ตอนที่ 1 (5)
หลินฉิงไห่กำลังมองเพดานห้อง ลายดอกไม้บริเวณเพดานท่ามกลางความมืดมิดกลับกลายเป็เหมือนปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังกระโจนเข้าหา ทำให้เขาฝันร้ายตลอดทั้งคืน
นาฬิกาชีวิตเป็เหตุให้เขาต้องตื่นเช้าในวันต่อมา ขณะขยี้ตาก้าวลงจากเตียง มือก็เอื้อมไปคว้าแก้วน้ำตรงหัวเตียง แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ
อ้อ เขาเพิ่งจะนึกออกตอนนี้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องของอพาร์ตเมนต์เก่าโทรมหลังเดิมอีกต่อไป
หลังแต่งตัวเสร็จ หลินฉิงไห่ก็เดินลงบันไดไปชั้นล่าง คู่หมั้นในนามของเขาออกไปข้างนอกั้แ่เช้า บนโต๊ะอาหารมีอาหารเช้าเตรียมไว้หนึ่งชุด ลุงอู๋กำลังจัดแจกันดอกไม้อยู่ข้างๆ พอเห็นเขาก็ส่งยิ้มให้ ทั้งยังเรียกมากินมื้อเช้าด้วยท่าทีสุภาพ
“คุณชายน้อย คุณผู้ชายสั่งให้ผมบอกว่าถ้าอยากรับประทานอะไรเป็มื้อเช้า หรือว่าอาหารไม่ถูกปากละก็ บอกผมได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะครับ”
ลุงอู๋เป็ชายชราใจดีวัยเฉียด 70 ปี เส้นผมหงอกเป็สีดอกเลา ใบหน้าเผยริ้วรอยแห่งวัย เขาปรนนิบัติคนตระกูลหยางมาสามรุ่น ั้แ่หนุ่มจนถึงแก่ชรา สุดท้ายก็ติดตามคุณผู้ชายมาทำงานที่บ้านหลังนี้
คนเป็ Beta อย่างเขารู้สึกว่าการได้รับใช้คนตระกูลหยางทั้งกายและใจมาทั้งชีวิตอย่างนี้ ถือเป็ความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุด
“ผม ผมกินได้ทุกอย่าง ขอบคุณนะครับ” เมื่อพบว่าลุงอู๋เกรงใจกันเหลือเกิน แถมยังรินนมร้อน ปูผ้าเช็ดปาก จัดมีดและส้อมให้ด้วยความเคารพ หลินฉิงไห่ก็รู้สึกอึดอัดไปหมด
แม้ตัวเขาในวัยเด็กจะอาศัยในบ้านตระกูลหลินมาระยะหนึ่ง และแม้ว่าที่นั่นจะมีแม่บ้านคอยบริการ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ชินกับการบริการเหล่านี้อยู่ดี เขาชอบทำทุกอย่างเองมากกว่า ไม่อยากรบกวนคนอื่นมากเกินไป
เมื่อลุงอู๋สังเกตเห็นความอึดอัดของหลินฉิงไห่ ก็ก้าวถอยหลังไปพร้อมรอยยิ้มตาหยี เพื่อเว้นระยะห่างที่สบายใจให้แก่กัน
หลินฉิงไห่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาก็กินอาหารเช้าตามลำพังท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบจนเสร็จเรียบร้อย
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็เหตุให้่นี้เขาต้องปฏิเสธงานไปหลายอย่าง ที่เหลืออยู่ก็มีแค่สตูดิโอศิลปะสำหรับเด็กที่เป็ธุรกิจของเพื่อน และบล็อกส่วนตัวของเขา สิ่งที่นำไปโพสต์ในบล็อกจะเป็ภาพประกอบและการ์ตูนสั้นๆ ซึ่งมีผู้ติดตามอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เขาเกรงว่าจะอยู่ว่างเกินไป หลังจากถามลุงอู๋เรียบร้อยก็เดินสวมรองเท้าแตะไปเปิดประตูกระจกที่ยาวจดพื้นภายในห้องรับแขก แล้วเดินมายังโถงบันได เมื่อทอดสายตามองออกไป เบื้องหน้าคือสวนดอกไม้กว้างใหญ่
สวนดอกไม้แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นหอมหมื่นลี้นับไม่ถ้วนจนละลานตา พอถึงฤดูใบไม้ร่วง ดอกของมันจะเบ่งบานไปทั้งสวน แต่งแต้มสีสันสดใสไปทั่วบริเวณ
“สวนดอกไม้ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงปลูกดอกไม้แค่ชนิดเดียว...”
คนสวนที่เดินผ่านบังเอิญได้ยินคำพูดพึมพำของหลินฉิงไห่
คนสวนคนนี้มีชื่อว่าเสี่ยวม่าย เป็ Beta คนหนึ่ง เนื่องจากทำงานเกี่ยวกับดอกไม้แบบนี้มานาน กล้ามเนื้อจึงกำยำ ผิวกายสีเข้ม เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดสาดส่องก็ดูสดใสเป็พิเศษ
“คุณชายคือคุณชายน้อยที่เพิ่งมาอยู่ใช่ไหมครับ! คุณชายรู้จักคนที่คุณผู้ชายชอบไหมครับ” เมื่อเสี่ยวม่ายพบว่าหลินฉิงไห่ยืนตัวเล็กอยู่ตรงโถงบันไดพลางมองพึมพำกับเหล่าต้นหอมหมื่นลี้ ก็รู้สึกว่าน่าหยอกเล่นจริงๆ
“เอ่อ...” หลังจากหลุดปากพูดสิ่งที่คิด ทั้งยังมีคนอื่นมาได้ยิน หลินฉิงไห่ก็เม้มปากอย่างทำตัวไม่ถูก “ผมรู้ครับ ผมรู้ว่าคุณหยางมีคนรักอยู่แล้วครับ” หลินฉิงไห่สังเกตเห็นแววตาหยอกล้ออย่างนึกสนุกของเสี่ยวม่าย จึงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
ดูเหมือนทุกคนในบ้านหลังนี้จะรู้เื่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหยางฉุนกันหมด แม้แต่คนสวนคนนี้ยังพูดถึงคนรักของคุณหยางให้เขาฟังได้อย่างเปิดเผย
ขณะนึกถึงฐานะมือที่สามแสนชั่วร้ายที่จำเป็ต้องเก็บไว้เป็ความลับของตัวเอง หลินฉิงไห่ก็ต้องเบือนหน้าหลบตาเสี่ยวม่าย
“ใช่ครับ ได้ข่าวว่ากลิ่นฟีโรโมนของคนที่คุณผู้ชายชอบคือกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ เพราะงั้นคุณผู้ชายเลยปลูกต้นหอมหมื่นลี้ไปทั้งสวน ต่อให้คว้าคนที่ชอบมาไม่ได้ ก็ต้องมีอะไรไว้ดูต่างหน้าสักหน่อย เวลามองสวนดอกไม้จะได้เหมือนกับมองหน้าคนที่ชอบยังไงละครับ” เสี่ยวม่ายปิดสปริงเกอร์รดน้ำ พอพูดถึงที่มาที่ไปของต้นหอมหมื่นลี้ ก็ถึงกับยกสองมือขึ้นเท้าคางด้วยแววตาเปล่งประกาย “โรแมนติกสุดๆ ไปเลย คุณชายน้อยว่าอย่างนั้นไหมครับ” เสี่ยวม่ายไม่รู้ตัวเลยว่าหลินฉิงไห่ไม่กล้ามองหน้าเขา จึงได้พูดพึมพำต่อ
เมื่อพบว่าเสี่ยวม่ายหันหน้ามาถามความเห็น แววตาหลินฉิงไห่ก็พลันเหม่อลอย เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร จึงได้แต่เงียบงัน
ดูเหมือนเสี่ยวม่ายจะไม่สบอารมณ์กับความเงียบของหลินฉิงไห่สักเท่าไร จึงยักไหล่ และหันไปตัดแต่งใบต้นหอมหมื่นลี้ต่อ
ต้นหอมหมื่นลี้เหล่านี้เป็ของรักของหวงของคุณผู้ชายเชียวนะ ถ้าพลาดพลั้งทำตายไปสักต้นละก็ คุณผู้ชายคงโมโหมาก
“ดีจัง คงจะดีมาก...ถ้ามีใครปลูกต้นพุดซ้อนเป็สวนให้ฉันแบบนี้” หลินฉิงไห่คิดอย่างอิจฉา
ขณะมองตามแผ่นหลังเสี่ยวม่ายที่กำลังเดินห่างออกไป หลินฉิงไห่ก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกถึงบางอย่างขึ้นได้ จึงหันหลังวิ่งตึกๆๆ กลับไปที่ห้องนอนตัวเอง จากนั้นก็เปิดกระเป๋าเดินทางที่มีอยู่น้อยใบอย่างน่าสงสาร หยิบพู่กันและสมุดวาดภาพ แล้วเดินกลับไปยังบริเวณโถงบันได นั่งลงบนทางเดินและใช้เวลาตลอด่บ่ายวาดภาพต้นหอมหมื่นลี้อยู่ตรงนั้น