ตอนที่ 54 หาทางออก
นี่แทบจะเป็นภารกิจหนึ่งที่ไม่สามารถทำสำเร็จได้เลย เรื่องนี้ไม่ว่าเอาให้ใครไปทำ ก็ไม่สามารถทำสำเร็จได้ สถานการณ์การดึงสายเคเบิลส่วนตัว เดิมทีนั้นก็เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้แทบจะนับได้ว่าประชากรทั้งหมดในเมืองซีจิงได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเห็นพ้องต้องกันหมด แล้วคุณจะสามารถทำอะไรกับคนพวกนั้นได้? องค์กรแบบนี้ ใครขึ้นไปตำแหน่งนี้ก็มีแต่ต้องตายกับตาย อย่างไม่มีข้อยกเว้น ตอนนี้หวังเป่าหลงได้รับรู้ถึงระดับความยากของเรื่องนี้แล้ว ถ้าหากไม่รู้ว่าผู้อำนวยการสถานีคนนี้ค่อนข้างเป็นคนซื่อสัตย์ยุติธรรม ก็เกรงว่าเขาคงสงสัยว่าผู้อำนวยการสถานีจงใจที่จะยกปัญหาที่ยากนี้ให้กับตัวเอง แต่ในเวลานี้หวังซินกลับไม่พูดอะไร ในหัวของเขาก็มีเรื่องให้คิดเยอะมากกันเกินแล้ว ชีวิตในชาติที่แล้วเขาใส่ใจกับเรื่องของสถานีโทรทัศน์มาโดยตลอด ซึ่งสถานีโทรทัศน์เกิดเรื่องอะไรขึ้นและมีใครที่ถูกย้ายไปไหนเรื่องประเภทนี้ เขาก็จำได้ค่อนข้างชัดเจน ถ้าทิศทางส่วนใหญ่ของเหตุการณ์ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง การอ้างอิงตามแนวทางของเหตุการณ์แล้ว ปลายปีนี้ผู้อำนวยการก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง โดยการถูกย้ายไปประจำที่สถานีประจำมณฑลในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ นี่สำหรับหวังเป่าหลงแล้ว ก็เป็นโอกาสที่ไม่ได้มักจะเกิดขึ้น ตอนนี้หวังเป่าหลงเป็นรองผู้อำนวยการสถานีอันดับหนึ่งแล้ว ถ้าสามารถนั่งตำแหน่งของตัวเองได้อย่างมั่นคงต่อไปในช่วงเวลานี้ พอถึงช่วงปลายปีหลังจากที่ผู้อำนวยการสถานีย้ายไปแล้ว หวังเป่าหลงก็มีความเป็นไปได้มากที่จะถือโอกาสนี้ในการเลื่อนตำแหน่งขึ้น ดังนั้นตอนนี้การแก้ไขสถานการณ์ในการดึงสายสัญญาณส่วนตัว การเก็บค่าธรรมเนียมเคเบิลทีวีก็จะต้องทำให้สำเร็จด้วยเช่นกัน ในตอนนี้หวังเป่าหลงก็พูดอะไรไม่ออกเลย ถึงแม้จะถือว่าได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว แต่สถานการณ์ของการดึงสายสัญญาณส่วนตัวก็ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาจริง ๆ โชคดีที่ยังมีเวลาอยู่อีกนาน ตอนนี้ก็พึ่งจะต้นปี ซึ่งปลายปีถึงจะมีผลลัพธ์ออกมา โดยเวลาในการเตรียมพร้อมของตัวเองก็ยังพอมีอยู่มาก หลังจากนี้ก็คงไม่พ้นที่จะให้ความสำคัญในด้านการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเคเบิลทีวีนี้ แล้วดำเนินการออกมาให้ดี ๆ หน่อย เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายสามล้าน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก “ถ้าหากปลายปีนี้ผู้อำนวยการสถานีได้เลื่อนตำแหน่งละก็ งั้นในตอนนี้พ่อก็ควรเริ่มดำเนินการได้แล้วสินะ” หวังซินนึกถึงเรื่องราวมากมาย ตอนนี้ก็เดือนเมษายนแล้ว เวลาที่เหลือให้ผู้อำนวยการสถานีก็มีไม่มาก ในช่วงเวลานี้ที่ผู้อำนวยการสถานีกำลังใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวทำเรื่องย้าย เรื่องในสถานีทั้งหมดก็แทบจะส่งต่อให้รองผู้อำนวยการสถานีทั้งสี่คนดำเนินการ ซึ่งความสนใจหลักของเขาก็ยังคงอยู่ที่การเลื่อนตำแหน่งตรงส่วนนี้ อีกทั้งในปีนี้ผู้อำนวยการสถานีก็พึ่งจะอายุสี่สิบต้น ๆ ถ้าสามารถเลื่อนตำแหน่งไปได้อีกขั้นในช่วงวัยนี้ งั้นช่องว่างในการเติบโตหลังจากนี้ของเขาก็อาจจะมีเยอะขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าเรื่องพวกนี้เคยเกิดขึ้นในโลกยุคก่อน ซึ่งในความทรงจำของหวังซินก็ชัดเจนมาก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงกลับไม่รีบร้อนอะไรมากมายนัก ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของพ่อก็คือการดำรงตำแหน่งของตัวเองให้อย่างมั่นคง อย่าให้รองผู้อำนวยการสถานีอีกสามคนแทงข้างหลัง ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เลื่อนตำแหน่งในช่วงปลายปี “พ่อครับ สถานการณ์การดึงสายสัญญาณเคเบิลส่วนตัวค่อนข้างมีความร้ายแรง สิ่งนี้ไม่สามารถที่จะจัดการได้ภายในวันสองวัน ค่อย ๆ คิดหาวิธีแก้ปัญหาแล้วกันนะครับ” หวังซินได้ปลอบใจหวังเป่าหลง แต่ในใจกำลังคิดอ่านว่าตอนนี้ควรจะดำเนินการอย่างไรอยู่ ตอนนี้หวังเป่าหลงก็กำลังพิจารณาว่าเวลาของตัวเองยังมีได้ไม่มากพอ จึงไม่ได้รีบร้อนอะไรแล้ว ช่วงเวลาต่อจากนี้ ตัวเองก็ยังสามารถคิดหาวิธีอื่นได้อีก เมื่อหวังจวนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นสีหน้าหวังเป่าหลงผ่อนคลายลง ก็รู้ว่าเขาอาจจะคิดหาวิธีได้แล้ว จึงถามไปว่า: “คุณคะ คุณมีวิธีจัดการแล้วเหรอ?” เรื่องการจัดการผู้ใช้ของหวังเป่าหลงในส่วนนี้ค่อนข้างจัดการได้ยาก เธอก็รู้อยู่เหมือนกัน ถ้าสามีมีวิธี อย่างนั้นก็สามารถมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือได้ “จะมีวิธีอะไรกันล่ะ? ก็แค่เวลาเหลือเวลาอีกมาก ค่อย ๆ คิดหาวิธีไปก่อนก็ได้” เมื่อหวังเป่าหลงเพิ่งพูดจบ หวังจวนก็ถึงกับเดือดขึ้นมาแล้ว เธอจ้องไปที่หวังเป่าหลงแล้วพูดว่า: “คุณนี่มันโง่หรืออะไรกัน? ถ่วงเวลางั้นเหรอ? ตอนนี้ยิ่งถ่วงออกไปก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อคุณ ค่าธรรมเนียมสถานีเคเบิลทีวีก็ชำระเป็นรายเดือน นี่คุณถ่วงเวลาไปหนึ่งเดือน ก็จะเก็บเงินได้น้อยลงไปเกือบหนึ่งล้าน ถึงเวลานั้นถ้าถ่วงถึงปลายปีแล้ว ต่อให้ได้ค่าที่ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมด คุณจะสามารถเก็บรวบรวมได้เท่าไหร่กันเชียว?” ก่อนหน้านี้หวังเป่าหลงไม่ทันได้นึกถึงปัญหานี้ ตอนนี้พอได้ยินคำเตือนของหวังจวน ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่าความกดดันของตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้วหวังซินที่อยู่ข้าง ๆ ในตอนนี้กลับไม่ได้กังวลสถานการณ์ของพ่อแล้ว ไม่ว่าพ่อจะทำภารกิจสามล้านที่ผู้อำนวยการสถานีมอบหมายให้สำเร็จในปลายปีนี้ได้หรือไม่ นี่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อำนวยการสถานีแล้ว ในปลายปีนี้ผู้อำนวยการก็จะต้องย้ายไปประจำที่อื่น ในความทรงจำก็คือถูกย้ายไปประจำที่สถานีโทรทัศน์แห่งมณฑลในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี ที่ดูเหมือนว่าจะยังรับผิดชอบคลื่นความถี่ของช่องละครโทรทัศน์อยู่ เมื่อรองผู้อำนวยการสถานีคนอื่นอีกสามคนมีโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็คือให้พ่อนั่งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง ถ้ารองผู้อำนวยการสถานีคนอื่นอีกสามคนรู้ว่าตอนนี้ผู้อำนวยการสถานีกำลังดำเนินการเรื่องเลื่อนตำแหน่งให้เป็นการส่วนตัว ความก้าวหน้าในวิชาชีพของหวังเป่าหลงก็คงจะเป็นไปได้ยากมากขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานี้หวังซินอยากให้พ่อนั่งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี อันดับหนึ่งอย่างมั่นคง สำหรับสถานการณ์ของการดึงสายสัญญาณเคเบิลส่วนตัวเรื่องนี้ ก็สามารถวางไว้ก่อนได้ เมื่อมองเห็นหวังเป่าหลงที่หน้านิ่วคิ้วขมวด หวังซินจึงได้พูดว่า: “พ่อครับ สถานการณ์การดึงสายเคเบิลส่วนตัวตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ตอนนี้สู้พ่อจัดการเรื่องพนักงานฝ่ายเบื้องหลังและพนักงานฝ่ายการจัดการผู้ใช้งานก่อน สำหรับปัญหาภารกิจสามล้านหยวนนั้นที่ผู้อำนวยการสถานีบอกมา ก็สามารถปล่อยไว้ก่อนชั่วคราวได้ครับ” “ไอ้เด็กบ้าแกพูดอะไรน่ะ? เรื่องนี้จะทำเป็นไม่สนใจได้ด้วยงั้นเหรอ? ข้อกำหนดที่ผู้อำนวยการสถานีได้เสนอมาแล้วก็คือภารกิจที่ตายตัว ถ้าไม่สนใจแล้วล่ะก็ รองผู้อำนวยการสถานีอย่างฉันก็ถึงกาลอวสานแน่” หวังเป่าหลงส่ายหัว เดิมทีก็อยากให้ลูกชายเสนอความคิดเห็น แต่ผลที่ได้กลับเป็นคำพูดแบบนี้ซึ่งแทบจะไม่ต่างอะไรไปกับไม่ได้พูดเลยก็ว่าได้ หวังซินไม่สามารถบอกหวังเป่าหลงได้ว่าตัวเองพอจะรู้แนวทางในพัฒนาโดยส่วนใหญ่ของสถานการณ์หลังจากนี้ แต่ตอนนี้ท่าทางที่หน้านิ่วคิ้วขมวดของหวังเป่าหลง ก็ทำให้หวังซินก็ทนต่อไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน ทั้งสามคนได้นั่งอยู่บนโซฟาแล้วคิดเรื่องการดึงสายสัญญาณเคเบิลส่วนตัว และวิธีการแก้ไขปัญหาแต่เดิมนั้นก็ไม่มีเลย นี่จึงเป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก “คุณคะ ถ้าไม่อย่างงั้นคุณก็ร่างเอกสารขึ้นมาสักฉบับ แล้วให้พนักงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาไปสำรวจสถานการณ์การดึงสายสัญญาณเคเบิลส่วนตัวพวกนั้น ถ้าพบแล้วก็ใช้อำนาจในการไปรื้อถอนออกมาเป็นยังไงล่ะคะ?” นี่เป็นวิธีเก่า ปัจจุบันไม่มีวิธีการอะไรที่เป็นประโยชน์เลย จะมีก็แค่ใช้วิธีสมัยเก่าอื่น ๆ มาจัดการสถานการณ์การดึงสายสัญญาณเคเบิลส่วนตัวออกไปแล้วเท่านั้น หวังเป่าหลงก็เคยคิดที่จะทำแบบนี้ แค่ว่าการทำแบบนี้เดิมก็ใช่ว่าจะได้ผลอะไรอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนี้สามารถทำแบบนี้ได้จริงล่ะก็ การจัดการผู้ใช้งานส่วนนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาที่ยากลำบากของสถานีโทรทัศน์มาจนถึงทุกวันนี้แล้ว “ใช้ไม่ได้หรอก เมื่อก่อนก็มีคนทำแบบนี้ แต่คุณลองดูสิ มันได้ผลอะไรบ้าง? คนพวกนั้นเดิมก็ไม่เชื่อฟังอยู่แล้ว คุณไปรื้อถอนในสายเคเบิลของพวกเขา แล้วเกิดพวกเขาออกมาประท้วง คุณจะสามารถทำอะไรได้ล่ะ?” หวังเป่าหลงส่ายหน้า เรื่องนี้เกรงว่าคงจะไม่มีวิธีแก้ไขได้แล้วจริง ๆ “ถ้างั้นเรื่องนี้ควรจะแก้ไขยังไงกันดีล่ะ?” หวังจวนคิดไม่ออก จึงได้ขมวดคิ้ว ในใจก็เป็นกังวลแทนหวังเป่าหลง หัวสมองของหวังซินกำลังทำงานอย่างรวดเร็ว การจัดการสถานีโทรทัศน์ส่วนนี้ในโลกยุคหลังต่างก็ใช้วิธีการจัดการโดยฝังชิปลงไปในกล่องรับสัญญาณ ซึ่งตอนนี้ก็เพิ่งจะปี 1993 เกรงว่าของชิ้นนี้จะยังไม่ได้ค้นคว้าขึ้นมา อีกทั้งยังไม่ได้เริ่มค้นคว้าไปในทิศทางด้านนี้เลยด้วยซ้ำ ในเมื่อยังไม่มีการริเริ่ม แม้ว่าจะทราบถึงวิธีแก้ไข แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อยู่ดี ถึงแม้จะรู้ว่าวิธีการใช้กล่องรับสัญญาณฝังชิปพร้อมรหัสจะสามารถสกัดกั้นการเกิดสถานการณ์ดึงสายเคเบิลได้ แต่ในส่วนนี้แท้จริงนี้ก็ควรจะค้นคว้ายังไงนั้น หวังซินกลับยังไม่อาจเข้าใจได้ ในโลกยุคหลังเขาก็เป็นแค่นักแสดงตัวประกอบคนหนึ่ง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพวกนี้ หวังซินก็แทบจะไม่ได้มีความรู้ในด้านนี้เลยก็ว่าได้ “พ่อครับแม่ครับผมว่านะ คืนนี้พวกพ่อแม่มัวแต่คิดเรื่องนี้ อย่างนั้นแล้วจะนอนกันหรือเปล่าครับ ถ้ามัวแต่คิดก็สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ แบบนั้นก็คงจะไม่เรียกว่าปัญหากันแล้วครับ” หวังซินที่เห็นพ่อแม่หน้านิ่วคิ้วขมวด จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เฮ้อ ไปนอนกันเถอะ เรื่องนี้ก็คิดไม่ออกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ค่อยลองดูว่าจะทำยังไง” หวังเป่าหลงถอนหายใจออกมา แล้วจึงกลับไปล้างหน้าบ้วนปากเพื่อเตรียมตัวนอน หลังจากที่พ่อแม่เดินไปแล้ว หวังซินจึงได้เริ่มครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้ว่าจริง ๆ แล้วควรจะจัดการยังไงกันต่อไปดี ในยุคนี้การเข้าอินเทอร์เน็ตยังคงจะเชื่อมต่อผ่านสายสัญญาณโทรศัพท์อยู่ อีกทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ช้าอย่างน่าใจหาย ในส่วนเครื่องมือการค้นหาข้อมูลอะไรพวกนั้นที่คล้ายกับโลกยุคหลัง ในประเทศตอนนี้ก็ไม่มีเลยแม้แต่น้อย การเชื่อมต่อสัญญาณของประเทศ เดิมทีก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ถ้าต้องการค้นหาข้อมูล ไม่อยู่ที่ห้องสมุด ก็จะมาจากการดูโทรทัศน์ นอกจากนี้แล้ว ก็ยังไม่มีช่องทางการเรียนรู้อื่นเลยจริง ๆ หวังซินคิดวิธีการแก้ไขปัญหาที่ยากของพ่อได้แล้ว แค่ตอนนี้กังวลว่าเทคโนโลยีการฝังชิปพร้อมรหัสผ่านในยุคสมัยนี้ที่จริงแล้วมีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ งั้นกล่องรับสัญญาณฝังชิปพร้อมรหัสก็ใช้ไม่ได้เลยสิ ถ้าถึงเวลานั้นก็ยังคงเจอกับปัญหาที่ยากจัดการได้อยู่ดี “ต่อให้จะรู้ทิศทางของอนาคต แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบในยุคสมัยเหล่านี้ ทำไมฉันถึงจำจะไม่ได้ล่ะ” หวังซินรู้สึกกลุ้มใจเล็กน้อย กล่องรับสัญญาณฝังชิปพร้อมรหัสของประเภทนี้จะต้องถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ได้อย่างแน่นอน แต่ตัวเองเดิมทีนั้นก็ไม่รู้ได้แน่ชัดว่ากล่องรับสัญญาณฝังชิปพร้อมรหัสความจริงแล้วสร้างขึ้นมาได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าค่อนข้างที่จะยากเอาการ “หรือไม่อย่างงั้นก็ลองไปหาพี่ชายดู” หวังซินตอนนี้หมดหนทางแล้ว คนใกล้ตัวที่รู้จักเกี่ยวกับเทคโนโลยี ก็มีเพียงพี่ชายหวังเฉิง หวังเฉิงเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนิวซอฟท์ น่าจะเข้าใจในด้านเกี่ยวกับพวกซอฟต์แวร์มากกว่าตัวเองอยู่แล้ว เมื่อนึกถึงตรงนี้แล้ว หวังซินก็มาที่ห้องรับแขกแล้วจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาพี่ชาย หลังจากที่หวังซินมาเอาเงินสามพันกว่าหยวนจากหวังเฉิงเมื่อหลายวันก่อน ชีวิตในแต่ละวันของหวังเฉิงแทบจะเรียกได้ว่าผ่านได้อย่างยากลำบากเลยทีเดียว ประหยัดในวันนี้เพื่อใช้จ่ายในวันหน้านั้นทำได้ง่าย แต่ใช้จ่ายในวันนี้เพื่อประหยัดในวันข้างหน้านั้นกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ในตอนนี้หวังเฉิงได้ตอบกลับด้วยประโยคนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้มาจากทางหวังเป่าหลงแปดพัดกว่าหยวน ชีวิตหลังจากที่กลับไปก็อิสรเสรี พอผ่านไปได้ไม่นานในตอนที่ไม่มีเงินติดตัวแล้ว จึงทำให้เขายากที่จะปรับตัวได้จริง ๆ ในตอนที่นอนเอนกายอยู่บนเตียงเดี่ยวในหอพัก ในหัวสมองทั้งหมดได้เอาแต่คิดหาวิธีการหาเงิน แต่ซอฟต์แวร์ที่เขาเรียนทั้งหมดในปัจจุบัน ในด้านนี้เดิมทีก็ยังไม่ก่อเกิดประโยชน์ใด เมื่อมีสายจากหวังซินเข้ามา หวังเฉิงจึงรีบรับโทรศัพท์ทันที พอได้ยินเสียงของหวังซิน ก็ไม่รอให้ทางหวังซินได้พูด จึงรีบพูดไปว่า: “น้องชาย ใช่กำลังมีเรื่องทำเงินให้พี่ชายคนนี้แล้วใช่ไหม?” “พี่ชาย ครั้งนี้ที่โทรมาหาพี่มีเรื่องอยากถามหน่อย” หวังซินถึงกับอับจนคำพูดไปเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าพี่ชายคงจะเงินขาดมืออยู่เหมือนกัน เมื่อนึกถึงตัวเองที่ได้เอาเงินสามพันหยวนมาจากพี่ชาย เด็กหนุ่มคนนี้ตามปกติคงจะจ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย การขาดเงินไว้ใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องที่ปกติ “พูดมาเถอะ ขอแค่ฉันรู้ ฉันจะบอกแกเอง” “พี่รู้ไหมว่ากล่องรับสัญญาณฝังชิปพร้อมรหัสเคเบิลทีวีของสถานีโทรทัศน์ทำยังไง?” หวังซินได้พูดยิงตรงเข้าประเด็นเลย เมื่อได้ยินคำพูดของหวังซิน พี่ชายหวังเฉิงก็ตกตะลึงไปเลย อะไรคือกล่องรับสัญญาณ อะไรคือชิป เขาไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ยินมา แต่แค่สิ่งของพวกนี้เขาไม่เข้าใจมันเลยแม้แต่น้อย จนไม่รู้ว่าควรจะตอบหวังซินกลับไปยังไงด้วย...