“จ้าวอี้ เจ้าฝึกปราณเซียนได้ถึงระดับ จักรพรรดิได้แต่อายุยังน้อย เหตุใดยังสนใจจะมาเรียน พลังเวทย์อีก? หรือแค่เข้ามาเพื่ออยากได้ ศิลานักปราชญ์เท่านั้น”
เจ้าสำนักเมี่ยวคง เอ่ยออกมาเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างตั้งแต่ต้น
“ มิได้ ข้าเองก็อยากจะฝึกพลังเวทย์เอาไว้ป้องกันตัวด้วยเช่นกัน ส่วนศิลานักปราชญ์นั้น เป็นเพราะข้าพบเจ้าหนูยักษ์โดยบังเอิญ มันเป็นคนเล่าให้ข้าฟัง”
เสี่ยวเทียนกล่าวปฏิเสธทันที เจ้าสำนักถึงกับอึ้ง ที่รู้ว่าเสี่ยวเทียนคุยกับหนูได้ จึงเอ่ยว่า
“ ถ้าเช่นนั้น ก็ดี ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์หลักของข้า ตามข้ากลับสำนักเดี๋ยวนี้เลย” เสี่ยวเทียนตกใจ มิทันตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ถูกจับตัว แล้วพากลับสำนักเหยาซานทันที ไม่ทันเอ่ยอะไรกับ อาทั้งสองและซุนหมิงเลย
เสี่ยวเทียนถูกจับมาที่ อาคารของท่านเจ้าสำนัก
พอมาถึงก็มีศิษย์พี่ผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านข้างเอาน้ำชามาให้เสี่ยวเทียนทำการคารวะอาจารย์เจ้าสำนัก อาจารย์ลู่เอินเห็นว่า ตัวตนระดับเซียนจักรพรรดินั้นหายากมาก
หากเสี่ยวเทียนได้เรียนวิชาเวทย์ ก็อาจเป็นประโยชน์มากขึ้น เลยให้เสี่ยวเทียน อยู่เรียนที่นี่ไปก่อน
“ ศิษย์จ้าวอี้ คำนับท่านอาจารย์” อาจารย์เจ้าสำนักรับน้ำชามาดื่มแล้วเอ่ยว่า
“ ลุกขึ้น เจ้ารู้ไหม ทำไมข้ารับเจ้าเป็นศิษย์ แม้กระทั่งยอมหัก กับ ราชวงศ์โจวก็ยอม”
เสี่ยวเทียนได้แต่ส่ายหัวไม่ทราบ
“ เพราะใจของเจ้าน่ะซิ กล้าทำร้ายองค์ชายแปด ฆ่าองครักษ์วังหลวงร้อยคน
แถมยังเผชิญหน้ากับ รัชทายาท ยังไม่หวาดหวั่น หรือ เกรงกลัว รัชทายาทแม้แต่น้อย ข้าคิดว่า หากเจ้าฝึกวิชาเวทย์ เจ้าอาจบรรลุขั้นเซียนบรรพกาลเวทย์ในตำนานก็เป็นได้”
“ เซียนบรรพกาลเวทย์”
“ เอาล่ะเรื่องนั้นมันยังห่างไกลนัก เวลานี้เจ้าต้องฝึกฝนเริ่มต้นก่อน โดยเริ่มขั้นพื้นฐานโดยเริ่มไต่เต้า จาก นักศึกษาเวทย์ก่อน นี่คือหยกศึกษาจอมเวทย์ทั้งหมด
แล้ววิธีปฏิบัตของข้าทั้งหมดในชีวิต เจ้านำไปศึกษา แล้วอีก 1 เดือนข้าจะทดสอบเจ้า ว่าเจ้าสามารถฝึกได้ถึงระดับใด ฟางอี้ เจ้าพา จ้าวอี้ไปที่พัก แล้วก็คอยแนะนำเขาด้วย ภายใน 1 เดือนนับจากนี้”
ฟางอี้พาเสี่ยวเทียนมาที่พักแห่งหนึ่ง หรูหรากว่า ที่พักของ ซุนหมิงนัก เป็นบ้านเดียวชั้นเดียวมีห้องนอนสี่ห้อง อยู่บนเนินเขา วิวเงียบสงบ
“ เจ้าสำนัก มีศิษย์หลักอยู่ สามคน เจ้าเป็นคนที่สี่ บนนี้มีบ้านพักของศิษย์หลัก เท่านั้น ข้าเป็นศิษย์พี่สามต่อไปเจ้าเป็นศิษย์น้องเล็กแทนข้าแล้ว”
“ ศิษย์พี่ฟาง ไม่ทราบว่าข้าพาคนมาอยู่เป็นเพื่อนได้หรือไม่”
“ ได้ เป็นสิทธิของเจ้า ตรงกลางสระน้ำเป็นห้องสมุดเจ้าสามารถค้นคว้าวิชาเวทย์มนต์เพิ่มเติมได้ ส่วนทรัพยากรในการฝึกฝน เจ้าเป็นศิษย์หลัก จะได้ผลึกธาตุที่จำเป็นต่อการฝึกของเจ้า เดือนละ หนึ่งพันก้อน เจ้าไปรับได้ที่ ห้องทรัพยากรใช้ ป้ายประจำตัวไปเบิกได้เลย เจ้าพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาทดสอบเจ้าดูว่าเจ้าคืนนี้เจ้าเข้าใจอะไรบ้าง” ศิษย์พี่ฟางเอ่ยจบก็จากไป เสี่ยวเทียนเข้าไปที่พักก็นำหยกวิชาจอมเวทย์มา ศึกษาทันที
วิชาจอมเวทย์ เป็นวิชาที่แตกต่างกับ พลังปราณเซียน แต่ก็มีส่วนคล้ายกันบ้างก็คือการนำพลังฟ้าดิน มาเปลี่ยนเป็นพลังอันน่ามหัศจรรย์ โดยผ่านพลังห้าธาตุ เป็นหลัก แล้วยังมีพลังธาตุย่อยๆ ลงมาอีกหลายธาตุ เช่นพลังธาตุน้ำ จะแบ่งย่อยๆ
เป็นพลังน้ำแข็ง พลังวารี พลังสายฝน ส่วนพลังธาตุไฟ ก็มีพลังอัสนีสายฟ้า พลังเพลิงตะวัน โดยมีขั้นพลังตั้งแต่
1 นักศึกษาเวทย์ ใช้วงแหวนสีขาว
2 จอมเวทย์ ใช้วงแหวนสีแดง
3 ราชันจอมเวทย์ ใช้มีวงแหวนสีส้ม
4 จักรพรรดิจอมเวทย์ ใช้วงแหวนสีเหลือง
5 เซียนจอมเวทย์ ใช้วงแหวนสีเขียว
6 เซียนราชันเวทย์ ใช้วงแหวนสีฟ้า
7 เซียนจักรพรรดิเวทย์ ใช้วงแหวนสีน้ำเงิน
8 เซียนบรรพกาลเวทย์ ใช้วงแหวนสีม่วง
ทุกระดับแบ่งเป็นระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง
การฝึกพลังเซียน นั้นจะ เน้นไปที่การเพิ่มพลังจุดชีพจรปราณให้ได้ถึง 1500จุด เพื่อเสริมร่างกายเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป แต่ว่า การฝึกตนของจอมเวทย์นั้น จะเน้นฝึกพลังจิตวิญญาณ ที่มีอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจารย์เมี่ยวคงบอกว่า จุดชีพจรวิญญาณมี อยู่ 8 จุด โดยแต่ละจุดชีพจรวิญญาณเหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กับ ระดับของการฝึกฝนวิชาจอมเวทย์ในระดับ ต่างๆ ดังนั้น
ผู้ที่จะเป็นจอมเวทย์ได้ ต้องปลุกจุดชีพจรทั้งแปดให้ได้เสียก่อน
เสี่ยวเทียนเริ่มปลุกจุดชีพจรจุดแรกก่อน เรียกว่า จุดชีพจรวิญญาณขั้นพื้นฐาน โดยใช้พลังฟ้าดินมาช่วยเปิดจุดให้ที่กลางฝ่ามือทั้งสอง เสี่ยวเทียนทำตามในตำราหยกบอกทันที เสี่ยวเทียนใช้ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากัน แล้วใช้พลังจิตที่มีดึงพลังฟ้าดินเข้ามาในฝ่ามือ บรรยากาศโดยรอบมีไอสีขาว พุ่งเข้ามาสู่จุดกลางฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ฝ่ามือทั้งสองของเสี่ยวเทียน เกิดลำแสงส่องประกายวาบขึ้นมา
ทำให้กลางฝ่ามือของเสี่ยวเทียนทั้งสองข้าง มีรอยเป็นจุดสีขาวขึ้นมาทั้งสองจุด
บนศรีษะปรากฏวงแหวนสีขาวขึ้นมา 1 วง
“ นี่หรือ ขั้นแรก นักศึกษาเวทย์ พลังสีขาว ก็ไม่เห็นยากอะไรเลย”
เสี่ยวเทียนลองปล่อยพลังเวทย์อัสนีออกไป ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ ประกายอัสนีสายฟ้าสีขาวออกมาเป็นวงวง พุ่งออกไป ทำลายก้อนหินตรงด้านหน้าพังแตกกระจาย
“ อืม ไม่ธรรมดา นี่แค่นักศึกษาเวทย์ ระดับต้นเท่านั้นนะเนี่ย !”
“ นักศึกษาเวทย์ ทั่วไปพลังที่ปล่อยออกมา ไม่สามารถเทียบได้กับพลังวงแหวนเวทย์ของเจ้า เพราะพลังของเจ้าที่ปล่อยออกมา ไม่ใช่พลังเวทย์เพียงอย่างเดียวแต่มันออกมาจากพลังเทพเจ้าในร่างของเจ้าด้วย อานุภาพจึงมีพลังมากกว่านักศึกษาเวทย์ทั่วไป" อาจารย์ลู่เอินกล่าว เสี่ยวเทียนพยักหน้าเข้าใจแล้ว
“ อาจารย์ผลึกเพลิงที่เอามาฝึกฝน เหมือนกับที่ได้มาจากหอสักการะฟ้าเทียนถานหรือไม่”
“ ข้ายังไม่เห็น คงตอบไม่ได้ แต่เจ้าเอาผลึกเพลิงมาซึบซับ โดยใช้พลังจอมเวทย์ก็น่าจะทำให้มีพลัง เพิ่มขึ้นได้อีกขั้นหนึ่ง”
เสี่ยวเทียนนำผลึกเพลิง ผลึกน้ำแข็ง ผลึกศิลา ผลึกวายุ ออกมาวางอยู่ตรงหน้า แล้วเริ่มทำการดูดซับ ผลึกทั้งสี่ไปพร้อมกันในเวลาเดียว ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงทันที พลังธาตุทั้งสี่เข้าไปเพิ่มพลังในจิตวิญญาณ วงแหวนสีขาวเพิ่มขึ้นทีเดียวอีก 2 วงแหวน แล้ววงแหวนสีขาวทั้งสามวงก็รวมมาเป็นวงแหวนสีแดงเพียงวงเดียว จุดชีพจรวิญญาณจุดที่สอง ที่อยู่กระดูกสันหลังทั้งเส้น เกิดประกายสีแดง วาบขึ้นมา ตูม !!! สำเร็จ ปลุกชีพจรวิญญาณจุดที่สองได้
เลื่อนขั้นเป็น จอมเวทย์ระดับเบื้องต้นได้แล้ว
“ อาจารย์ทำไมง่ายดายเช่นนี้”
“ พื้นฐานของเจ้า เหมือนคนอื่นซะที่ไหน คนอื่นฝึกเป็นปี แต่เจ้าฝึกไม่กี่ชั่วยามก็เลื่อนขั้นมาถึงสองขั้นแล้ว วันนี้พอก่อน เจ้าไปเบิก ผลึกอัสนีมาใช้ก่อนดีกว่า”
เสี่ยวเทียนจึงหยุดการฝึกเท่านี้ แล้วไปห้องทรัพยากรของสำนักทันที
หลังจากเบิกผลึกอัสนีมาแล้ว เสี่ยวเทียนก็แวะมาหา ซุนหมิงต่อ
“ พี่ใหญ่ พี่นี่โชคดีจริงๆ ได้กลายเป็นศิษย์หลักไปแล้ว”
“ พ่อกับแม่เจ้า สบายดีแล้วใช่ไหม”
“ สบายดี หลังจากรัชทายาทได้ ศิลานักปราชญ์ไปแล้ว มันก็ไม่สนใจพวกเราอีกเลย ทำให้พี่ใหญ่ต้องเสียของ วิเศษเช่นนั้นไป ข้ารู้สึกผิดจริงๆ”
“ ไม่ต้องคิดมาก ข้าจะมาชวนเจ้าไปอยู่ที่พักของข้า เจ้าจะไปอยู่กับข้าไหม”
“ ไปซิ ข้าอยากขึ้นไปอยู่แล้ว ว่ากันว่า ด้านบนนั้น มีบ้านพักศิษย์หลักเพียง สามสี่คนเท่านั้น”
“ งั้นไปกันเลย”
คืนนั้นเสี่ยวเทียนกลับไปก็เริ่มฝึกฝนต่อ เพราะเวลานี้อยู่ขั้นจอมเวทย์แล้ว ก็สามารถที่จะฝึกการเขียนอักขระยันต์ ชนิดต่างๆ ได้แล้ว แต่ ที่ผ่านมาเสี่ยวเทียนก็ฝึกเขียนยันต์ตามแนวทางของพลังเซียนไปบ้างแล้ว แต่ว่า การเขียนแบบพวกจอมเวทย์นี่ยังไม่เคยเขียน ดังนั้นเสี่ยวเทียน จึงลองฝึกเขียนลงบนกระดาษยันต์ก่อน ซึ่งในปราสาทเทพเซียน มีอุปกรณ์เขียนยันต์ ให้เสี่ยวเทียนได้ฝึกฝน โดยไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนเลย เสี่ยวเทียนฝึกเขียนยันต์ ประเภทป้องกัน ต่อสู้ แล้วกักขัง
อยู่ทั้งคืน จึงเริ่มปรับสมาธิแล้วทำการดูดซับ ผลึกอัสนีทั้ง หนึ่งพันก้อน หลังจากดูดซับจนผลึกอัสนีสลายกลายเป็นผุยผง วงแหวนเวทย์สีแดงของเสี่ยวเทียน ก็เพิ่มมาเป็นสามวง เท่ากับว่า บัดนี้ เสี่ยวเทียนเป็นจอมเวทย์ระดับสูงไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนสายศิษย์พี่ฟางอี้มาถึง เป็นเสี่ยวเทียน กลายเป็นจอมเวทย์ระดับสูงก็ตกใจยิ่งนัก
“ นี่เจ้าฝึกยังไงกันเนี่ย ทำไมถึงได้เลื่อนระดับมาถึงขั้นจอมเวทย์ระดับสูงได้”
“ ก็ฝึกตามตำราหยกที่ได้มา แล้วก็ดูดซับ ผลึกอัสนี หนึ่งพันก้อนไปจนหมดแล้ว”
“ หา นี่เจ้าใช้เวลาคืนเดียวดูดซับไปจนหมดเลยหรือ คนทั่วไปต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะดูดซับหมด แต่ก็มีพลังเวทย์เพิ่มขึ้นแค่ระดับย่อยเท่านั้น เจ้านี่ตัวประหลาดไปแล้ว คนที่อาจารย์รับเป็นศิษย์หลักจะธรรมดาได้อย่างไร
ข้าจะพาเจ้าเข้าไปในเมือง ไปหาซื้ออุปกรณ์ ที่จะใช้สำหรับจอมเวทย์ ร้านนี้เป็นร้านประจำของสำนักเรา ส่วนใหญ่เขาจะลดราคาให้เป็นพิเศษ”
เสี่ยวเทียน กับ ซุนหมิง ก็เลยต้องตาม ศิษย์พี่ฟางอี้เข้าไปในเมืองโดยการใช้หยกเคลื่อนย้าย เพียงแค่สัมผัส ร่างของทั้งสามคน ก็มาปรากฏที่ ตลากการค้าในเมือง
ร้านที่ศิษย์พี่พามา มีผู้คนเข้ามาเลือกซื้อสิ่งของจอมเวทย์กัน แน่นร้านไปหมด
ร้านนี้ชื่อว่า ร้านพีกาซัส พอเสี่ยวเทียนเข้าไปก็พบสิ่งของเกี่ยวกับเวทย์มนตร์มากมาย เลือกไม่ถูก
“ ท่านฟางอี้ ไม่ทราบว่าวันนี้มีอะไรให้รับใช้หรือเจ้าคะ” มีหญิงสาวผู้หนึ่งมาต้อนรับทันที
“ อาจารย์ข้ารับศิษย์น้องมาใหม่ ท่านช่วยเตรียม ชุดอุปกรณ์ของจอมเวทย์มาให้เขาด้วย 1 ชุด”
“ รอสักครู่ นะเจ้าคะ” ไม่นานพนักงานก็ยกกล่องมาให้ 1 ใบ ด้านในพนักงานแจงไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่ เสื้อคลุม หมวก รองเท้า ถุงมือ แล้วไม้เท้ากายสิทธิ์
“ วันนี้ทางเรามีทรัพยากรเพิ่งพลังเวทย์มาใหม่เป็น ใบเมเปิ้ลสีทอง ท่านนจอมเวทย์ทั้งหลายสนใจไหมเจ้าคะ” พนักงานสาวแนะนำทรัพยากรตัวใหม่
“ ราคาเท่าไร” ศิษย์พี่ฟางอี้ถามทันที
“ ทางเรามีอยู่ยี่สิบใบ ราคาใบละ 1 แสนเหรียญทองเท่านั้นเอง”
ศิษย์พี่ฟางไม่มีเงินเลยหันมาหาเสี่ยวเทียน
“ พวกเราเหมาหมดเลย” เสี่ยวเทียนจะจ่ายเงินไป สองล้านห้าหมื่นเหรียญทองรวมอุปกรณ์จอมเวทย์ด้วย
“ หยุดก่อน ไม่ทราบว่า คุณชายท่านนี้พอจะแบ่ง ใบเมเปิ้ลทองคำนี้ ให้เราสักครึ่งหนึ่งได้ไหม” สาวงามผู้หนึ่ง เดินมากับ หญิงสาวอีกสามคน เดินเข้ามาในร้าน
แต่ละคนล้วนมองด้วยความตื่นตะลึงในความสวยงามของทั้งสี่คน
“ สี่ดรุณีแห่งสำนักมู่เจียนี่เอง มาได้ยังไงกันนี่” ศิษย์พี่ฟางอี้รู้จักพวกนางทั้งสี่คนเป็นอย่างดี
“ ที่แท้ก็ ศิษย์พี่ฟางอี้ พวกเราอยากได้ ใบเมเปิ้ลสักสิบใบ เอาไปสร้างหุ่นพยนต์
ไม่ทราบว่าศิษย์พี่พอจะแบ่งให้พวกเราได้ไหม”
ฟางอี้หันไปหาเสี่ยวเทียนที่ยืนนิ่งอยู่ไม่พูดอะไร แต่พอศิษย์พี่มองมาก็เลย
มอบให้ไปในทันที 10 ใบ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“ ใบไม้พวกนี้นำไปสร้างหุ่นพยนต์ได้ด้วยหรือ?”
“ ใช่พวกเราฝึก พลังธาตุพฤกษา ใบไม้เมเปิ้ลทองคำสามารถช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ให้กับวิญญาณหุ่นพยนต์ธาตุพฤกษาของพวกเรามาก” สาวงามผู้หนึ่งอธิบาย
หลังจากนั้น ฟางอี้ ก็แนะนำเสี่ยวเทียนให้รู้จัก สี่สาวดรุณีแห่งสำนักมู่เจียว่าชื่อ
ชิงอี้ ชิงเอ้อ ชิงซัน และ ชิงซื่อ เสี่ยวเทียนมองหน้าแต่ละคนก็รู้สึกตาลาย เพราะว่า นางทั้งสี่คนเป็นแฝดสี่ หน้าตาคล้ายกันหมด
“ เดือนหน้าศิษย์พี่ฟางกับศิษย์พี่จ้าวอี้ จะเข้าไปในป่าอาถรรพ์เชอร์วู๊ดกันด้วยหรือไม่?”
“ ต้องไปแน่นอน หวังว่าพวกเราจะอยู่ในทีมเดียวกันอีก” ศิษย์พี่ฟางเอ่ยตอบออกไป แต่เสี่ยวเทียนกลับสงสัย ว่า ป่าอาถรรพ์เชอร์วู๊ดคืออะไรกัน
ทันใดนั้นเอง ก็มีทหารองครักษ์มากันเกือบสามสิบคน มีชายหนุ่มสวมชุดราชวงศ์เดินนำหน้าเข้ามาในร้าน ส่วนด้านข้างมี ชายชรามีพลังเซียนจอมเวทย์ คอยอารักขาด้วย
“ แม่นางชิง ทั้งสี่ พวกเราเจอหน้ากันอีกแล้ว วันนี้ ไม่ว่ายังไง พวกเจ้าต้องไปดื่ม
เหล้าองุ่นเป็นเพื่อนข้า ห้ามปฏิเสธโดยเด็ดขาด” องค์ชายสี่เอ่ยแล้วทำสายตา หื่นกระหายออกมา
“ องค์ชายสี่ ครั้งที่แล้วอาจารย์เตือนท่านแล้ว ยังไม่เข็ดอีกรึ? อยากให้พวกเราฟ้องอาจารย์อีกหรือไง”ชิงอี้พี่ใหญ่เอ่ยกับองค์ชายสี่
“ ฮึ ยายแก่นั่นนะรึ? ป่านนี้มันคงถูกคนของข้าลวงไปสังหารตายไปแล้ว อย่าหวังเลยว่าครั้งนี้ จะมาช่วยพวกเจ้าทั้งสี่ ได้ ทหารจับดรุณีทั้งสี่คนกลับตำหนักของข้า”
หญิงสาวทั้งสี่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ ไม่คิดว่าองค์ชายสี่ จะสามารถทำอะไรอาจารย์ของนางได้ แต่ด้วยพลังของทั้งสี่คนในเวลานี้ ไม่อาจต่อสู้กับพวกขององค์ชายสี่แน่นอน จึงเริ่มกอดกันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ศิษย์พี่ฟางอี้ เดินออกไปขวางหน้าทหารพวกนี้เอาไว้ แล้วเอ่ยว่า
“ ข้าชื่อฟางอี้ เป็นศิษย์หลัก ของอาจารย์เมี่ยวคง ขอให้องค์ชายสี่ เห็นแก่มิตรภาพของราชสำนัก กับสำนัก เหยาเซียงโปรดปล่อยพวกนางไปเถอะ”
“ พวกสวะ กล้าขวางความสุขของข้า ฆ่าพวกมันให้หมด” องค์ชายสี่ประกาศออกไป ศิษย์พี่ฟางอี้ มีพลังขั้นจักรพรรดิเวทย์ขั้นสูงสุด ก็เตรียมรับมือ แต่ว่าช้ากว่า เซียนจอมเวทย์ที่มากับองค์ชายสี่ ที่ปล่อยไม้กายสิทธิ์กลายเป็นวงแหวนสีฟ้าพุ่งออกมากระแทก ใส่ศิษย์ฟางอี้กระเด็นไปติดฝาผนังกระอักเลือดออกมา
พลังที่ต่างกันถึง1 ขั้นทำให้ศิษย์พี่ฟางอี้ต้องเจ็บหนักทันที
เสี่ยวเทียนเรียกเทพอินทรี ออกมาจัดการกับทหารองครักษ์ทั้งสามสิบคน แล้วเรียก กระบี่อัสนีสายฟ้า ฟาดเข้าใส่เซียนจอมเวทย์ ซึ่งไม่ทันระวังตัว ฉัวะ ! ทำให้แขนที่ถือ ไม้กายสิทธิ์ถึงกับขาดสะบั้น อ๊ากกกกกกก !!! เซียนจอมเวทย์ถึงกับร้องลั่นออกมา เสี่ยวเทียนไม่ปล่อยให้มันใช้วิชาจอมเวทย์ ปล่อยมือซ้ายออกไปเป็นวงแหวนเพลิงสีส้ม พุ่งเข้าใส่ร่างของ เซียนจอมเวทย์ พรึบ !!
ร่างของเซียนจอมเวทย์ถูกเพลิงระดับจอมเวทย์เผาร่างจนแสบร้อนไปทั้งตัว อ๊ากกกก !! มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าเวทนา เสี่ยวเทียนเตะเปรี้ยง ร่างเซียนจอมเวทย์กระเด็นออกจากร้านพีกาซัสไป
จากนั้นก็หันมาทาง องค์ชายสี่ ที่แตกตื่นแทบสิ้นสติ ไม่คิดว่าจะมีใครที่กล้าทำฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ เสี่ยวเทียนใช้พลังเทพเซียนดูด ร่างองค์ชายสี่ แล้วบีบคอเอาไว้แน่น ทั้งที่องค์ชายสี่มีพลังระดับราชันเวทย์ แต่มาเจอกับเสี่ยวเทียนที่มี
พลังจอมเวทย์เท่านั้น แต่ก็หมดปัญญาดิ้นรน
“ ปล่อยข้านะ ข้าคือองค์ชายสี่แห่งราชวงศ์โจว เจ้าอยากตายนักใช่ไหม?”
อ๊ากกกกก !! เสี่ยวเทียนหักแขนขององค์ชายสี่หักลงแขนห้อยไปด้านข้าง
“ แก แกต้องตายแน่” องค์ชายสี่ยังไม่ยอมอีก เสี่ยวเทียนเลยหักแขนอีกข้างหนึ่ง
อ๊ากกกกก !! แขนห้อยลงไปทั้งสองข้างเลยคราวนี้
“ ราชวงศ์โจวของเจ้านี่คงจะชั่วช้าเหมือนกันหมด คราวก่อน ข้ากระทีบน้องแปดของเจ้าจนจมธรณีไปคน ครั้งนี้ ข้าคงต้องหักคอเจ้าจะได้ไม่ต้องมาสร้างปัญหาอีกต่อไป”
“ หยุดก่อน อย่าฆ่ามัน” ศิษย์พี่ฝืนตะโกนออกมาไม่อยากให้เสี่ยวเทียนฆ่ามัน กลัวเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
“ ศิษย์พี่จ้าวอี้ ได้โปรดหยุดก่อน พวกเราอยากรู้เรื่องของอาจารย์ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่” ชิงอี้รีบเอ่ยถาม เสี่ยวเทียนใช้พลังจิตควบคุมสมององค์ชายสี่พูดเรื่องจริงออกมา
“ ข้าส่งคนไปหลอกให้เจ้าสำนักมู่เจีย มาที่เมืองหลวง บอกว่าสี่ดรุณีถูกจับตัวไว้ที่โรงเตี๊ยมไหวอัน แล้ววางยาพิษ เวลานี้คงถูกคนของข้าจับตัวเอาไว้”
องค์ชายสี่พูดออกมาด้วยใบหน้าเหม่อลอย
“ นับว่าเจ้าโชคดี หากขืนทำชั่วให้ข้าเห็นอีก เจ้าไม่รอดแน่”....