ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 141 ผู้สืบทอดวิหารเทียมเมฆ

            “ในตัวข้าไม่มีอะไรที่เป็นของวิเศษมากนักมีเพียงแค่ชุดเกราะชำรุดตัวนี้ เจ้าจะเอาหรือไม่?” พูดจบ ชุดเกราะบางเฉียบ สีเขียวค่อย ๆ ลอยมาทางเฟยหลง เขาทดลองใส่มันดูเมื่อสวมใส่เข้าไปมันกลับกระชับร่างของเขาเป็นอย่างมาก เฟยหลงรู้ทันทีว่าเสื้อเกราะตัวนี้สามารถป้องกันอันตรายได้เป็นอย่างดีเฟยหลงค่อย ๆ เดินไปหยิบเอากุญแจดอกสุดท้าย มาเขาค่อย ๆ เปิดกรงให้กับเต่ามังกรทันทีที่เต่ามังกรเป็นอิสระมันพุ่งเข้าหาเฟยหลงในทันทีมันหวังที่จะตะปบเฟยหลงพร้อมกับดูดซับพลังชีวิตของเฟยหลงในทันที

            ในขณะที่อุ้งเท้าของมันกำลังจะตะปบไปที่ร่างของเฟยหลงกลับมีม่านพลังที่แข็งแกร่งปกป้องเฟยหลงเอาไว้ก่อนที่ร่างของเต่ามังกรจะถูกม่านพลังนั้นครอบคลุมตัวเอาไว้จนไม่สามารถขยับตัวได้ร่างของเต่ามังกรถูกม่านพลังเวทของเฟยหลงตรึงเอาไว้อยู่กับที่

            เฟยหลงเดินเข้าไปพร้อมกับหยิบห่วงคอมาสวมกลับที่เดิมจากนั้นจึงนำโซ่ตรวนมาใส่ที่ขาทั้งสี่ของเต่ามังกรเต่ามังกรเห็นดังนั้นมันถึงกับหน้าซีด มันพยายามจะร้องขอความเห็นใจจากเฟยหลงแต่มันก็ไม่สามารถขยับปากของมันได้แม้แต่น้อย ร่างที่ถูกตรึงอยู่กับที่มีเพียงแค่ลูกตาทั้งสองที่ขยับมองดูเฟยหลงกำลังยกกรงเหล็กมาคลุมตัวของมันพร้อมกับล็อคไว้อีกครั้งหนึ่ง

            ขอบใจมากท่านผู้อาวุโสที่มอบของขวัญพวกนี้ให้ข้า  หากท่านไม่คิดสังหารข้าข้าก็คงไม่ต้องกักขังท่านเช่นนี้ เฟยหลงคลายพลังเวทของเขา ทำให้เต่ามังกรสามารถขยับและพูดได้อีกครั้ง

            “เจ้าเจ้าหลอกข้า”

            “หลอกท่านผิดแล้วกระมังท่านต่างหากที่คิดจะหลอกใช้ข้าให้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระจากนั้นก็จะดูดพลังชีวิตของข้าให้ไปเป็นพลังของเจ้า”

            “ข้าเป็นถึงสัตว์เทพจะดูดพลังชีวิตของเจ้าทำไม เจ้ารีบปล่อยตัวข้าเดี๋ยวนี้เลยนะของทั้งหมดข้าก็ให้เจ้าไปหมดแล้ว”

            “จริงด้วยสิท่านทำตามคำขอของข้าสามอย่างแล้วเช่นนั้นข้อสุดท้ายข้าน้อยขอให้ท่านผู้อาวุโสทำตามความประสงค์ของเจ้าของวิหารเทียมเมฆ”

            “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าของวิหารเทียมเมฆยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?เป็นไปไม่ได้ข้าเห็นเขาบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งน่าจะเสียชีวิตอยู่ที่ชั้นที่ห้าเจ้ายังขึ้นไปไม่ถึงชั้นที่ห้าเลยด้วยซ้ำจะเจอเจ้าของวิหารเทียมเมฆนี้ได้เช่นไร”

            “ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปถึงชั้นที่ห้าหรอกเจ้าของวิหารได้จารึกเอาไว้ตรงศิลาที่อยู่ข้าง ๆ ท่านนั่นยังไงเป็นเพราะท่านผู้อาวุโสถูกเจ้าของวิหารทำโทษให้ถูกคุมขังในวิหารนี้ตลอดชีวิตเพราะมันแอบไปฝึกฝนพลังตามวิถีแห่งมารมันได้สังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมากมายสุดท้ายจึงถูกเจ้าของวิหารเทียมเมฆกักขังเอาไว้ในชั้นที่สี่แห่งนี้

            “เจ้านี่เจ้าสามารถอ่านข้อความพวกนี้ได้อย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าไม่ได้บอกท่านสักหน่อยว่าข้าอ่านไม่ออก”

            ระหว่างนั้นบาเอลก็ได้ขึ้นมาถึงยังชั้นที่สี่เขารีบวิ่งมาหาเฟยหลงในทันที

            “เจ้านั่นมันตัวอะไรหรือเฟยหลง”

            “เต่ามังกรนะเต่ามังกรที่ฝึกฝนวิชายุทธ์ทางสายมาร แต่ด้วยสายเลือดที่บริสุทธิ์ของมันและจำนวนของเต่ามังกรสายเลือดบริสุทธิ์นั้นใกล้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วทำให้เจ้าของวิหารเทียมเมฆแห่งนี้เลือกที่จะคุมขังมันเอาไว้ในชั้นที่สี่แห่งนี้แทน”

            “ตอนนี้วิถีทางแห่งมารของมันเองก็หมดสิ้นไปจนหมดตามระยะเวลาเนื่องจากมันไม่ได้ดูดซับโลหิต หรือพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตมานานทำให้ร่างกายของมันอ่อนแอเป็นอย่างมากมันถูกลงโทษให้ถูกคุมขังที่นี่ตลอดชีวิตพวกเราอย่าสนใจเลยรีบขึ้นไปชั้นที่ห้ากันเถอะ ด้านบนมีผลไม้แห่งชีวิตอยู่ด้วย”

            “เจ้าพูดจริงๆ หรือเฟยหลงเช่นนั้นพวกเรารีบขึ้นไปกันเถอะ”

            “จริงสิเจ้าเต่ามังกรเฒ่า หากเจ้าอยากจะออกไปจากที่นี่ ข้าอาจจะให้โอกาสเจ้าหากเจ้าเลิกฝึกฝนวิถีมาร ข้าอาจจะพิจารณาคำพูดของเจ้าอีกครั้งก็ได้แต่ตอนนี้ข้าให้เวลาเจ้าคิดทบทวนไปก่อน” เฟยหลงเอ่ยขึ้น

            “พวกเจ้ากลับมาปล่อยข้าก่อนพวกเจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ เจ้ารับของข้าไปแล้ว เจ้าต้องช่วยข้าออกไปก่อน”เต่ามังกรร้องเรียกเฟยหลงตามหลังทั้งสองไปโดยที่เฟยหลงและบาเอลไม่ได้สนใจในเสียงของเต่ามังกรเลยแม้แต่น้อย 

            “เฟยหลงเจ้าหลอกเอาของอะไรเจ้าเต่ามังกรตัวนั้นมาได้อย่างนั้นหรือแล้วทำไมมันถึงได้ยอมเชื่อเจ้าเสียสนิทใจเช่นนั้น?”

            “ก็แค่ตำราสองเล่มและก็โลหิตของมันอีกหนึ่งร้อยหยดเท่านั้น ตำราสองเล่มและโลหิตของมันพวกเราใช้ไม่ได้หรอก ต้องให้สัตว์เทพหรือว่าสัตว์อสูรใช้เท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ต่อพวกมัน”

            “แล้วเรื่องผลไม้แห่งชีวิตเจ้าก็หลอกถามจากเจ้าเต่ามังกรตัวนั้นใช่หรือไม่?”

            “เรื่องนี้ข้าไม่ได้หลอกถามแต่มันบอกกับข้าเอง ข้าแค่เอ่ยถึงผลไม้แห่งชีวิตเท่านั้น”

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า น่าสงสารเจ้าเต่ามังกรตัวนั้น เจ้านี่มันสุดยอดจริง ๆแม้แต่สัตว์เทพในตำนานยังโดนเจ้าต้มเสียจนเปื่อย หากมันหลุดออกมาได้คงตามล่าเจ้าสุดล่าฟ้าเขียวอย่างแน่นอน”

            “มันหลุดออกมาไม่ได้หรอกแค่ของที่ใช้คุมขังมันเอาไว้ก็เป็นถึงอาวุธระดับเทพเจ้าแล้วอีกอย่างกุญแจทั้งหมดก็อยู่ในมือข้ามันไม่มีทางที่จะออกมาได้ตลอดชีวิตของมันอย่างแน่นอน”

            ทั้งสองเดินขึ้นไปบนชั้นที่ห้าซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายเมื่อไปถึงชั้นที่ห้า เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองกลับเป็นพื้นที่ราบเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าพลังฟ้าดินของที่นี่นับได้ว่าเข้มข้นมากเสียยิ่งกว่าชั้นที่สองเสียอีกพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก มีต้นไม้ที่มีผลสีม่วง และสีทอง  อยู่มากกว่าสิบต้น

            “บาเอลนั่นใช่ต้นผลไม้แห่งชีวิตหรือไม่?”

            “ใช่ใช่แล้ว เฟยหลงพวกเราเจอผลไม้แห่งชีวิตแล้ว เร็วเข้าพวกเรารีบไปเอากันเถอะ”

            “เดียวก่อนบาเอล ในชั้นนี้ต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอน ของสำคัญเช่นนี้ต้องมีผู้ดูแลอยู่เราจะสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป บางทีอาจจะมีอันตรายอยู่ก็ได้”

            “เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี”

            เฟยหลงและบาเอลมองหน้ากันไหน ไหนก็มาถึงที่นี่แล้ว พวกเขาตัดสินใจเดินหน้าเพียงอย่างเดียว ทั้งสองคนค่อย ๆเดินไปอย่างช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่ทันใดนั้นทั่วทั้งบริเวณกลับมีหมอกฟุ้งกระจายเต็มไปทั่วจากนั้นร่างหนึ่งพลันปรากฏต่อหน้าของทั้งสองคน เป็นร่างของชายชราผมขาวท่าทางน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง

            “พวกเจ้าสองคนมีความสามารถไม่น้อยสามารถขึ้นมาถึงยังชั้นที่ห้าของวิหารเทียมฟ้าของข้ามาได้ พวกเจ้าทั้งสองคนสนใจที่จะเป็นผู้สืบทอดวิหารเทียมฟ้านี้หรือไม่?”

            “ท่านผู้อาวุโสข้าเป็นผู้สืบทอดวิหารเทพสงครามแล้ว คงต้องให้โอกาสนี้เป็นเพื่อนข้าบาเอลแทน”

            “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหากมีวาสนาต้องกัน แม้เจ้าจะครอบครองวิหารเทพสงครามแล้วก็ตามเจ้าก็ยังสามารถครอบครองวิหารเทียมเมฆได้เช่นกัน”

            “เช่นนั้นท่านผู้อาวุโสได้โปรดให้เพื่อนข้าทดสอบก่อนหากเขาไม่สามารถสืบทอดวิหารเทียมเมฆนี้ได้ ผู้น้อยจะลองทดสอบดู”

            “ได้สิเช่นนั้นข้าจะส่งเพื่อนของเจ้าไปทดสอบก่อนหากเขาผ่านการทดสอบเจ้าคงไม่เสียใจหรอกนะ”

            “ข้าสมควรจะยินดีกับเพื่อนของข้ามากกว่าทำไมต้องเสียใจด้วยท่านผู้อาวุโส”

            “เอาหละเจ้าชื่อบาเอล เจ้าเป็นเผ่าเอลฟ์ แต่ก็ไม่มีกฎข้อไหนว่าไว้ว่าห้ามเผ่าเอลฟ์เข้ารับการทดสอบ หวังว่าเจ้าคงจะโชคดี ผ่านการทดสอบครั้งนี้ได้”

            “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสข้าน้อยจะทำสุดความสามารถขอรับ”

            “เรียกข้าว่าผู้อาวุโสซูเถอะ ข้าจะส่งเจ้าไปยังด่านทดสอบ เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่หรือไม่?”

            “ขอรับท่านผู้อาวุโสซู”

            ผู้อาวุโสซูส่งบาเอลเข้าไปทดสอบ หลังจากนั้นจึงเอ่ยถามกับเฟยหลง

            “เจ้าผ่านการทดสอบของเทพสงครามและได้รับการสืบทอดวิหารเทพสงครามมาจริงเช่นนั้นหรือ?”

            เฟยหลงค่อยๆ เรียกวิหารเทพสงครามออกมาแต่เมื่อวิหารเทพสงครามออกมามันกลับลอยตรงไปยังต้นผลไม้แห่งชีวิตในทันที พร้อมกับนำต้นผลไม้แห่งชีวิตจำนวนสามต้นเข้าไปปลูกในวิหารเทพสงครามในทันทีอย่างไม่เกรงใจผู้อาวุโสซูเลยแม้แต่น้อย

            หลังจากที่ต้นผลไม้แห่งชีวิตจำนวนสามต้นถูกประดับในสวนของวิหารเทพสงครามแล้วผลไม้สีทองลูกหนึ่งเหมือนถูกเด็ดและกัดกินในทันที

            จากนั้นร่างของชายชราในชุดสีขาวค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น และเดินออกมาจากวิหารเทพสงครามผู้อาวุโสซูเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปหา และทำการคารวะทันที

            “ผู้น้อยซู หม่า จิ้น คารวะท่านผู้อาวุโสไท่หลุน”

            “ท่านผู้อาวุโสไท่หลุนท่านมีตัวตนแล้ว” เฟยหลงเอ่ยขึ้นมา

            “นายท่านเป็นเพราะนายท่านทำให้พลังของข้าฟื้นคืนและยังได้ผลไม้แห่งชีวิตฟื้นฟูพลังของข้าทำให้ร่างของข้าฟื้นคืนกลับมาได้เช่นเดิม”

            “แล้วทำไมพวกท่านถึงได้รู้จักกับท่านผู้อาวุโสซู”

            “นายท่านความจริงแล้ววิหารเทพสงคราม วิหารเทียมเมฆ วิหารเจ้าสมุทร วิหารปฐพี และวิหารเพลิงคามแต่เดิมเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่าเป็นวิหารเทพสวรรค์แต่เนื่องจากสงครามในอดีตระหว่างเทพ มารและปีศาจทำให้เกิดสงครามขึ้นหลายจุดบนโลกใบนี้ ท่านเทพสงครามเจ้าของวิหารเทพสวรรค์จึงได้แยกวิหารเทพสวรรค์ออกเป็นห้าวิหารและมอบให้กับเทพสวรรค์จำนวนสี่คนเพื่อไปปกป้องผู้คนจากเผ่ามารและเผ่าปีศาจ”

            “กระทั่งเผ่าเทพสามารถเอาชนะเผ่ามารและเผ่าปีศาจมาได้แต่วิหารทั้งห้าก็ยังคงแยกกันจนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เจ้าท่านเทพสงครามจากไปก็ไม่มีใครเหมาะสมที่จะได้รับการสืบทอด จนกระทั่งเจ้าผ่านการทดสอบของท่านเทพสงครามความจริงแล้วนายท่านเป็นผู้สืบทอดของท่านเทพสงครามท่านเองก็สามารถรวมวิหารทั้งหมดกลับมาได้เพราะตอนนี้แต่ละวิหารก็กระจัดกระจายอยู่คนละทิศ คนละทาง”

            “แต่ท่านผู้อาวุโสข้ากลับคิดว่าที่ท่านเทพสงครามทำเช่นนั้นกลับเป็นเรื่องที่ดีเสียอีกหากพวกเขาสามารถหาผู้สืบทอดได้ และช่วยกันปกป้องผู้คน จะเป็นการดีกับผู้คนส่วนใหญ่เพราะหากให้ข้าลำพังคนเดียวคงดูแลและช่วยเหลือพวกเขาได้ไม่หมดหรอกแต่หากมีคนที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ไปได้พวกท่านไม่คิดหรือว่ามันจะดีกับผู้คนจำนวนมาก”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท ที่คุณอ่าน