Series : ปิศาจสาวร้อยปี
ตอนที่ 4 – คืนพระจันทร์เต็มดวง
วันต่อมา เวลา 22:47 น.
พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาโบสถ์ที่พังครึ่งหนึ่ง แสงเงินสาดลงมาจนพื้นโบสถ์ดูเหมือนปกคลุมด้วยน้ำนม
เมฆายืนอยู่ตรงกลางโบสถ์ ตรงรอยชื่อ “อรัญญา” ที่ถูกขูดไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
เสื้อแจ็คเก็ตลายพรางถูกถอดวางไว้ข้างกำแพง เหลือเพียงเสื้อยืดสีเขียวเข้มกับกางเกงยีนสีเข้ม
กำไลเงินสองวงที่ข้อมือซ้ายสะท้อนแสงจันทร์วูบวาบ
ข้างกายเขา หลวงตาวิชิตนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อเก่า มือถือดอกธูป 108 ดอก ที่เพิ่งไปซื้อใหม่จากตลาดบางลำพู
ใบหน้าหลวงตาซีดจนดูเหมือนคนใกล้ตาย
เจ้าพรายลอยวนอยู่ใกล้ประตู มองซ้ายขวาตลอดเวลา
“ท่านครับ… ข้าขอไปเฝ้าข้างนอกได้ไหม คืนนี้มันหนาวเกิน”
เมฆาไม่หันไป “อยู่ตรงนี้ แกต้องช่วยฉันปิดประตูโบสถ์ ไม่ให้ใครเข้ามา”
เจ้าพรายหน้าบูด แต่ก็พยักหน้ารับ
เจ้าฮูกเกาะอยู่บนคานเพดาน ตาเหลืองทองเรืองแสงจ้องมองมุมมืดที่คุ้นเคย
เมฆายกมือขึ้นทำท่าทางให้หลวงตาเริ่มพิธี
หลวงตาจุดธูป 108 ดอกด้วยไฟแช็กมือสั่น ควันขาวบางๆ ลอยขึ้นช้าๆ
กลิ่นหอมหวานปนขมของธูปอย่างดีแผ่กระจายไปทั่วโบสถ์ทันที
หลวงตาก้มกราบสามครั้ง แล้วเริ่มสวดมนต์ขอขมาต่อวิญญาณนางอรัญญา
ควันธูปทั้ง 108 ดอกเริ่มลอยรวมตัวกันตรงกลางโบสถ์
สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสาใหญ่สีขาวนวล
แล้วร่างของนางค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากควันนั้น
คราวนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
ชุดไทยสีครามเข้มสะอาดเหมือนใหม่ ผมยาวดำสนิทสยายลงมาปิดหน้า
แต่ตาทั้งสองข้างยังคงเป็นรูดำลึก มีควันขาวลอยออกมาไม่ขาด
นางมองตรงมาที่หลวงตา ไม่พูดอะไร
หลวงตาหยุดสวด มองขึ้นไปที่ใบหน้านาง น้ำตาไหลเป็นทาง
“อรัญญา… ข้าคือวิชิต
ข้าคนเดิม… ที่ทำร้ายเจ้า”
นางไม่ขยับ ควันรอบตัวเริ่มหมุนวนเร็วขึ้น
หลวงตาคลานเข้าไปใกล้ขึ้นอีก คุกเข่าตรงหน้าเท้านาง
“ข้าผิดเองทั้งหมด
เจ้าไม่เคยนอกใจข้าเลยสักครั้ง
แต่ข้าหึงจนตาบอด เชื่อคำคนอื่น
ข้าสั่งเผาเจ้า… ทั้งเป็น”
น้ำเสียงหลวงตาสั่นเครือจนแทบฟังไม่ออก
“ข้าขอโทษ… ขอโทษจากใจจริง
แม้เจ้าไม่ให้อภัย ข้าก็ยอมรับ”
นางค่อยๆ ยกมือขึ้น
ปลายนิ้วซีดเผือดชี้ตรงหน้าผากหลวงตา
ควันธูปทั้งหมดในโบสถ์พุ่งมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วนาง กลายเป็นลูกไฟสีขาวร้อนจัด
เจ้าพรายร้องเบาๆ “ท่านครับ… มันจะเผาหลวงตาแล้ว!”
เมฆายกมือขวาขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้เจ้าฮูกเตรียมพร้อม
แต่ยังไม่ขยับตัว
หลวงตาไม่หลบ มองตรงไปที่ลูกไฟนั้น
“ถ้าเจ้าเผาข้า ข้าก็ยินดี
ขอแค่… เจ้าพ้นจากความทุกข์นี้เสียที”
ลูกไฟสีขาวสว่างจ้าพุ่งลงมา
แต่หยุดกะทันหัน ห่างจากหน้าผากหลวงตาไม่ถึงคืบ
นางค่อยๆ ลดมือลง
ควันรอบตัวเริ่มสั่นไหวรุนแรง
เสียงนางดังขึ้นครั้งแรก คืนนี้ เบาและแหบพร่า
“ทำไม… ตอนนั้นเจ้าไม่พูดแบบนี้”
หลวงตาร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ข้าขี้ขลาด… ข้ากลัวเสียเจ้า ข้ากลัวเสียหน้า
เลยเลือกฆ่าเจ้าแทน”
นางก้มหน้าลง ผมยาวสยายลงมาปิดหน้า
น้ำตาควันสีขาวไหลออกจากรูตาเป็นทาง
“ข้าอยู่ที่นี่มานาน… รอเจ้าพูดคำนี้
รอมาตลอดร้อยกว่าปี”
เมฆายืนนิ่ง มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ
นางยกหน้าขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ รูตาดำลึกเริ่มมีแสงสีขาวอ่อนๆ ปรากฏขึ้น
“เจ้า… ให้อภัยข้าได้หรือยัง”
หลวงตาพยักหน้าหงึกๆ “ได้สิ… ข้ายกโทษให้เจ้าแล้ว ข้าขอแค่เจ้ายกโทษให้ข้าด้วย”
นางยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรก
รอยยิ้มที่ไม่มีควันปิดบัง
แล้วร่างของนางก็เริ่มโปร่งแสง
แต่ทันใดนั้น
พื้นโบสถ์สั่นสะเทือนเบาๆ
ควันธูปที่เคยสงบ กลับหมุนวนรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
สีเปลี่ยนจากขาวนวลเป็นเทาเข้ม
เสียงนางเปลี่ยนเป็นแหบกร้าว
“ไม่… ข้ายังเจ็บอยู่
ถ้าข้าตาย… ข้าจะลากเจ้าลงไปด้วย!”
ร่างนางขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นอสูรควันสูงเกือบถึงเพดาน
แขนขยายเป็นเส้นควันนับสิบพุ่งออกมา
หลวงตาถูกควันรัดตัวลอยขึ้นจากพื้นทันที
เจ้าพรายร้องลั่น “ท่านครับ! มันไม่ยอม!”
เมฆาถอนหายใจเบาๆ
ยกมือซ้ายขึ้น สบัดข้อมือออกไปทันที
กำไลเงินสองวงขยายใหญ่ในพริบตา
ห่วงนาคบาศก์สีเงินวงแรกพุ่งออกไป รัดรอบตัวอสูรควันแน่น
แต่ควันแหวกออกได้
เมฆาสบัดข้อมือครั้งที่สอง
ห่วงวงที่สองพุ่งตามมา ตัดกับวงแรกเป็นกากบาท
เสียงกรี๊ดของนางคอยดังก้องไปทั่วโบสถ์
ห่วงนาคบาศก์สองวงบีบรัดแน่นจนอสูรควันหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
เมฆาเดินเข้าไปใกล้ มองตรงไปที่ใบหน้านางที่ยังคงดิ้นรน
“ฉันให้โอกาสเธอเลือกแล้ว
ตอนนี้… ถึงตาฉันเลือก”
แสงเงินจากห่วงนาคบาศก์สว่างจ้าขึ้น
พร้อมกับเสียงกรี๊ดครั้งสุดท้ายของนางคอย
*โปรดติดตามตอนต่อไป*