แม้ใบหน้าของฮวาชิงเหยียนจะไม่ได้แต่งแต้มอะไร แต่ผิวพรรณกลับขาวผ่อง ริมฝีปากชมพูระเรื่อ ขนตายาวงอนราวปีกผีเสื้อนั้นสั่นไหวเบาๆ เมื่อสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดก็งดงามจนไม่อาจละสายตา
ซูซื่อที่ได้ยินเสียงรีบเดินเข้ามาในห้อง พอเห็นบุตรสาวในชุดเจ้าสาวก็น้ำตาคลอ
เมื่อได้เห็นบุตรสาวของตนสวมชุดแต่งงานกับตาตัวเอง ซูซื่อก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าบุตรสาวของตนจะต้องจากตนไปแล้วจริงๆ
ริมฝีปากของซูซื่อสั่นเทา แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยิ้มพลางพยักหน้ารับทั้งน้ำตาคลอ
ซูซื่อเอาแต่กำชับฮวาชิงเหยียนเรื่องชีวิตหลังแต่งงาน ทั้งควรทำอะไร ทำอย่างไร จนกระทั่งดึกมากแล้วจึงยอมให้นางเข้านอน
“คุณหนู คุณหนู ตื่นเร็วเจ้าค่ะ!” เซี่ยจู๋เขย่าไหล่ฮวาชิงเหยียนที่กำลังหลับสนิท
ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบไวจากการฝึกฝนในชาติก่อน ฮวาชิงเหยียนลืมตาแล้วลุกพรวดขึ้นมาทันที ก่อนจะกวาดมองเซี่ยจู๋ด้วยสายตาเฉียบคม
เซี่ยจู๋ตกใจเล็กน้อยกับแววตานั้น แต่พอลองมองอีกทีก็เห็นเพียงแววตาแจ่มกระจ่าง จึงคิดว่าตนคงตาฝาดไป ก่อนจะรีบพูดด้วยความยินดี “คุณหนูรีบล้างหน้าล้างตาเถิด คนมารับตัวใกล้จะถึงแล้วเจ้าค่ะ”
แววตาฮวาชิงเหยียนฉายแววงุนงงเล็กน้อย
คนมารับ?
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันแต่งงานของตน!
ฮวาชิงเหยียนถูกเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยพามานั่งลงหน้ากระจกทองเหลือง นางจึงปล่อยให้พวกนางแต่งหน้าให้ตามธรรมเนียม ทาแก้มด้วยสีชมพูระเรื่อดั่งกลีบกุหลาบต้องแสงอรุณ
ซูซื่อเดินเข้ามาเห็นบุตรสาวอยู่ในชุดเจ้าสาวท่าทีเรียบร้อย พลันรู้สึกทั้งยินดีและเศร้าใจไปพร้อมกัน
แม้จะน้ำตาคลอ แต่ใบหน้ายามค่อยๆ ถักผมทรงสิริมงคลให้บุตรสาวกลับเผยรอยยิ้ม หากสามีของนางยังอยู่ และเห็นเหยียนเอ๋อร์ออกเรือนเช่นนี้ เกรงว่าคงตัดใจไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน
ฮวาชิงเหยียนเหลือบเห็นซูซื่อเช็ดน้ำตาจึงเอ่ยเบาๆ “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
ซูซื่อรีบปาดน้ำตาแล้วยิ้มพลางส่ายหน้า “เปล่า...แม่แค่รู้สึกดีใจเหลือเกิน ลูกสาวของแม่โตแล้ว...ตอนนี้จะออกเรือนไปเป็นสะใภ้ผู้อื่นแล้ว” เอ่ยถึงตอนท้ายก็อดสะอื้นไม่ได้ “เพียงแต่...แม่ยังตัดใจไม่ลง”
ฮวาชิงเหยียนมองซูซื่อ แม้จะอยู่ร่วมกันได้ไม่นานนัก แต่ทั้งฮวาเฮ่าเย่ว์และซูซื่อล้วนจริงใจกับนางมาก
เดิมทีนางหาได้รู้สึกอะไร ทว่าเมื่อเห็นขอบตาแดงเรื่อของซูซื่อ ใจพลันสะท้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ...ทั้งยังมีความกระวนกระวายบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างยากจะเข้าใจ
แต่เมื่อนึกถึงเป้าหมายของตนเอง หลังเปิดแหวนหยกแล้วก็จะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง นางจึงรีบปลอบ “ท่านแม่ไม่ต้องเศร้าไปเจ้าค่ะ อีกไม่นานข้าก็กลับมาแล้ว”
ซูซื่อเข้าใจคำว่า ‘กลับมา’ ที่บุตรสาวหมายถึงคือกลับมาเยี่ยมบ้านมารดาหลังแต่งงาน จึงยิ้มทั้งน้ำตาแล้วเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “เหยียนเอ๋อร์ของแม่ ออกเรือนไปแล้วต้องรู้จักปฏิบัติตนตามสามเชื่อฟังสี่จรรยา [1] ดูแลจวนให้ดี ให้สมกับฐานะชายาเข้าใจหรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนพยักหน้ารับโดยไม่ปฏิเสธ ทว่าในใจกลับไม่เห็นด้วย จะให้นางน้อมรับฟังคำสามี ปฏิบัติตนเป็นสตรีเรียบร้อยเพื่อเขาหรือ นางไม่มีวันทำเช่นนั้นกับอ๋องเจ็ดเป็นอันขาด
ยามฮวาเฮ่าเย่ว์ซึ่งนั่งอยู่หน้าประตูห้องเห็นน้องสาวในชุดเจ้าสาวที่งดงามราวภาพวาด ในอกพลันปั่นป่วน ยากจะเอ่ยเป็นคำ
เมื่อนึกว่าน้องสาวอันเป็นที่รักกำลังจะออกเรือน ใจหนึ่งก็อาลัยอาวรณ์ อีกใจก็หวังให้นางมีความสุข
“น้องสาว วันนี้เจ้าช่างงดงามยิ่งนัก” ฮวาเฮ่าเย่ว์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากเจ้าแต่งไปแล้วต้องทนทุกข์ โดนรังแก หรือมีสิ่งใดคับข้องใจก็รีบบอกพี่ ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก พี่ก็จะลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อเจ้า!”
ฮวาชิงเหยียนสะเทือนใจอยู่ลึกๆ การมีคนรักและห่วงใยตนเช่นนี้...เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นยิ่งนัก
“พี่ชาย ท่านวางใจเถิด ข้าย่อมไม่ยอมให้ใครมารังแก แต่ท่านกับท่านแม่...ต้องดูแลตนเองให้ดี อย่าลืมดื่มโอสถที่ข้าปรุงไว้อย่างสม่ำเสมอด้วยนะเจ้าคะ” ฮวาชิงเหยียนกล่าวกำชับ
“อืม รู้แล้ว น้องสาว เป็นพี่ที่ไร้ความสามารถ เพราะยังชิงบรรดาศักดิ์กลับคืนมาไม่ได้ จึงไม่อาจจัดพิธีวิวาห์ให้เจ้า พี่...” ฮวาเฮ่าเย่ว์กล่าวอย่างรู้สึกผิด
เพราะเขาไม่มีอำนาจในจวนอันกั๋วกงแห่งนี้ ฮวาชิงเหยียนจึงทำได้เพียงรอให้ขบวนเกี้ยวจากจวนอ๋องมารับ
“พี่ชายอย่าพูดเช่นนั้นเลย ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่กลับ...” ฮวาชิงเหยียนเกือบเผลอหลุดปากว่าอีกไม่นานนางก็กลับมา โชคดีที่หยุดทัน ไม่อย่างนั้นหากทั้งสองรู้แผนการของนางเข้า คงต้องพร่ำสั่งสอนจนหูชากันไปข้างเป็นแน่ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “พี่ชาย ท่านวางใจเถิด ข้าจะช่วยทวงบรรดาศักดิ์กลับคืนมาให้ท่านเจ้าค่ะ”
ฮวาเฮ่าเย่ว์เพียงยิ้มรับ คำพูดของน้องสาวเขาย่อมรับไว้ในใจ ทว่าในใจก็คิดว่า หากอาการบาดเจ็บของเขาหายดีเมื่อไร เพื่อไม่ให้นางต้องเหนื่อยใจ เขาจะชิงมันกลับมาด้วยมือของตนเอง
ทันใดนั้นนอกจวนก็เสียงฆ้องกลองดังกระหึ่ม เพลงมงคลขับขานก้องกังวาน เป็นสัญญาณว่าขบวนเกี้ยวเจ้าสาวเดินทางมาถึงแล้ว ทว่าทันทีที่เห็นผู้ที่มาอยู่บนหลังม้านำขบวนกลับเป็นเพียงรองแม่ทัพผู้หนึ่ง เหล่าผู้คนที่มามุงดูต่างซุบซิบกันไม่หยุด
“ข้าว่าแล้ว อ๋องเจ็ดคงไม่เห็นฮวาชิงเหยียนอยู่ในสายตาหรอก ถึงได้ส่งคนมารับเจ้าสาวแบบส่งๆ เช่นนี้”
“อ๋องเจ็ดไม่จริงจังเกินไปหน่อยหรือ ด้วยฐานะของฮวาชิงเหยียน แค่รับเป็นอนุก็ถือว่ายกย่องเกินพอแล้ว เหตุใดถึงขึ้นแต่งตั้งเป็นชายาเช่นนี้”
“ใครจะไปรู้ ข้าได้ยินมาว่าไท่เฟยโกรธมากที่อ๋องเจ็ดจะรับฮวาชิงเหยียนเป็นชายา ถึงกับหนีไปสวดมนต์อวยพรเพื่อคลายเครียดเลยละ”
ฮวาชิงเหยียนยังไม่ทันเดินออกจากประตู ก็ได้ยินถ้อยคำถากถางเหล่านั้นเต็มสองหู และเพิ่งรู้ตอนนั้นว่าอ๋องเจ็ดไม่ได้มารับนางด้วยตนเอง
เพียงแต่...นางก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด อ๋องเจ็ดดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนที่คิดจริงจังกับนางอยู่แล้ว การไม่มาด้วยตนเองจึงเป็นเรื่องที่คาดไว้แต่แรก
ทว่าเมื่อนึกถึงซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ที่ต้องทนรับเสียงนินทา นางก็กัดฟันจดบัญชีหนี้ไว้กับอ๋องเจ็ดทันที
ฮึ่ม! หากเปิดแหวนหยกได้เมื่อไหร่ ข้าจะมอบ ‘ของขวัญแต่งงาน’ ดีๆ ส่งคืนไปให้เขาแน่นอน
ฮวาชิงเหยียนคิดพลางเดินตามสี่เหนียง [2] เงียบๆ
แต่ฮวาชิงเหยียนหารู้ไม่ว่า ฮวาเย่ว์โหรวซึ่งอยู่ในจวนกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาริษยาปนสะใจ
แม้จะมีสินสอดมากเพียงใด แต่สุดท้ายนางก็ยังไม่เป็นที่ใส่ใจอยู่ดี ด้วยฐานะของอ๋องเจ็ดแล้ว การแต่งเข้าไปก็ไม่ต่างจากหญิงม่าย
ทว่าทุกครั้งที่ฮวาเย่ว์โหรวนึกถึงของหมั้นที่รัชทายาทส่งมาเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งยังน้อยกว่าที่ฮวาชิงเหยียนได้รับเสียอีก นางก็รู้สึกเดือดดาลและไม่อาจทนได้
ครั้นคิดจะออกไปหาเรื่อง กลับได้ยินเสียงอื้ออึงผิดปกติดังขึ้นจากหน้าจวน
ทันใดนั้นก็เห็นสตรีวัยประมาณสามสิบปีผู้หนึ่งกำลังพยายามฝ่าเข้ามาในจวนอันกั๋วกง แต่ถูกองครักษ์ขวางไว้ไม่ให้เข้า จึงร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด
“ฮวาชิงเหยียน คืนสามีข้ามานะ!”
“ฮวาชิงเหยียน นักหลอมโอสถไม่ได้เรื่อง เจ้าตัวก่อกรรม เจ้าทำให้สามีข้าตาย!”
“ฮวาชิงเหยียน เจ้าคนไร้ค่าสวรรค์ลงโทษ เจ้าต้องชดใช้ให้สามีข้า!!”
สตรีนางนั้นทรุดตัวลงกับพื้น ตีขาตัวเองพลางด่าทอเสียงดัง ทั้งยังร่ำไห้อย่างน่าสงสาร
บนแท่นสูงใกล้จวนอันกั๋วกง ชายสวมหน้ากากเงินในอาภรณ์แดงยืนทอดสายตามองเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง เมื่อเห็นความวุ่นวายเบื้องหน้า เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามอ๋องเก้าผู้ยืนชมเหตุการณ์อยู่ข้างกายด้วยท่าทีเพลิดเพลิน
“เกิดอันใดขึ้น”
อ๋องเก้ารู้ดีว่าเรื่องราวรอบตัวชายาเจ็ดผู้นี้มักไม่เคยราบรื่น เพราะแม้แต่วันออกเรือนยังมีเหตุให้ต้องวุ่นวายอีกจนได้ ทว่ายามนี้มีพี่เจ็ดอยู่ด้วย เขาย่อมต้องสงบเสงี่ยมลง จึงทำท่าเคร่งขรึมพลางตอบจริงจัง “พี่เจ็ดวางใจเถิด ข้าจะรีบให้คนไปสืบเดี๋ยวนี้ แต่...เหตุใดท่านถึงไม่ไปรับพี่สะใภ้เองเล่า ได้ยินหรือไม่ว่าคนเหล่านั้นกำลังซุบซิบนินทาว่าชายาของท่าน..”
อ๋องเก้ารู้ดีว่าพี่เจ็ดของตนมีใจให้ฮวาชิงเหยียนอย่างแน่นอน แต่การกระทำในครั้งนี้กลับทำให้เขารู้สึกคลางแคลงใจยิ่งนัก
อ๋องเจ็ดยังคงเงียบขรึม ไม่เอ่ยวาจาใด
ส่วนทางด้านฮวาชิงเหยียน นางชะงักฝีเท้าทันทีที่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของสตรีนางนั้น กำลังจะยกมือเปิดผ้าคลุมหน้าเพื่อดูเหตุการณ์ ทว่าเซี่ยจู๋ซึ่งอยู่ข้างกายกลับมือไวห้ามทัน
“คุณหนู! ไม่ได้นะเจ้าคะ ก่อนแต่งห้ามเปิดผ้าคลุมเด็ดขาด ต้องให้สามีของท่านเปิดเองเท่านั้น”
ฮวาชิงเหยียนภายใต้ผ้าคลุมมุมปากกระตุกเล็กน้อย นางเอามือลง ก่อนหันไปยังต้นเสียงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด “ไม่ทราบว่าท่านป้าที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญผู้นั้นมีเรื่องใดหรือ สามีของท่านคือผู้ใด”
เสียงใสกังวานจากใต้ผ้าคลุมนั้นน่าฟังราวท่วงทำนองล้ำค่า ทว่ายามสตรีนางนั้นได้ยินกลับยิ่งจุดเพลิงโทสะให้ลุกโชน
เมื่อเห็นว่านางยังกล้าสวมชุดเจ้าสาว ทั้งที่สามีของตนต้องตายเพราะน้ำมือของนาง ความโกรธพลันพุ่งสูง จึงตะโกนลั่น “ฮวาชิงเหยียน! เจ้าทำสามีข้าตาย ยังไม่สำนึกผิดอีกหรือนางอสรพิษ!”
ฮวาชิงเหยียนพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ “ท่านป้า ท่านกล่าวหาข้าเช่นนี้ มีหลักฐานว่าสามีของท่านตายเพราะข้าหรือไม่”
“ยังกล้าถามอีกหรือ! สามีข้าก็คือชายวัยประมาณสามสิบที่เจ้ารักษาเมื่อวานอย่างไรเล่า! เจ้าบอกว่าเขาเป็นโรคพิษร้อนจื่อเตี้ยนจึงให้ยากลับมา ข้าต้มให้เขาดื่ม พอดื่มเสร็จก็นอนพัก พอรุ่งเช้าปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ตัวแข็งทื่อ ใบหน้าเขียวคล้ำ ตอนนี้ไร้ลมหายใจไปแล้ว!”
สตรีนางนั้นร่ำไห้น้ำตาอาบสองแก้มพลางชี้หน้ากล่าวหา
ฮวาชิงเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เทียบยาที่นางให้เขาเมื่อวาน ชาติก่อนนางเคยใช้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และไม่เคยมีปัญหาแม้แต่ครั้งเดียว นางจึงมั่นใจยิ่งนักว่าเทียบยานั้นไม่มีทางมีปัญหา
“สวรรค์! ฮวาชิงเหยียนทำคนตาย!?”
เสียงซุบซิบของผู้คนดังระงม
“แปลกนัก ฮวาชิงเหยียนถูกตราหน้าว่าเป็นคนไร้ค่าไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังมีคนให้นางรักษาโรคอีกเล่า มิใช่ว่าคนผู้นั้นเสียสติไปแล้ว?”
“พวกเจ้ารู้ข่าวช้าไปเสียแล้ว ฮวาชิงเหยียนน่ะ เพิ่งรักษาใบหน้าของคุณหนูฉางจื่อโหรวให้กลับมางดงาม อีกทั้งยังรักษาคนได้อีกมาก ตอนนี้นางได้รับสมญานามว่าจอมโอสถแล้วนะ!”
“หึ! จอมโอสถอันใดกัน น่าขันนัก ขนาดนักหลอมโอสถหวังเฟิงกับคุณหนูฮวาเย่ว์โหรวยังเป็นนักหลอมโอสถ แต่นางกลับกล้าเรียกตัวเองว่า ‘จอมโอสถ’ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!”
พอฮวาเย่ว์โหรวได้ยินเสียงซุบซิบนินทาหน้าประตูจวน ก็อารมณ์ดีขึ้นทันตา หัวเราะเย็นต่ำอย่างเจ้าเล่ห์
ฮวาชิงเหยียน เจ้าช่างหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ ข้ายังไม่ทันลงมือ เจ้ากลับก่อเรื่องให้ตัวเองเสียแล้ว โง่งมเช่นเดิมไม่มีผิด
ฮวาเย่ว์โหรวคิดก่อนจะหันไปพูดกับสาวใช้ “ไปเถิด พวกเราเข้าไปข้างในกันดีกว่า”
นางยังต้องไปพบองค์รัชทายาท ไม่มีเวลามาเสียกับฮวาชิงเหยียนแล้ว
ฮวาชิงเหยียนไม่ใช่ผู้ไร้ประสบการณ์ด้านการรักษา เรื่องเช่นนี้นางเคยพบมานักต่อนักในชาติก่อน เพียงแต่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตนเองเท่านั้น นางย่อมรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กนั้นขึ้นอยู่กับวิธีจัดการ จึงกล่าวอย่างหนักแน่นต่อหน้าสตรีผู้นั้น “ท่านป้า ข้าฮวาชิงเหยียนขอเอาชีวิตเป็นประกัน การวินิจฉัยและเทียบยาของข้าไม่มีทางผิดพลาด! แต่ในเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ข้าย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าต้องคืนความบริสุทธิ์ให้ตนเองให้ได้ เพียงแต่วันนี้เป็นวันแต่งงานของข้า ขอเพียงท่านให้เวลาอีกสองสามวัน ข้าจะต้องสืบหาความจริงมาให้ได้ หากข้าพิสูจน์ไม่ได้ ข้ายินดีชดใช้ด้วยชีวิต!”
คำพูดของฮวาชิงเหยียนทำให้ทุกผู้คนโดยรอบถึงกับตกตะลึง
นางถึงขั้นกล่าวว่าจะชดใช้ด้วยชีวิต!
กอปรกับน้ำเสียงอันแน่วแน่ ทำให้ผู้คนรู้สึกคล้ายอยากเชื่อในตัวนางขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
สตรีนางนั้นพลันนิ่งอึ้ง ลืมแม้แต่จะร้องไห้ต่อ อาจเป็นเพราะคำพูดของฮวาชิงเหยียนไร้ที่ติจนไม่อาจโต้แย้ง ดวงตาของนางฉายแววลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ
“เจ้าพูดเองนะ! วันนี้มีชาวบ้านเป็นพยานให้ข้ามากมาย หากเจ้าคิดผิดคำพูด ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่!”
เชิงอรรถ^ สามเชื่อฟังสี่จรรยา เป็นแนวทางการปฏิบัติในการวางตัวของผู้หญิงจีนในสมัยโบราณภายใต้แนวคิดขงจื่อ สามเชื่อฟัง ได้แก่ เชื่อฟังบิดา เชื่อฟังสามี สิ้นสามีเชื่อฟังบุตรชาย สี่คุณธรรม ได้แก่ มีคุณธรรมและกิริยามารยาท พูดจาอ่อนน้อมและซื่อสัตย์ รูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้าน ไม่ขาดงานบ้านงานเรือน^สี่เหนียง หมายถึง หญิงผู้ทำหน้าที่ในพิธีแต่งงานของจีนโบราณ เช่น จูงเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว ดูแลการแต่งตัว กล่าวคำอวยพร และชี้นำขั้นตอนพิธี ถือเป็นผู้รู้ประเพณีและนำความเป็นสิริมงคลมาให้กับเจ้าสาว