หลังจากตุ๋นจนแน่ใจว่าเปื่อยได้ที่ หานเซินก็จัดการสวาปามเนื้อในหม้อ แต่เพราะปริมาณเนื้อของเขี้ยวทองแดงมีมากเกินไป เด็กหนุ่มจึงต้องค่อย ๆ แบ่งกินเป็นส่วน ๆ
เสียงในหัวประกาศว่าเขาได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์หนึ่งพอยต์ ดังขึ้นเป็นระยะ
-- กินเขี้ยวทองแดงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- กินเขี้ยวทองแดงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณได้รับ 1 จีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- … --
.
สองวันผ่านไป หานเซินกินเนื้อเขี้ยวทองแดงตุ๋นหม้อใหญ่จนหมดเกลี้ยง แม้แต่กระดูกยังถูกทุบเพื่อดูดกินไขหยุ่น ๆ ตรงกลาง นอกจากนั้นเขายังต้มกระดูกที่เหลือเป็นซุปซดดื่มซ้ำอีกหลายครั้ง กระทั่งน้ำซุปหมดรสชาติ จึงยอมตัดใจโยนกระดูกสีขาวซีดเข้ากองไฟเพื่อเผาทำลาย
ผลลัพธ์คือ หานเซินได้รับจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกเจ็ดพอยต์ เมื่อรวมกับที่มีอยู่ก่อนหน้านี้สิบแปดพอยต์ ในตอนนี้เขามีจีโนพอยต์เลือดศักดิ์สิทธิ์มากถึงยี่สิบห้าพอยต์แล้ว เด็กหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้นมาก พลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนพละกำลังจะไม่มีวันหมด
ความรู้สึกยอดเยี่ยมเช่นนี้กระตุ้นให้หานเซินหันไปมองสัตว์อสูรระดับโบราณตัวใหม่ที่เพาะไว้ในกรงอย่างมีความหวัง มันเป็นสัตว์ไร้ขนขนาดเล็ก มองไปมองมาก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น เจ้าตัวนี้ขนาดพอดีสำหรับต้มทั้งตัว หนังเกลี้ยง ๆ ก็ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเอาขนออก กระดูกก็น่าจะไม่แข็งเท่าเขี้ยวทองแดง ดูแล้วน่าจะไม่เสียของมากนัก จัดการง่ายก็กินได้เร็ว นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกสัตว์ชนิดนี้
เมื่อวานฉินเซวียนแบ่งเนื้อ ‘มังกรเกล็ดม่วง’ มาแจกจ่ายทุกคนในทีมล่าอสูร แต่เพราะตัวเธอเองได้ส่วนแบ่งไม่ถึงครึ่งซาก หากเอามาตัดแบ่งเป็นส่วนย่อย ๆ ให้คนอื่น ๆ แต่ละคนจะได้แค่เนื้อก้อนเล็ก ๆ แล้วอย่างที่บอก การกินเนื้อสัตว์อสูรก้อนเล็กก้อนเดียวมีโอกาสลุ้นจีโนพอยต์น้อยมาก การตัดแบ่งเนื้อจึงดูไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ สุดท้ายหานเซินและสมาชิกระดับล่างส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะรับเงินชดเชยสองแสนเหรียญและยกเนื้อทั้งหมดให้ฉินเซวียน
หานเซินเริ่มตระหนักว่าตัวเขาในตอนนี้ยังขาดทุนทรัพย์อีกมาก เขาต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัวรวมถึงซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับตัวเอง แต่ยอดเงินในบัญชีที่มีอยู่ นับรวมกับเงินที่เพิ่งได้รับมา ก็ยังมีอยู่แค่สามแสนเหรียญเท่านั้น
‘สามแสนเหรียญ...พอซื้อได้แค่ลูกธนูโลหะ Z ดอกเดียว เหอ ๆ’ หานเซินคิดพร้อมหัวเราะขมขื่น ลูกธนูโลหะ Z ดอกแรกและดอกเดียวของเขาถูกโอรสสวรรค์หักจนหมดสภาพ แม้เขาจะเก็บลูกธนูที่หักกลับมาได้ แต่ถ้าจะเอากลับมาใช้ เขาก็ต้องหาเงินเพื่อซ่อมมัน
‘ไม่ได้การ เราต้องหา ‘ศรวิญญาณอสูร’ ไว้ใช้สักดอก …ลูกธนูโลหะ Z ยังมั่นใจไม่ได้ว่าจะใช้งานดี แถมราคาก็แพงมาก แต่ถึงมันจะดีจริง ๆ ศรวิญญาณอสูรก็ยังได้เปรียบกว่าตรงที่ ถ้าไม่ใช่แบบใช้ครั้งเดียวก็สามารถเรียกกลับมาใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ… ติดอย่างเดียว…’ หานเซินขมวดคิ้วหน้าเคร่ง กำลังคิดหนักว่าจะหาลูกศรวิญญาณอสูรอย่างที่ต้องการได้จากไหน
เขาไม่สนใจศรวิญญาณอสูรระดับโบราณ เพราะมันไม่ได้ดีกว่าลูกธนูโลหะ Z เท่าไหร่ ยิ่งกว่านั้นราคากลับแพงกว่าหลายเท่า ส่วนระดับสามัญตัดทิ้งได้เลย
หานเซินนึกภาพลูกธนูวิญญาณอสูรระดับกลายพันธุ์ที่โอรสสวรรค์และหยางม่านลี่ใช้ตอนล่ามังกรเกล็ดม่วง… บางทีหยางม่านลี่อาจจะบอกได้ว่าวิญญาณอสูรลูกธนูมาจากการล่าอสูรชนิดใด เขาจะได้ลองล่าดูบ้าง
‘แต่หยางม่านลี่ไม่ชอบขี้หน้าเรา จะยอมบอกง่าย ๆ ได้ยังไง… เฮ้อ~ ช่างเถอะ! กลับบ้านก่อนแล้วค่อยค้นข้อมูลใน’เน็ตดู ไม่แน่อาจมีใครบอกวิธีล่าอสูรที่ทำให้ได้ศรวิญญาณอสูรใกล้ ๆ ฐานพักพิงเกราะเหล็ก’ คิดได้แบบนี้ เด็กหนุ่มก็เทเลพอร์ตออกจากก็อดแซงก์ทัวรีกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
.
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่าแม่ยังอยู่ในก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สอง ส่วนเหยียนเหยียนยังไม่กลับจากโรงเรียน
หลังจากอาบน้ำเสร็จ หานเซินก็เริ่มท่องสกายเน็ตค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ข้อมูลเกี่ยวกับฐานพักพิงเกราะเหล็กมีอยู่นับไม่ถ้วนบนโลกออนไลน์ แต่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลพื้นฐานทั่ว ๆ ไป หานเซินค้นอยู่พักใหญ่ พยายามหาทั้งทางตรงทางอ้อม จนในที่สุดก็เจอบทความที่มีประโยชน์
ขณะที่เขากำลังตั้งใจอ่านบทความ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น หานเซินเช็กผ่านกล้องวงจรปิดและพบว่า เสวี่ยซีมาพร้อมพี่ชายคนที่สี่ของเธอ—ฟางจิ่งฉี
‘มาทำอะไรที่นี่?’ หานเซินรู้ดีว่าฟางจิ่งฉีไม่ชอบเขา เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมีปัญหากันเล็กน้อย แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับมาหาเขาถึงบ้าน
หานเซินลงมาเปิดประตูแล้วส่งยิ้มทักทายสาวน้อยที่รู้จัก “ว่าไง เสี่ยวซี เธอไม่ได้มาที่บ้านฉันหลายปีแล้วนะ”
เสวี่ยซีมีท่าทีแปลก ๆ ก้มหน้าลงไม่ยอมสบตา แล้วพูดเบา ๆ แบบรีบเร่ง “เอ่อ ถ้าพี่เซินไม่สะดวก พวกเรากลับกันก่อนดีกว่า”
เธอพยายามดึงฟางจิ่งฉีกลับไป แต่คนข้างกายไม่ยอมขยับ เขายกยิ้มมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงตา แล้วพูดกับหานเซิน “นายกับเสวี่ยซีเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก จะมีอะไรไม่สะดวกล่ะจริงไหม?”
“ก็จริง ไม่เห็นจะมีอะไรไม่สะดวก เข้ามาข้างในสิ จะได้คุยกัน” หานเซินเข้าใจทันทีว่าฟางจิ่งฉีตั้งใจมาหาเรื่อง ปลายเสียงจึงย้ำช้าชัด
หลังพาแขกเข้ามานั่งในบ้าน เจ้าบ้านก็หยิบน้ำสองขวดมาต้อนรับ “ที่บ้านมีแค่นี้ ดื่มไปก่อนละกัน”
“ไม่เป็นไร” ฟางจิ่งฉีตอบแบบไม่ใส่ใจและไม่แตะต้องน้ำที่หานเซินเอามาให้ เขาจ้องคนที่ตนมีธุระด้วยก่อนจะถามตรง ๆ “ในก็อดแซงก์ทัวรี นายอยู่ในฐานพักพิงไหน?”
“เกราะเหล็ก” หานเซินเองก็ตอบตรง ๆ ไม่คิดปิดบัง
“อ้าว พี่เซินอยู่ที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กด้วยเหรอ? แล้วทำไมไม่เคยได้ยินหานห่าวพูดถึงเลยล่ะ?” เสวี่ยซีร้องถามด้วยความแปลกใจ
“คงเพราะยังไม่เจอกันน่ะ” หานเซินตอบไปง่าย ๆ
เสวี่ยซีฟังคำตอบแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ถามต่อ
ส่วนฟางจิ่งฉียิ้มมีเลศนัย “แหม บังเอิญจริง ๆ ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่นั่น ถ้านายอยู่ที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กก็น่าจะเคยได้ยินชื่อเขานะ คนที่ใช้ชื่อว่า ‘พี่หมัดเหล็ก’ น่ะ”
“เคยสิ พี่หมัดเหล็กหนึ่งในสามผู้มีอิทธิพลของฐานพักพิงเกราะเหล็ก ใครจะไม่รู้จักล่ะ” หานเซินตอบเสียงเรียบ
ฟางจิ่งฉีแสยะยิ้มกว้างขึ้น “เยี่ยม! คราวก่อนนายให้ของขวัญฉันชิ้นหนึ่ง ครั้งนี้ฉันก็มีของขวัญจะตอบแทน ไม่รู้ว่านายจะรับไว้ไหม”
หานเซินอ้าปากจะตอบแต่สายตาเหลือบไปเห็นเสวี่ยซีกำลังพยักพเยิดวิงวอนให้เขาปฏิเสธ จึงส่ายหน้าพร้อมบอกปัด “ผมไม่ชอบรับของขวัญเท่าไหร่ แค่อุตส่าห์มาหาผมก็ดีใจแล้ว…” ขณะที่ในใจคิดต่อจากประโยคที่พูด ‘...อีกอย่าง ฉันไม่อยากให้เสวี่ยซีลำบากใจ’
ทว่าชายหนุ่มผู้มาเยือนยังคงยิ้มบาง “แล้วถ้าของขวัญที่ฉันว่า คือวิญญาณอสูรกลายพันธุ์ล่ะ นายจะว่ายังไง?”
“วิญญาณอสูรกลายพันธุ์?” หานเซินแปลกใจ แต่แล้วก็นึกถึงคำพูดของอีกฝ่ายที่อ้างถึงพี่หมัดเหล็กเมื่อครู่ขึ้นได้
เมื่อเห็นท่าทีสนใจของหานเซิน ฟางจิ่งฉีก็รีบยื่นข้อเสนอ “ถ้านายกับฉันไปออกแรงสู้บนสังเวียนกันสักยก ไม่ว่าผลจะชนะหรือแพ้ ฉันจะให้พี่หมัดเหล็กส่งวิญญาณอสูรกลายพันธุ์เป็นของขวัญให้นายหนึ่งดวง เอาไหม?”
ตามนิสัยปกติ ถ้ามีแค่ตัวเขากับพ่อหนุ่มมาดคุณชายตรงหน้า หานเซินคงตกลงรับคำท้าแบบไม่ต้องคิด แต่เมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนจากหญิงสาวคนเดียวในห้องเขาก็ยักไหล่ปฏิเสธแล้วชวนเปลี่ยนประเด็น
“ขอผ่านดีกว่า ผมไม่อยากได้ของของใครแบบไร้เหตุผลถึงจะเป็นวิญญาณอสูรกลายพันธุ์ก็เถอะ… นี่พวกพี่กินอะไรมาหรือยัง? ถ้ายังก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ เดี๋ยวผมโชว์ฝีมือทำอาหารให้ลองชิม”
แต่ดูเหมือนฟางจิ่งฉีจะคิดว่าหานเซินไม่เชื่อเขา จึงหยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาแล้วโทรออก บนหน้าจอปรากฏภาพชายหนุ่มกำยำ ร่างกายใหญ่โต ตัวหนาเหมือนตึก คนปลายสายส่งยิ้มกว้างพร้อมทักทาย “ไงน้องสี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ ดูนายผิวเนียนขึ้นแฮะ”
“พี่หมัดเหล็ก ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย พอดีผมเจอเพื่อนใหม่ แต่เขาอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็ก อยากให้พี่ช่วยดูแล และเอาวิญญาณอสูรกลายพันธุ์ให้เขาสักตัวได้ไหมครับ?” ฟางจิ่งฉีพูดยิ้ม ๆ
“ถ้าเป็นคนอื่นมาขอแบบนี้ ฉันด่ากลับไปแล้วนะ แต่เป็นน้องสี่เดี๋ยวพี่จัดให้ บอกให้เขามาหาฉันที่กลุ่มหมัดเหล็กในฐานพักพิงสิ แต่จำไว้ด้วยนะว่าครั้งนี้นายติดหนี้ฉันหนึ่งครั้ง ห้ามลืมล่ะ” พี่หมัดเหล็กตอบตกลงอย่างง่ายดายแล้วตัดสาย
หลังจากวางสาย ฟางจิ่งฉีก็หันมามองหานเซินแล้วยิ้ม “ไง ตอนนี้นายพร้อมจะรับของขวัญจากฉันหรือยัง?”
.
.
.