โจวเม่ยจ้องมองซูเจียวเจียวด้วยแววตาไม่เป็นมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเสื้อผ้าสวยงามที่ซูเจียวเจียวสวมใส่ผมสีดำขลับที่มัดรวบครึ่งศีรษะเป็นทรงที่เธอไม่เคยเห็นผิวพรรณของซูเจียวเจียวขาวผ่องดุจหิมะ ใต้คิ้วเรียวสวยมีดวงตาดำขลับเปล่งประกาย
โจวเม่ยดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยออกมาจากตัวซูเจียวเจียว แล้วหันมามองตัวเองที่เหมือนต้นหญ้าในโคลนตมช่างดูไม่น่ามองเอาเสียเลย...
ทั้งสองราวกับอยู่คนละโลก
โจวเม่ยรู้สึกไม่ยอมแพ้ผุดขึ้นมาในใจทันทีเธอจ้องซูเจียวเจียวด้วยสายตาอาฆาตแค้น “เห็นฉันตกต่ำขนาดนี้สมใจเธอแล้วใช่ไหมล่ะ?”
ซูเจียวเจียวมองเธออย่างงุนงง“ฉันไม่เข้าใจที่เธอพูด ชีวิตของเธอก็เป็นเธอเองที่ใช้ไม่ใช่เหรอ?แล้วมันเกี่ยวกับฉันตรงไหน?”
นิ้วมือใต้แขนเสื้อของโจวเม่ยกำแน่นเธอกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เธอก็แค่อยากเห็นฉันเป็นตัวตลกใช่ไหม?เห็นฉันน่าสมเพชแบบนี้แล้ว เธอก็มีความสุขใช่ไหม?”
ซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากเล็กน้อยเธอเห็นความริษยาที่พลุ่งพล่านในดวงตาของโจวเม่ยจึงยกมุมปากขึ้นแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “โจวเม่ยฉันคิดว่าเธอยังไม่เข้าใจสิ่งหนึ่งนะ? ฉันกับเธอไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันแล้วทำไมฉันจะต้องมีความสุขเมื่อเห็นเธอลำบากด้วยล่ะ? เว้นเสียแต่ว่าเธอจะคิดแบบนั้นในใจอยากให้ฉันลำบากแล้วเธอจะมีความสุขน่าเสียดายที่ความเป็นจริงไม่เป็นไปตามที่เธอหวัง”
“อีกอย่าง การที่ฉันได้แต่งงานกับเซียวหยวนหมิง ก็เป็นเพราะเธอครึ่งหนึ่งนะอย่าลืมสิว่าเธอเป็นคนบอกฉันว่าถ้าฉันแต่งงานกับเซียวหยวนหมิงฉันก็ไม่ต้องออกไปทำงานในไร่นาเซียวหยวนหมิงเป็นผู้ชายที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านของเราเป็นคนที่ทำงานเก่งที่สุดด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องขอบคุณเธอนะอาหมิงของฉันเป็นสุดยอดสามีจริงๆ ตั้งแต่แต่งงานกับอาหมิงฉันแทบไม่ต้องทำงานบ้านเลย”
“แล้วอีกเรื่องหนึ่งเหตุผลที่เธอถูกส่งไปทำงานในไร่เกษตรกรรมก็เพราะเธอค้ากำไรเกินควร และถูกจับได้เองจะโทษใครได้! ไม่ใช่ฉันที่สั่งให้ไปทำสักหน่อย! พูดถึงเรื่องนี้แล้วหลินเฟิงน่าสงสารที่สุดเลยนะ เขาถูกเธอดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตอนนี้เธอออกมาจากไร่เกษตรกรรมแล้ว แต่หลินเฟิงยังคงต้องทำงานหนักอยู่ในนั้นเมื่อไรเธอจะช่วยหลินเฟิงออกมาจากที่นั่นได้ล่ะ? แต่ถ้าหลินเฟิงรู้เรื่องบางอย่างของเธอละก็สงสัยคงอยากจะบีบคอเธอให้ตายไปเลยก็ได้?”
“เจียวเจียว นี่เธอ!!”
โจวเม่ยโกรธจนดวงตาแดงก่ำเบิกตากว้างจ้องมองซูเจียวเจียวอย่างอาฆาตแค้นแต่กลับไม่สามารถพูดอะไรเพื่อโต้แย้งได้เลย
ซูเจียวเจียวรู้เรื่องระหว่างเธอกับหลี่เกินเซิงจริงๆด้วย!
หลังจากเข้าไปในไร่เกษตรกรรมเพื่อให้หลินเฟิงช่วยเธอทำงาน โจวเม่ยจึงจำใจคบกับหลินเฟิง
หลินเฟิงตระหนักดีว่าสถานะของตนเองในตอนนี้ไม่สู้ดีนักอนาคตคงยากที่จะหาใครมาเคียงข้าง จึงยึดติดกับโจวเม่ยไม่ปล่อยแต่ในใจก็แอบแค้นโจวเม่ย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอละก็ เขาคงไม่ถูกลงโทษไม่ถูกปรับหรอกจริงไหม?
แม้การทำงานในกองผลิตจะลำบากแต่ก็ยังดีกว่าไร่เกษตรกรรมเยอะ!
ในไร่เกษตรกรรมหลินเฟิงต้องถางป่าทุกวัน มือของเขาเต็มไปด้วยตุ่มพุพองเมื่อตุ่มพองแตกก็เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม เลือดไหลไม่หยุด แม้แต่ตอนอาบน้ำหรือกินข้าวมือของเขาก็ยังสั่น
ดังนั้นในเวลากลางคืนหลินเฟิงจึงระบายความคับแค้นใจและความโกรธทั้งหมดใส่โจวเม่ยหลินเฟิงอารมณ์เสียมากขึ้นเรื่อยๆ และมักจะทุบตีและด่าว่าเธอเสมอ
โจวเม่ยก็ไม่กล้าพูดอะไรส่วนเรื่องพรหมจรรย์ เธออาศัยจังหวะที่หลินเฟิงเหนื่อยจนหลับไปแอบกรีดนิ้วตัวเองแล้วป้ายเลือดลงไปดังนั้นหลินเฟิงจึงไม่รู้ว่าเธอเสียพรหมจรรย์ไปนานแล้ว
หากหลินเฟิงรู้เข้าละก็เขาคงทุบตีเธอจนตายแน่นอน!
แต่โชคดีที่ตอนนี้เธอออกมาจากไร่เกษตรกรรมแล้วไม่ต้องทนรับอารมณ์ของหลินเฟิงอีกต่อไป
ดวงตาของโจวเม่ยเต็มไปด้วยคำเตือน“ซูเจียวเจียว เธอไม่ควรพูดจาเหลวไหล!”
ซูเจียวเจียวเผชิญหน้ากับสายตาที่บิดเบี้ยวของเธออย่างไม่เกรงกลัว“คนไม่ทำร้ายฉัน ฉันก็ไม่ทำร้ายคน”
หลังจากกล่าวคำพูดที่เย็นชาซูเจียวเจียวก็เดินจากไป
ซูเจียวเจียวเดินมาถึงห้องประชุมของกองผลิตและพบว่าในห้องประชุมไม่ได้มีเพียงหลี่เกินเซิงเท่านั้นแต่ยังมีเลขาธิการเจียงอยู่ด้วย
ซูเจียวเจียวมองหลี่เกินเซิงแล้วถาม“หัวหน้าหลี่ คุณมีอะไรจะคุยกับฉันหรือคะ?”
ตอนนี้เป็นเวลากลางวันเธอออกมาคนเดียวก็ไม่กลัวอะไร อาหมิงกำลังสร้างถนนอยู่นอกหมู่บ้านได้ข่าวว่าใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว อีกครึ่งเดือนก็คงจะแล้วเสร็จ
หลี่เกินเซิงกล่าว“เรื่องจักรเย็บผ้าที่คุณเคยพูดถึงเลขาธิการเจียงได้สอบถามความเห็นจากคณะกรรมการระดับสูงแล้วพวกเขาตกลงที่จะซื้อจักรเย็บผ้ากลับมาหนึ่งเครื่องแต่คุณต้องระวังอย่าทำมันเสียหายนะ...”
ซูเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจพวกเขาตกลงจริงหรือ?
แต่เขายังพูดไม่ทันจบเลขาธิการเจียงก็จ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำเตือน
หลี่เกินเซิงจึงหุบปากทันที
เลขาธิการเจียงมองซูเจียวเจียวด้วยสีหน้าอ่อนโยนและรอยยิ้ม“ครั้งที่แล้วคุณกับสหายเซียวหยวนหมิงช่วยสหายอู๋เฟิ่งเสียไว้คณะกรรมการระดับสูงจึงทราบว่ากองผลิตฉางซิงยังต้องการจักรเย็บผ้าเพิ่มอีกหนึ่งเครื่องพวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะตกลงทันที และกองผลิตของเราก็ไม่ต้องออกเงินด้วยซ้ำเป็นครอบครัวตระกูลอู๋ที่ออกเงินและบัตรแลกสิ่งของให้โดยกล่าวว่าเป็นของขวัญขอบคุณที่คุณกับสหายเซียวหยวนหมิงช่วยชีวิตเธอไว้”
ซูเจียวเจียวเผยสีหน้าประหลาดใจเธอก็ว่าทำไมหลี่เกินเซิงถึงตกลงง่ายดายเช่นนี้!ที่แท้เป็นครอบครัวตระกูลอู๋ที่ส่งมาให้นี่เอง!
เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับฐานะของครอบครัวตระกูลอู๋อยู่บ้างอู๋เฟิ่งเสียที่ถูกช่วยชีวิตไว้ เป็นลูกสาวของอู๋จวิ้นผู้บังคับการสถานีตำรวจคนใหม่ในตัวเมืองมณฑลการหาบัตรอุตสาหกรรมย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นครั้งที่แล้วจึงสามารถมอบรางวัลให้อาหมิงได้อย่างรวดเร็วทั้งคำชมเชยและเงินรางวัล
“แต่ครั้งที่แล้วในงานประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการระดับสูงก็ได้มอบเงินรางวัลให้อาหมิงแล้ว จักรเย็บผ้าเครื่องนี้เราคงรับไม่ได้หรอกค่ะ”
แม้ซูเจียวเจียวจะอยากได้มากแต่ก็ไม่สามารถรับของคนอื่นมาได้ง่ายๆ
เลขาธิการเจียงกล่าว“ครอบครัวตระกูลอู๋ไม่จำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ ในเมื่อส่งมาให้แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะส่งกลับไปอีก คุณรับไว้เถอะครับถ้าอยากจะขอบคุณครอบครัวตระกูลอู๋จริงๆคุณก็สามารถตัดเสื้อผ้าที่คุณทำเองให้พวกเขาเป็นของขวัญตอบแทนได้”
ซูเจียวเจียวฟังแล้วก็เห็นด้วยเธอจึงจำใจรับไว้
ไม่นานนักจักรเย็บผ้าเครื่องใหม่ก็ถูกนำมาไว้ที่บ้านของซูเจียวเจียวและตั้งไว้ในห้องด้านทิศตะวันตกที่เซียวหยวนซินอาศัยอยู่
เมื่อมีจักรเย็บผ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเครื่องเซียวหยวนซินก็มีความสุขมากเธอบอกว่าจะแบ่งรายได้จากการรับงานส่วนตัวให้ซูเจียวเจียวด้วยในอนาคตเพราะจักรเย็บผ้าเครื่องนี้เป็นของขวัญที่เจียวเจียวได้รับมา
ซูเจียวเจียวก็จะมอบงานง่ายๆให้เซียวหยวนซิน เพื่อให้เธอได้ฝึกฝนมากขึ้น
ซูเจียวเจียวจึงมีเวลาว่างมากขึ้น
ตอนนี้เป็นปลายเดือนเมษายนแล้วอากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักก็จะเหงื่อออกท่วมตัว
ซูเจียวเจียวต้มน้ำถั่วเขียวหม้อใหญ่ใส่ความหวานด้วยน้ำตาลกรวด รอจนเย็นแล้วจึงนำไปให้เซียวหยวนหมิงดื่ม เพื่อดับร้อน
โชคดีที่สถานที่สร้างถนนอยู่ไม่ไกลซูเจียวเจียวถือถ้วยน้ำแกงถั่วเขียวที่เย็นแล้วเดินไปสองลี้ก็เห็นกลุ่มคนที่กำลังทำงานกันอย่างกระตือรือร้นอยู่ไกลๆ
บรรดาหนุ่มๆถอดเสื้อเปลือยท่อนบน ผิวพรรณถูกแดดเผาจนดำคล้ำ เหงื่อไคลไหลทั่วตัว
ซูเจียวเจียวเห็นเซียวหยวนหมิงท่ามกลางฝูงชนในทันทีเขาก็ถอดเสื้อเปลือยท่อนบนเช่นกันเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องสีทองแดงที่เปล่งประกายภายใต้แสงแดด
กล้ามเนื้อหน้าท้องแปดมัดของเขาแข็งแรงดุจหินผา
กล้ามเนื้อแขนของเขาก็แน่นแข็งเช่นกันดูแล้วเต็มไปด้วยพละกำลัง
ซูเจียวเจียวเดินยังไม่ถึงพวกลู่เหว่ยหมินก็เริ่มแซวขึ้นมาแล้ว “อาหมิงพี่สะใภ้เอาของอร่อยมาส่งให้อีกแล้ว”