ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 47 - วงปราณย้อนทาง

    “ข้าอยู่ขั้นไหนแล้ว”


    คำถามนี้ติดอยู่ในใจเขานับตั้งแต่ร่องทางแรกเปิดออก ตอนนั้นความดีใจทำให้เขาแทบลืมถาม แต่เมื่อความเจ็บเริ่มนิ่งลง ความจริงก็ชัดขึ้น ถ้าเขาไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน ต่อให้ฝึกต่อก็เหมือนเดินในหมอก


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วแตะพื้นหินเบา ๆ เส้นอักขระสีเงินบนพื้นขยับขึ้นเป็นสามสาย สายหนึ่งกว้างและชัด สายหนึ่งแยกออกด้านข้างแล้ววกกลับมา ส่วนอีกสายจางมากจนคล้ายเงาที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหิน


    “เปิดชีพจร ไม่ใช่เปิดทางหนึ่งเส้นแล้วจบ” นางกล่าว “ทางแรกที่เจ้าเปิดเมื่อครู่เป็นเพียงรากหนึ่งของขั้นนี้”


    เย่เทียนก้มมองเส้นแสง “เช่นนั้นยังไม่นับว่าเปิดชีพจรต้นขั้น?”


    “ยังไม่มั่นคงพอ” นางตอบ “เจ้าแตะขอบเขตของต้นขั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ยืนบนนั้นเต็มเท้า”


    คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนเงียบลง เขาไม่ได้ผิดหวังมากนัก ตรงกันข้าม ความชัดเจนนี้ทำให้เขารู้สึกว่าพื้นใต้เท้ากลับมาอยู่ตรงที่ควรอยู่ เขาไม่ได้ก้าวกระโดดข้ามระดับเพราะโชค ไม่ได้กลายเป็นผู้ฝึกที่แข็งแกร่งในชั่วคืน เขาเพียงเจอประตูบานแรกของเส้นทางที่ยากกว่าเดิม


    ไป๋หลีอิงแตะเส้นแสงสายใหญ่ “ชีพจรทางหลัก ผู้ฝึกส่วนมากเริ่มจากตรงนี้ เปิดให้ปราณหยาบไหลผ่านร่างได้ต่อเนื่อง เมื่อไหลพอเสถียร จึงค่อยไปคิดเรื่องก่อปราณ”


    นางเลื่อนนิ้วไปยังเส้นที่สอง “ชีพจรทางรอง ทำให้ร่างรับแรงได้ดีขึ้น ทำให้ปราณไม่แตกง่ายยามบาดเจ็บหรือถูกกดดัน”


    ปลายนิ้วหยุดบนเส้นจางที่สุด “ชีพจรทางซ่อน คนทั่วไปมักไม่แตะตั้งแต่แรก มันเปิดยาก เจ็บ และไม่ทำให้เห็นผลรวดเร็ว”


    เย่เทียนแตะข้างลำตัวซ้ายโดยไม่รู้ตัว “ทางแรกของข้าอยู่ตรงนี้?”


    “ใช่ แต่ยังเป็นเพียงร่องเล็ก” นางกล่าว “สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้ไม่ใช่เปิดเพิ่ม แต่ทำให้ร่องนี้เชื่อมกับลมหายใจภายในของเจ้าให้ได้เสียก่อน”


    “เชื่อมอย่างไร”


    ไป๋หลีอิงดับเส้นแสงบนพื้น เหลือเพียงวงอักขระใต้ตัวเขา “คนทั่วไปเมื่อเริ่มฝึก จะให้ปราณหยาบเดินตามทางหลัก ดันปราณขึ้นตามแนวที่ร่างคุ้นเคย วิธีนั้นเหมาะกับร่างที่เดินพลังตามทางปกติ”


    นางยกมือขึ้นช้า ๆ แล้ววาดวงเล็ก ๆ ในอากาศ แสงสีเงินก่อตัวเป็นวงหมุนจาง ๆ ด้านหนึ่งของวงหมุนขึ้น อีกด้านหนึ่งหมุนลง


    “ลองนึกถึงวงน้ำ” นางกล่าว “ผู้ฝึกทั่วไปให้มันหมุนตามทางที่ร่างเปิดไว้ก่อน ดันขึ้น ผ่านทางหลัก แล้วค่อยไหลกลับลงมา นั่นทำให้พลังเดินง่ายและควบคุมง่าย”


    วงแสงในอากาศหมุนตามทิศทางหนึ่งอยู่ครู่เดียว ก่อนที่นางจะหยุดมัน


    ไป๋หลีอิงวาดวงแสงอีกครั้ง คราวนี้ให้มันหมุนทวนทิศเดิมอย่างช้า ๆ


    “ของเจ้า ต้องให้ปราณหยาบวนย้อนก่อน ไม่ใช่ดันขึ้น” นางกล่าว “เริ่มจากท้องน้อย รับแรงลง ผ่านทางแรกที่เปิด แล้วค่อยวกกลับสู่ทางหลัก ไม่ใช่การฝืนย้อนทั้งหมดในคราวเดียว แต่โคจรพลังเป็นวงเล็ก ๆ เพื่อให้ร่างจำทางใหม่”


    เย่เทียนฟังแล้วรู้สึกทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ


    เข้าใจในภาพ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไรในร่างจริง


    “ข้าจะลอง”


    เย่เทียนหลับตาลง


    เขาเริ่มจากวิธีที่คุ้นเคยโดยไม่ตั้งใจ ปราณหยาบในร่างถูกดันขึ้นผ่านร่องทางหลักตามสัญชาตญาณเก่า เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ ทางแรกข้างลำตัวซ้ายก็เจ็บแปลบเหมือนถูกดึงย้อนผิดทาง ความเย็นที่ท้องน้อยสั่นขึ้นทันที


    “หยุด” ไป๋หลีอิงกล่าว


    เย่เทียนหยุดเร็วพอ แต่เหงื่อเย็นก็ซึมออกมาตามขมับ


    นางไม่ได้ซ้ำเติม เพียงกล่าวว่า “นั่นคือทางเก่า”


    เย่เทียนหายใจเข้าช้า ๆ “ร่างข้าจำทางนั้นมากกว่า”


    “ใช่ เพราะเจ้าเคยฝึกมาแบบนั้น” นางกล่าว “อย่าโทษร่างตัวเอง แค่สอนมันใหม่”


    คำพูดเรียบ ๆ นั้นทำให้เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเริ่มใหม่


    ครั้งนี้เขาไม่ดันปราณขึ้น เขาปล่อยให้ลมหายใจภายในจมลงอย่างระวัง ปราณหยาบที่กระจายอยู่ในท้องน้อยค่อย ๆ รวมเป็นริ้วบาง ๆ แล้วไหลลงต่ำตามแรงกดเย็นที่ไป๋หลีอิงชี้ไว้ เขารู้สึกเหมือนกำลังพยายามให้สายน้ำไหลย้อนบนทางลาดที่มองไม่เห็น ทุกอย่างฝืนธรรมชาติของร่างเขาไปหมด


    ทางแรกข้างลำตัวซ้ายตอบสนองด้วยอาการปวดตื้อ


    เขาเกือบหยุด แต่จำคำว่า “รับแรงลง” ได้ จึงปล่อยให้พลังผ่านเพียงเศษเสี้ยว ไม่ฝืนมากกว่านั้น


    ปราณหยาบแตะร่องทางใหม่


    ร่างของเขาสั่นเล็กน้อย


    ไม่ใช่ความเจ็บแหลมคมเหมือนตอนพึ่งเปิดทาง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนทางแคบ ๆ กำลังถูกน้ำหยดแรกไหลผ่าน เย่เทียนค่อย ๆ นำริ้วพลังนั้นวกกลับเข้าหาทางหลักด้านบน แต่ยังไม่ทันโคจรครบวง ความเย็นในท้องน้อยก็ขยับขึ้น


    เขารีบหยุด


    วงปราณหยาบแตกออกเป็นไออุ่นกระจัดกระจายทั่วท้องน้อย


    เย่เทียนลืมตาเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มซีด “ยังโคจรไม่ครบ”


    “ทำได้ดีแล้ว” ไป๋หลีอิงกล่าว “เริ่มใหม่”


    เขาเริ่มใหม่


    ครั้งที่สอง เขาโคจรพลังระวังเกินไป พลังปราณจึงไม่ตอบสนอง


    ครั้งที่สาม เขาดันปราณลงมากเกินไป ความเย็นจึงแผ่จนปลายนิ้วชา


    ครั้งที่สี่ เขาไม่รีบแล้ว


    เย่เทียนปล่อยให้ลมหายใจยาวขึ้น ไม่คิดถึงความสำเร็จ เขาคิดเพียงว่าต้องโคจรปราณเป็นวงเล็กๆ ในร่างให้ครบหนึ่งรอบ


    ท้องน้อย


    แรงลง


    ทางแรกข้างลำตัวซ้าย


    วกกลับ


    ทางหลัก


    หยุดก่อนแตะเงาประตู


    ครั้งนี้วงพลังปราณคงรูปไว้ได้


    มันหมุนช้ามาก ช้าจนแทบเรียกไม่ได้ว่าหมุน แต่โคจรครบหนึ่งรอบจริง ๆ


    กึก—


    เสียงเบา ๆ ดังขึ้นในร่างเหมือนกลอนเล็ก ๆ ที่เพิ่งเข้าที่ ร่องทางข้างลำตัวซ้ายซึ่งเคยเจ็บตลอดเวลาอุ่นขึ้นแทน ความอุ่นนั้นแผ่เข้าหาทางหลักทีละน้อย ทำให้ลมหายใจภายในของเย่เทียนลึกลงอย่างชัดเจน


    วงอักขระใต้ตัวเขาสว่างขึ้นเพียงบาง ๆ แล้วดับลง


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่เงียบ ๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำกว่าเดิม


    “จำจังหวะนี้ไว้”


    เย่เทียนไม่ตอบ เขาไม่กล้าขยับคำพูดด้วยซ้ำ


    เขาปล่อยให้วงปราณหยาบหมุนอีกครั้ง ครั้งนี้ยังฝืด ยังเจ็บ พอโคจรครบวงที่สอง ร่างของเขาเหมือนเริ่มเชื่อว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ ครั้งที่สามจึงนิ่งขึ้นเล็กน้อย แม้ยังไม่มั่นคง แต่มีรูปแล้ว


    เมื่อโคจรวงปราณที่สามครบ ไป๋หลีอิงจึงยกมือขึ้น


    “พอ”


    เย่เทียนค่อย ๆ หยุด ปราณหยาบกระจายกลับสู่ท้องน้อยอย่างเชื่องช้า เขาลืมตาขึ้น เหงื่อเย็นไหลจากขมับถึงปลายคาง แต่แววตากลับสว่างกว่าก่อนหน้า


    ไม่ใช่เพราะดีใจซ้ำแบบไร้เหตุผล


    แต่เพราะคราวนี้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


    ทางแรกไม่ได้เป็นเพียงร่องที่เปิดค้างไว้แล้วเจ็บ มันเริ่มเชื่อมกับทางหลักและลมหายใจของเขาแล้ว แม้จะเป็นเพียงวงเล็ก ๆ ที่เปราะบางมาก แต่มันคือวงปราณแรกที่เขาเริ่มควบคุมได้อย่างแท้จริง


    “ตอนนี้ล่ะ” เขาถามเสียงแหบ “นับว่าเปิดชีพจรต้นขั้นหรือยัง”


    ไป๋หลีอิงมองเข็มสามเล่มที่ยังสั่นเบา ๆ อยู่รอบตัวเขา ก่อนตอบ


    “เพิ่งเหยียบเข้าไป”


    เย่เทียนหลับตาลงชั่วครู่


    คำตอบนั้นสั้นมาก แต่พอแล้ว


    เปิดชีพจรต้นขั้น

    ไม่ใช่กลางขั้น ไม่ใช่ปลายขั้น และยิ่งไม่ใช่ก่อปราณ แต่มันเป็นระดับที่มีชื่อ มีที่ยืน และร่างของเขาเพิ่งตอบรับมันจริง ๆ


    ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ “จำให้ดี ต้นขั้นของเจ้าต่างจากคนทั่วไป คนอื่นอาจเริ่มจากทางหลักแล้วดันพลังให้ไหลต่อเนื่อง แต่เจ้าต้องเริ่มจากวงย้อนนี้ หากวงยังไม่มั่นคง ห้ามเปิดทางใหม่พร่ำเพรื่อ”


    เย่เทียนพยักหน้า “แล้วต่อจากนี้ต้องทำให้วงย้อนมั่นคง?”


    “ใช่” นางกล่าว “ให้มันหมุนได้โดยไม่ต้องคิด ให้ร่องทางแรกไม่ปริแตก และให้เจ้ารู้ทันก่อนความเย็นลึกนั้นจะดึงลงไป เมื่อทำได้ จึงค่อยแตะขั้นกลาง”


    คำอธิบายนี้ทำให้ระดับของเขาชัดเจนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เย่เทียนไม่รู้สึกว่าตนถูกสาดด้วยคำศัพท์ลึกลับอีก เขารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ได้อะไร และยังขาดอะไร


    เขาเพิ่งเข้าสู่เปิดชีพจรต้นขั้น


    ได้วงปราณหยาบย้อนทางวงแรก


    ยังควบคุมได้เพียงสามรอบ


    ความชัดเจนนี้ทำให้เขาสงบลงอย่างประหลาด


    “วันนี้พอแค่นี้” นางกล่าว


    “ไม่ต้องฝึกต่อหรือ”


    “ต้อง” นางตอบ “แต่ไม่ใช่วันนี้ หลังจากนี้เจ้าต้องฝึกจนหมุนวงย้อนซ้ำโดยไม่ให้ร่างสั่น”


    เย่เทียนนั่งลงอีกครั้ง เขาเหนื่อยจนแขนหนัก แต่คราวนี้ความเหนื่อยไม่ได้ทำให้เขาท้อ สิ่งที่ต้องทำชัดเจนเกินกว่าจะฟุ้งซ่าน


    เย่เทียนค่อย ๆ วางมือบนท้องน้อย รับรู้วงปราณหยาบที่ยังเหลือร่องรอยอุ่นจาง ๆ อยู่ข้างใน



    ในเมืองชิงหลาน ศาลบรรพชนของตระกูลเย่ยังคงเงียบสงบหลังเสียงระฆังสั้น ๆ เมื่อยามสาย


    มีเพียงเย่จงที่ยังยืนอยู่หน้าป้ายวิญญาณบรรพชน


    ป้ายไม้ “สำรอง” ถูกวางไว้บนโต๊ะเตี้ยข้างมือเขา สายผ้าขาดยังพันอยู่กับขอบป้ายอย่างเงียบงัน เย่จงมองมันอยู่นาน มือใหญ่ของชายชราที่เคยจับดาบอย่างมั่นคงวางนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ แต่ข้อนิ้วกลับหดเกร็งจนเห็นเส้นเอ็น


    ประตูศาลเปิดออกเบา ๆ


    เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ด้านนอก ดวงตายังแดง แต่ในมือของนางไม่ได้ถือห่อขนมแล้ว นางถือถาดไม้เล็ก ๆ มีสมุนไพรแห้งหลายชนิดวางแยกเป็นกองไม่เรียบร้อยนัก บางกองยังปนกันผิดสี เห็นได้ชัดว่านางเพิ่งเริ่มเรียนและยังแยกไม่คล่อง


    เย่จงไม่ได้หันไปทันที แต่กล่าวเสียงต่ำ “เข้ามาเถอะ”


    เสี่ยวอวี่เดินเข้ามาช้า ๆ นางมองป้ายไม้บนโต๊ะ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่คราวนี้นางไม่ร้องไห้ออกมา นางวางถาดสมุนไพรลงข้างโต๊ะอย่างระมัดระวัง


    “ข้า…ขอวางไว้ตรงนี้ได้ไหมเจ้าคะ”


    เย่จงมองถาดนั้น “สมุนไพร?”


    “ข้ายังแยกไม่ค่อยถูก” เสี่ยวอวี่ก้มหน้า “ท่านหมอในเรือนยาบอกว่า ถ้าจำกลิ่นไม่ได้ ก็ให้วางไว้ใกล้ตัวแล้วดมบ่อย ๆ”


    เย่จงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เหตุใดจึงอยากเรียน”


    เสี่ยวอวี่กำชายแขนเสื้อแน่น ดวงตาที่เพิ่งแห้งเริ่มแดงขึ้นอีกครั้ง แต่นางยังฝืนพูดให้จบ


    “ถ้าพี่เย่เทียนกลับมาแล้วบาดเจ็บ…ข้าไม่อยากยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วทำอะไรไม่ได้อีก”


    ในศาลบรรพชนที่เต็มไปด้วยป้ายวิญญาณเก่าแก่ ไม่มีใครพูดอยู่พักใหญ่ กลิ่นสมุนไพรแห้งลอยปะปนกับกลิ่นธูปจาง ๆ ด้านนอกมีเสียงลมผ่านใบไม้เบามาก


    สุดท้ายเย่จงจึงกล่าวว่า “เรียนให้ดี”


    เสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้น


    “สมุนไพรช่วยคนได้ แต่คนใช้ยาต้องใจนิ่งกว่ายา” เขามองป้ายไม้บนโต๊ะ “ถ้าวันหนึ่งเขากลับมาในสภาพที่เจ้ากลัว เจ้าต้องทำมากกว่าร้องไห้”


    น้ำตาของเสี่ยวอวี่ไหลลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางพยักหน้าแรงกว่าเดิม


    “เจ้าค่ะ”


    เย่จงไม่ได้ปลอบนางด้วยคำอ่อนโยน เขาเพียงยกป้ายไม้ “สำรอง” ขึ้นมา แล้ววางไว้ตรงหน้าป้ายวิญญาณบรรพชน ราวกับประกาศต่อผู้ล่วงลับว่า เด็กคนนี้ยังไม่ถูกนับเป็นคนตาย


    “ตราบใดที่ยังไม่พบศพ” เขากล่าวเสียงต่ำ “ก็ยังมีคนต้องรอเขากลับมา”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน