างเจ็บปวดและทรมาน

    ขจรลืมตาขึ้น แต่ยังท่องบทสวดไม่หยุด แล้ว ยกมือทาบที่หน้าผากของผีหม่อมมรกตที่ กลายเป็นร่างผี หน้าผากส่วนหน้าหายไป

    ผีหม่อมมรกตสั่นไปทั้งตัว พื้นดินรอบๆของนางมีหลุมไฟนรกปรากฏ แล้ววิญญาณของผีหม่อมมรกต ก็ถูกดูดลงไปในหลุมไฟนรกทันที

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านชายภาสกร กับ ลูกน้อง ต่างตื่นเต้นตกใจ ไม่คิดว่าจะได้พบเรื่องราวแบบนี้

    ขจรหยิบกระดูกห้าผากของ ผีหม่อมมรกตมาดู แต่เหมือนมีใครบางคน มากระซิบข้างหู ว่าของดีให้เก็บเอาไว้ ขจรตวัดเก็บเข้าไปใน แผ่นหนังมิติทันที จากนั้นก็มาดูศพของ บอดี้การ์ดของท่านชาย ก็ได้แต่เศร้าใจไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้มีคนตาย

    “ อย่าเสียใจไปเลย ไม่ใช่ความผิดของเธอ ฉันจะตอบแทนครอบครัวของเขา ไม่ให้ลำบากอีกต่อไป”

    “ ทุกอย่างจบแล้ว ให้พวกเขาเริ่มทำงานกันได้เลย ขออย่าให้ใครเอ่ยถึงเรื่องที่เห็นในวันนี้ด้วยนะครับ”

    “ อืม แน่นอนอยู่แล้ว”

    เวลาในตอนนี้ก็ตีสามแล้ว ท่านชายเลยให้คนจัดห้องพักที่ตำหนักให้กับขจรพักผ่อน ตอนเช้าในเวลาทานอาหารกับ ท่านชาย กิ๊ฟก็โทรมาบอกว่า

    “ กรกันต์ได้บัตรเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิด เจ้าสัวจางแล้ว จรไปด้วยกันนะ พวกเราจะได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันด้วย ในงานมีดารา นักร้องดังๆ มาร้องเพลงด้วยนะ”

    “ ไม่ดีกว่า งานเลี้ยงคนมีเงินแบบนั้นไม่เหมาะกับเรา กิ๊ฟก็รู้”

    “ ไม่เอาน่า แค่ไปสนุกๆ เราไม่ได้ไปอวดกับใครซะที่ไหน หัวหน้าเอกก็ไปด้วยนะ”

    “ เดี๋ยวคุยกัน ตอนนี้ติดธุระอยู่”

    ขจรวางสายไป ท่านชายก็ยิ้มแล้วบอกว่า

    “ งานเลี้ยงวันเกิดเจ้าสัวจางรึ? ทำไมไม่อยากไป เพื่อน ๆ ก็ไปกันไม่ใช่รึ?”

    “ เด็กวัดอย่างผม จะไปกินหรูหรา แบบนั้นมันไม่เหมาะเท่าไรหรอกครับ”

    “ อย่าด้อยค่าตนเองนัก เธอนั้นมีความสามารถ สักวันหนึ่งเธอจะประสบความสำเร็จในชีวิต ต่อไปอย่าคิดเช่นนี้อีก”

    ขจรได้แต่ยิ้มรับ แล้ว ผู้จัดการของท่านชาย ก็เดินเข้ามา แล้วก็นำบัตรเชิญสีทองมายื่นให้ท่านชาย

    “ นี่คือบัตรเชิญทองคำของเจ้าสัวจาง ขอเชิญท่านชายไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดด้วยครับ ภายในงานนี้ มีของโบราณที่ทางบริษัทของเจ้าสัวจางได้สัมปทานมาจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้จัดการประมูล  มีของโบราณหลายชิ้นบางที ท่านชายอาจชอบ"

    “ ฉันไม่ไป ฉันไม่ชอบงานเลี้ยงแบบนี้ แต่เดี๋ยวก่อน” ท่านชายมองหน้าขจรเหมือนนึกขึ้นได้ แล้วก็เอ่ยว่า

    “ บอกเขาไป ฉันจะส่งตัวแทนไปก็แล้วกัน”

    “ ได้ครับ ท่านชาย”

    ท่านชายเปิดบัตรเชิญทองคำออกดู มองรูปภาพของ สิ่งของที่จะประมูล ล้วนเป็นของโบราณมากมายหลายชิ้น ท่านชายเอาดินสอมาวงเอาไว้ สามสี่ชิ้น แล้วก็ยื่นให้กับขจรดู  ขจรพอเห็นภาพทรัพย์สินที่จะประมูลก็ถึงกับ หัวใจเต้นแรงยินดียิ่งนัก เพราะว่า ในภาพสิ่งของที่จะประมูลนั้น มีดาบสยบฟ้า ในอดีตชาติของเขารวมอยู่ด้วย

    “ นี่เป็นของโบราณนับร้อยๆ ปี พวกเขานำมาประมูลได้อย่างไร”

    “ ของพวกนี้เป็นของโบราณจากต่างชาติ ที่ถูกทางการจับมาได้ ทุกๆ สามปี ทางการจะหาบริษัทมารับจัดงานประมูล สิ่งของโบราณเหล่านี้ และจะนำเงินไปให้กับองค์กรการกุศล 10 องค์กร ไม่ได้นำเข้ากระเป๋าใคร ไม่ได้ผิดกฏหมายของไทย ฉันอยากให้เธอเป็นตัวแทนของฉันไปเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ฉันต้องการเพียงของสามสิ่งที่วงกลมเอาไว้ ส่วนเธออยากได้อะไรก็ประมูลตามใจชอบ ถือเสียว่า ตอบแทนที่เธอช่วยฉันในวันนี้”

    ขจรอยากได้ดาบสยบฟ้าของเขาคืนมา ดังนั้น จึงตอบรับไปในทันที

    ก่อนกลับ ท่านชายได้นำชุดแต่งกายทั้งสูทแบบสมัยใหม่ มาให้ขจรเลือกใส่อีกสามชุด เพื่อไปงานเลี้ยงที่บ้านเจ้าสัวจาง

    พอไปมหาลัยเพื่อนๆ ก็มาช่วยกันชวนให้ไปงานเลี้ยงของเจ้าสัวจาง ในคืนพรุ่งนี้

    ขจรจึงได้พยักหน้ารับปากไป โดยไม่ได้บอกว่า ตนเองไปในนามของ ท่านชายภาสกร

    ณ ประเทศฮ่องกง ตึกหลงชิ่งกรุ๊ป

    “ ในวันศุกร์นี้ มีข่าวจากประเทศไทยว่า จะมีการประมูลของโบราณที่คฤหาสน์ตระกูลจาง มันมีตราราชลัญจกรของราชวงศ์หมิง ถูกส่งขึ้นไปประมูลด้วย  นี่ของที่สมาคมหลงซิ่งของเราต้องการมากที่สุด เพราะบรรพบุรุษของเรานั้นสืบเชื้อสายมาจาก ราชวงศ์หมิง พวกเราจะส่งตัวแทนไปร่วมประมูลครั้งนี้ แต่ว่า มีคนมากมายต่างกระหายที่จะครอบครอง ตราพระราชลัญจกร มากมาย ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร หากพวกเราประมูลกลับมาไม่ได้ ไม่ว่าต้องฆ่าคนเท่าไร ก็ต้องนำตราพระราชลัญจกร กลับคืน สมาคมหลงชิ่งของเราให้ได้”

    “ ท่านหัวหน้า แน่ใจหรือไม่ว่าเป็นของจริง”

    “ ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนบอกว่า ของจริงได้ถูกเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแล้ว แต่ว่า ทางผู้เชี่ยวชาญหลายคน กลับบอกว่า นั่นเป็นชิ้นที่จักรพรรดิหมิงฉงเจิน ฮ่องเต้หมิงองค์สุดท้าย เป็นผู้ทำขึ้นมาใช้งานจริงๆ แต่ตราพระราชลัญจกรที่พวกเราต้องการคือ ตราจักรพรรดิหมิงไท่จู่ปฐมกษัตริย์ ที่นำหยกเหอซื่อปี้โบราณ มาสร้างเป็นตราพระราชลัญจกร ซึ่งเมื่อในอดีตเป็นของจักรพรรดิจิ๋นซีเคยใช้มาก่อน ตำนานกล่าวว่าหยกเหอซื่อปี้เป็นหินที่หลงเหลือเพียงชิ้นเดียวของเจ้าแม่หนี่วา ที่สร้างโลก มันมีพลังอำนาจมาก ใครได้ครอบครอง จะได้ครอบครองอาณาจักร กันเลยทีเดียว”

    “ ทำไมพวกเราไม่ปล้นชิงมาซะเลย”

    “ ไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่ถิ่นของเรา หากพลาดพลั้งไปคนของเราที่ทำธุรกิจที่นั่นจะพลอยลำบากไปด้วย”

    “ แล้วทำอย่างไร หากสู้ราคาประมูลไม่ได้”

    “ ฉันจ้างคนของเรือนมังกรซ่อนเอาไว้แล้ว เขาจะเป็นผู้นำตราราชลัญจกร ของปฐมกษัตริย์หมิงไท่จู่มาให้เราเอง”……

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน