ติดบ่วงรักหัวใจทมิฬ

    ตอนที่ 10

             

            กับคำถามนี้ของชายชราหญิงสาวก็ได้แต่ส่ายหน้า

            “แล้วเอาไงดีละทีนี้”

            ลุงผ่อง งงไปเหมือนกัน

            “ลุงพอจะรู้ไหมว่าเขาออกไปไหน”

            “ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน  เขาไม่ได้บอกเอาไว้”

            “พอดีหนูมีธุระสำคัญที่จะต้องพูดกับเขาให้ได้เสียด้วยสิ”

            “จะรอไหมล่ะ  ลุงว่าเขาคงไปไม่นานหรอก”

            “คงต้องรอค่ะ เพราะหนูมาไกลยังไงก็ไม่ยอมกลับไปโดยที่ยังไม่ได้เ๱ื่๵๹อะไรแน่”

            “งั้นก็เข้ามานั่งรอในบ้านลุงก่อนก็ได้ ยืนตากแดดอยู่อย่างนั้น  ร้อนแย่”

            “เอ่อ ลุงค่ะ คือ...หนูหิว ไม่ทราบว่าหนูพอจะหาอะไรทานได้ที่ไหนคะแถวนี้มีร้านอาหารหรือเปล่า”

            “โธ่เอ๊ย ร้านอาหารนะมีน่ะ  แต่มันอยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านโน้นแน่ะแต่จะต้องเสียเวลาเดินไปให้เหนื่อยแถมต้องเสียเงินด้วยทำไมล่ะถ้าไม่รังเกียจก็กินที่บ้านลุงนี่แหละ  เดี๋ยวลุงจะให้ป้าเขาดูกับข้าวให้”

            ลุงผ่องบอกอย่างมีน้ำใจ แล้วคนอย่างพิชชาภัสร์หรือจะรังเกียจใครเป็๲เธอรีบตอบรับคำชวนเชิญนั้นทันทีแบบไม่ให้ขัดศรัทธา

            “ขอบคุณมากค่ะลุง”

            หญิงสาวเดินตามลุงกับป้าผู้มีน้ำใจเข้าไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านก่อนที่ภรรยาของลุงผ่องที่ชื่อชบาจะเข้าไปลำเลียงอาหารจากในบ้านออกมาให้  อาหารมีทั้งน้ำพริกกินกับยอดตำลึงลวกแกงส้มดอกแค และปลาทอดตัวโตรสชาตินั้นก็อร่อยเอามากๆหญิงสาวจึงทานข้าวเข้าไปตั้งสองจานเต็มๆจนอิ่มแปล้ทีเดียว

            “ขอบคุณค่ะป้า ป้าช่วยให้หนูรอดตายไปอีกหนึ่งมื้อแล้ว”

            หญิงสาวกล่าวอย่างสดใสร่าเริงขณะช่วยป้าชบายกจานชามเอาเข้าไปเก็บในครัว

            “แม่หนูพูดราวกับว่าอาหารของป้าเป็๞ของวิเศษทีเดียว”

            “ก็วิเศษจริงๆนี่คะ นอกจากจะช่วยให้หนูไม่ต้องอดตายแล้ว  มันก็ยังเป็๲อาหารอีกมื้อที่อร่อยเอามากๆอีกด้วยและหนูก็คงจะไม่มีวันลืมอาหารมื้อนี้เลย”

            ป้าชบายิ้มรับคำพูดหวานๆของหญิงสาวขี้ประจบและโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ในใจนั้นก็รู้สึกเอ็นดูสาวน้อยที่พึ่งเคยเจอหน้าคนนี้เอามากมายทีเดียว

            “แล้วจะเอาไงต่อไปดีละทีนี้”

            ลุงผ่องถามเมื่อหญิงสาวกลับมานั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ

            “ลุงว่าคุณเดชบดินทร์เขาใกล้จะกลับมาหรือยังคะ”

            “คงใกล้แล้วหละ  ออกไปได้ครู่ใหญ่แล้วนี่”

            “งั้นหนูออกไปรอเขาที่หน้าประตูรั้วบ้านเขาดีกว่า”

            “อุ้ย จะต้องไปยืนตากแดดอยู่ทำไม  รออยู่ที่บ้านป้านี่แหละ  ไว้เขามาแล้วค่อยไปก็ได้”

            “เอ่อ หนูขอไปรอเขาอยู่ที่โน้นดีกว่านะคะ”

            หญิงสาวยืนกรานเธอไม่ได้บอกลุงผ่องกับป้าชบาไปตามตรงว่าเธอกลัวอีตานั้นจะวิ่งหนีเข้าบ้านไปโดยที่ไม่ยอมฟังอะไรจากเธออีกไปยืนดักรออยู่ที่หน้าประตูรั้ว พอเขาเปิดเธอก็จะได้ฉวยโอกาสรีบตามเข้าไปด้วยเลยจะดีกว่า

            และเมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเธอแล้วลุงกับป้าผู้มีน้ำใจก็ไม่ทัดทานอะไรอีก

             

            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            เดชบดินทร์กลับจากไปธุระมาในเวลาประมาณบ่ายสี่โมงแต่เมื่อจอดรถลงในโรงใกล้บ้านของลุงผ่องแล้วเปิดประตูลงไปเขาก็แอบชะงัก  เมื่อมองไปที่บ้านแล้วยังเห็นยัยบ้าคนที่เขาตั้งใจหลบ ยังยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้าน  นี่หล่อนทนยืนตากแดดรอเขาอยู่อย่างนั้นนานกว่าสองชั่วโมงเลยเหรอตื้อชะมัด

            “ไปไหนมาครับคุณเดช”

            ลุงผ่องคนที่เขาจ้างให้เฝ้าบ้านและทำอะไรอีกหลายๆอย่างตามแต่ที่เขาจะสั่งได้ออกมาถาม

            “ไปคุยธุระกับโรงสีที่จะรับซื้อข้าวมา เพราะเห็นว่านาแปลงหลังนั้นข้าวใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว”

            “เหรอครับแล้วนี่คุณเดชจะจ้างรถมาเกี่ยวหรือว่าจะจ้างคนในหมู่บ้านมาเกี่ยวกันละครับ  ยังไงแล้วผมก็จะได้เตรียมการได้ถูก”

            “จ้างคนดีกว่า ถึงจะเสร็จช้าและเสียค่าใช้จ่ายพอๆกันแต่การจ้างคนก็ทำให้ข้าวเสียหายน้อยกว่า แถมยังช่วยให้ชาวบ้านที่กำลังว่างงานไม่มีรายได้  ได้มีงานทำอีกด้วย”

            ชายหนุ่มตอบให้ลุงผ่องรู้สึกแปลกใจในความเป็๲คนรุ่นใหม่ของเขามากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะอย่าว่าแต่คนที่ไม่ได้มีอาชีพทำนามา๻ั้๹แ๻่เกิดและมีอายุแค่สามสิบต้นๆอย่างเขาเลยคนทำนามาแต่ไหนแต่ไรจนอายุปาเข้าไปห้าสิบ หกสิบปีแล้วสมัยนี้ก็ล้วนเลือกจ้างรถเกี่ยวข้าวกันทั้งนั้นจะว่าไปแล้วสมัยนี้หาคนที่อยากทำนาด้วยหัวใจนั้นยากเต็มที  ลูกหลานแท้ๆของชาวนาที่เป็๲คนรุ่นใหม่ต่างก็ล้วนหันเหไปหางานอื่นทำทั้งสิ้นต่างพากันพร้อมใจหนีให้ห่างจากอาชีพชาวนาให้มากที่สุด ด้วยตัวของชาวนาเองนั้นแหละที่สั่งสอนลูกหลานแบบนี้เพราะเห็นว่าการทำนาเป็๲อาชีพที่ลำบากและต่ำต้อยแต่ชายหนุ่มผู้นี้ที่มาจากไหนก็ไม่รู้กลับสวนกระแส

            เขาพยายามที่จะอนุรักษ์การทำนาแบบเดิมๆเอาไว้ทั้งๆที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญอะไรเกี่ยวกับการทำนาแบบดั้งเดิมมาก่อนเลยเขาทำให้ชายชราคิดว่าหากมีคนอย่างเขาคนนี้อยู่ในประเทศมากๆอนาคตที่คนไทยจะต้องไปรับซื้อข้าวจากต่างประเทศมากินก็คงจะไม่มี

            “ผู้หญิงคนนั้นมาทำอะไรอยู่ที่หน้าบ้านของฉัน”

            เดชบดินทร์ถามขึ้นพร้อมกับทอดสายตาฝ่าเปลวแดดที่ก็ยังคงความร้อนแรงอยู่พอสมควรไปยังร่างที่มองเห็นได้

            “แกมารอพบคุณไงครับ  ผมบอกให้มารออยู่ที่นี่ก่อนก็ไม่เอา  ไปยืนตากแดดรออยู่นั้นแหละ”

            คำตอบของลุงผ่องทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกหงุดหงิด  แต่ก็ไม่กล้าแสดงอะไรออกไปให้ชายชราจับได้  เขารีบเอ่ยขอตัวแล้วเดินตรงไปที่บ้านของตัวเองทันที

            “โอ๊ย คุณ ฉันคิดว่าคุณจะไปนอนค้างที่อื่นเสียแล้ว”

            ผู้หญิงคนนั้นแสดงท่าทางตื่นเต้นดีใจเมื่อหันมาเห็นเขา

            “ถ้ารู้ว่าเธอรออยู่ ฉันก็อาจจะทำอย่างนั้น”

            “อ้าว...”

            “ออกไปให้พ้นจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ”

            ชายหนุ่มตวาดสวนกลับไปให้เ๯้าหล่อนต้องอ้าปากค้าง

            “อ้าวคุณ ทำไมพูดอะไรอย่างนั้นฉันอุตส่าห์ลำบากลำบนเดินทางไกลมาเป็๞ร้อยกิโล แถมต้องมายืนตากแดดอยู่อีกตั้งนาน  แต่คุณมาพูดกับฉันอย่างนี้เหรอ”