บทที่ 67 : มหันตภัยแห่งวิถีสวรรค์
ท้องฟ้าเหนือมหาทวีปทักษิณอัคคี ที่เคยถูกฉาบย้อมด้วยสีแดงฉานของเปลวเพลิงและความร้อนระอุมาตลอดหลายล้านปี บัดนี้กลับถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง เมฆทัณฑ์สวรรค์สีดำทมิฬก่อตัวและม้วนตัวรวมกันเป็นวงกว้างนับแสนลี้ บดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์จนหมดสิ้น ความมืดที่ปกคลุมลงมานั้น มิใช่เพียงการขาดหายไปของแสง ทว่ามันคือ 'ความมืดมิดแห่งสัจธรรม' ที่กดทับลงบนจิตวิญญาณของสรรพชีวิต
ภายในรัศมีแสนลี้ใต้ร่มเงาของเมฆทัณฑ์สวรรค์ สัตว์อสูรไม่ว่าจะเป็นระดับต่ำหรือระดับสูง ต่างพร้อมใจกันหมอบกราบลงกับพื้นดิน ร่างกายของพวกมันสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม เสียงคำรามที่เคยดุร้ายกลายเป็นเพียงเสียงครางหงิงๆ ด้วยความหวาดผวา ผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารที่หลงเหลืออยู่ในทวีปทักษิณอัคคี ล้วนรู้สึกถึงความกดดันที่ทำให้ปราณในจุดตันเถียนหยุดการไหลเวียน บางคนที่จิตใจอ่อนแอถึงกับกระอักเลือดและสิ้นสติไปในทันที
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของ 'ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ'!
มันคือการลงทัณฑ์จากเจตจำนงของฟ้าดิน ที่มุ่งหมายจะทดสอบและบดขยี้ผู้ที่บังอาจท้าทายขีดจำกัดของโลกปุถุชน!
ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ บนยอดเขาที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านพลังพรางสวรรค์ ซูหลงอวิ๋นประทับยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองไปยังจุดศูนย์กลางของพายุอสนีบาตด้วยความสงบนิ่ง นัยน์ตาสองสีของเขาสาดประกายลึกล้ำประดุจมหาสมุทรที่ไร้คลื่นลม แม้แรงกดดันของสวรรค์จะแผ่ซ่านมาถึงที่นี่ ทว่ามันก็ไม่อาจทำให้แผ่นหลังที่ตั้งตรงของจักรพรรดิเทพยุทธ์ค้อมต่ำลงได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า หลิงอวี้ซีที่ยืนอยู่เคียงข้างกลับมีสภาพที่แตกต่างออกไป ใบหน้างดงามสะคราญของสตรีศักดิ์สิทธิ์ซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมชื้นแผ่นหลัง แม้นางจะบรรลุถึงขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ซึ่งนับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้าหากไม่นับจักรพรรดิยุทธ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นอายของทัณฑ์สวรรค์ นางกลับรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงฝุ่นผงที่เปราะบางยิ่งนัก
"ซูหลงอวิ๋น... นี่หรือคือสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนต้องเผชิญ หากต้องการก้าวเข้าสู่แดนสวรรค์เบื้องบน?" หลิงอวี้ซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย นางพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อรักษาสมดุลปราณเหมันต์ในร่าง
"ความหวาดกลัวนี้ มันฝังลึกเข้าไปในสายเลือดและวิญญาณ ราวกับว่าสวรรค์กำลังประกาศให้พวกเรารับรู้ ว่าการดำรงอยู่ของพวกเราเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า... หากต้องให้ข้าไปยืนอยู่ตรงจุดที่เฒ่ากู่ไห่ยืนอยู่ ข้าเกรงว่าเพียงแค่อสนีบาตสายแรกฟาดฟันลงมา วิญญาณของข้าคงแตกซ่านเป็นหมื่นชิ้นโดยไม่อาจต้านทานได้"
ซูหลงอวิ๋นละสายตาจากพายุเมฆ หันมามองสตรีโฉมงามที่กำลังสั่นไหว เขายกมือขวาขึ้นวางลงบนไหล่บางของนางอย่างแผ่วเบา ถ่ายทอดปราณหยินหยางเทวะอันอบอุ่นเข้าไปช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บแห่งความกลัวออกจากจิตใจของนาง
"สิ่งที่เจ้ากำลังหวาดกลัว มิใช่สายฟ้าหรือความตาย อวี้ซี... ทว่าเจ้ากำลังหวาดกลัว 'กฎเกณฑ์'"
ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่นและแฝงไปด้วยหลักปรัชญาอันลึกซึ้ง "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับเพดานที่มองไม่เห็น สรรพชีวิตถูกกักขังให้อยู่ในวัฏสงสาร เพื่อเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในกลไกของสวรรค์ เมื่อมีผู้ใดพยายามจะปีนป่ายขึ้นไปทำลายเพดานนั้น สวรรค์ย่อมรู้สึกถูกท้าทาย และต้องส่ง 'การลงทัณฑ์' ลงมาเพื่อรักษากฎเกณฑ์ของมัน"
เขาชี้มือไปยังเมฆทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังหมุนวน "ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ มิใช่เพียงพลังทำลายล้าง ทว่ามันคือ 'เจตจำนงของการลบล้าง' สวรรค์กำลังบอกเฒ่ากู่ไห่ว่า 'เจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่เหนือขีดจำกัด' ผู้ที่จะรอดพ้นจากมันได้ มิใช่ผู้ที่มีพลังปราณมหาศาลที่สุด ทว่าคือผู้ที่มี 'เจตจำนง' แข็งแกร่งพอที่จะตะโกนกลับไปหาสวรรค์ว่า 'ข้ามีสิทธิ์!'"
หลิงอวี้ซีมองดูเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษผู้นี้ ความหวาดกลัวในใจค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง คำกล่าวของเขาทำให้จิตใจของนางที่เคยว้าวุ่นกลับมาสงบนิ่งได้อีกครั้ง นางตระหนักได้ว่า บุรุษผู้นี้มิได้โอหังอย่างไร้เหตุผล ทว่าความโอหังของเขา เกิดจากความเข้าใจในสัจธรรมอย่างถ่องแท้
"เฒ่ากู่ไห่ผู้นั้น ซ่อนตัวมานานนับหมื่นปีเพราะความขี้ขลาด... เจตจำนงของมันย่อมสึกกร่อนไปตามกาลเวลา มันจะสามารถผ่านทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้ไปได้จริงหรือ?" นางตั้งข้อสงสัย หากเฒ่ากู่ไห่ตายตกไปก่อนที่ประตูสวรรค์จะเปิดออก แผนการลักลอบข้ามพิภพของพวกเขาก็ย่อมล้มเหลวตามไปด้วย
"คนขี้ขลาด เมื่อถูกต้อนให้จนตรอก มักจะเผยเขี้ยวเล็บที่ดุร้ายที่สุดออกมาเสมอ" ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มเยือกเย็น "มันสะสมพลังและสมบัติวิเศษมานับหมื่นปีเพื่อเตรียมรับมือกับวันนี้โดยเฉพาะ แม้เจตจำนงมันจะอ่อนแอ ทว่ารากฐานของมันก็หนาแน่นเกินกว่าจะถูกบดขยี้ได้ง่ายๆ... จับตาดูให้ดี การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"
ครืนนนนน! เปรี้ยงงงงงงงง!
สิ้นคำกล่าวของจักรพรรดิเทพยุทธ์ สายฟ้าเส้นแรกที่ควบแน่นจากปราณทัณฑ์สวรรค์ ก็ผ่าเปรี้ยงลงมาจากตาพายุ!
มันมิใช่สายฟ้าสีขาวหรือสีฟ้าดังเช่นอสนีบาตทั่วไป ทว่ามันคือ 'อสนีบาตสีม่วงทมิฬ' ที่มีขนาดใหญ่โตเท่ากับขุนเขาทั้งลูก! รังสีทำลายล้างที่แผ่ออกมาจากสายฟ้านี้ เพียงพอที่จะลบเมืองใหญ่นับร้อยเมืองให้หายไปจากแผนที่ในพริบตา! ท้องฟ้าถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกสีดำทางยาว มิติรอบด้านพังทลายลงประดุจกระจกที่ถูกค้อนทุบ
เบื้องล่าง ณ ซากปรักหักพังของภูเขาไฟเพลิงพิโรธบรรพกาล เฒ่าปีศาจกู่ไห่แหงนหน้ามองสายฟ้ามฤตยูด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือด มันรู้ดีว่าไม่อาจหลบหนีได้อีกต่อไป
"สวรรค์บัดซบ! ข้ากู่ไห่ บำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปี เสียสละทุกสิ่งเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ! วันนี้ ต่อให้ต้องสละเลือดเนื้อทุกหยด ข้าก็จะไม่ยอมถูกเจ้าบดขยี้!"
เฒ่าปีศาจคำรามก้อง มันเปิดแหวนมิติระดับสูงสุดที่สะสมมาทั้งชีวิต ตวัดมือเรียกเอาสมบัติวิเศษชิ้นแรกออกมา!
มันคือ 'เตาหลอมปฐพีกายาเหล็ก' สมบัติระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดที่สกัดจากแก่นโลก เตาหลอมขนาดยักษ์ขยายตัวขึ้นครอบคลุมร่างของเฒ่ากู่ไห่เอาไว้ประดุจกระดองเต่าที่แข็งแกร่งที่สุด!
ตูมมมมมมมมมมมม!!!!!
อสนีบาตสีม่วงทมิฬสายแรก ฟาดฟันลงบนเตาหลอมปฐพีอย่างจัง! คลื่นกระแทกจากการปะทะกวาดล้างพื้นดินในรัศมีหมื่นลี้ให้กลายเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดยักษ์ หินผาและลาวาที่เคยเดือดพล่านถูกบดขยี้จนกลายเป็นเพียงฝุ่นผงละเอียด!
เสียงระเบิดดังก้องสะท้านไปถึงมหาทวีปอื่นๆ ทั่วทั้งโลกปุถุชนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้!
เพล้ง!
เตาหลอมปฐพีกายาเหล็ก ที่เป็นถึงสมบัติระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด สามารถต้านทานได้เพียงสามลมหายใจ ก่อนจะเกิดรอยร้าวและระเบิดแตกกระจายเป็นเศษเหล็กไร้ค่า!
ทว่า มันก็ทำหน้าที่ของมันได้สำเร็จ อสนีบาตสายแรกถูกหักล้างพลังไปจนหมดสิ้น เฒ่ากู่ไห่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในรอดพ้นจากการถูกย่างสด ทว่ามันก็ต้องกระอักเลือดสีคล้ำออกมาคำโตจากการสะท้อนกลับของพลัง
"แค่ก... แค่สายแรก... ก็ทำลายสมบัติที่ข้าหลอมมานับพันปีไปเสียแล้ว!" เฒ่ากู่ไห่กัดฟันกรอด ร่างกายที่เหี่ยวแห้งของมันสั่นสะท้าน
ทว่า ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ มิได้มีเพียงสายเดียว! ตามกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ผู้ที่ต้องการควบแน่นประกายเทวะ จำต้องรับการชำระล้างจาก 'อสนีบาตเก้าชั้น' แต่ละชั้นจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ!
ครืนนน! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เมฆทัณฑ์สวรรค์หมุนวนอย่างเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น สายฟ้าชั้นที่สอง ชั้นที่สาม และชั้นที่สี่ ถูกฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วประดุจพายุฝน! สายฟ้าแต่ละสายมีขนาดใหญ่ขึ้นและสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ แฝงไปด้วยสัจธรรมแห่งการดับสูญที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน!
"มาเลย! ไอ้สวรรค์บัดซบ! โล่กระดองเต่ามังกรบรรพกาล! ร่มเงาสุริยันกลืนฟ้า! ม่านอักขระหมื่นปี!"
เฒ่าปีศาจกู่ไห่คลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง มันโยนสมบัติระดับสวรรค์และสมบัติบรรพกาลที่ประเมินค่ามิได้ออกมารับการโจมตีอย่างไม่เสียดาย! สมบัติแต่ละชิ้น ล้วนเป็นสิ่งที่มหาอำนาจในโลกปุถุชนต้องเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง ทว่าในยามนี้ พวกมันกลับถูกนำมาใช้เป็นเพียง 'โล่ใช้แล้วทิ้ง' เพื่อซื้อเวลาให้แก่ชายชราผู้รักตัวกลัวตาย
เสียงระเบิดดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง แสงสว่างจ้าจากการแตกสลายของสมบัติวิเศษและสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ ส่องสว่างวาบไปทั่วแผ่นดิน พื้นที่รอบภูเขาไฟเพลิงพิโรธบรรพกาล บัดนี้ถูกลบหายไปจากแผนที่อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเพียงหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
บนยอดเขาที่ห่างไกล หลิงอวี้ซีมองดูภาพการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดนั้นด้วยความตกตะลึง นางแทบไม่อยากเชื่อสายตา ว่าตัวตนที่ทรงพลังถึงขอบเขตที่แปดขั้นสูงสุด จะต้องตกอยู่ในสภาพเอน็จอนาถและดิ้นรนอย่างน่าสมเพชถึงเพียงนี้
"มันรับไปได้หกสายแล้ว... สมบัติวิเศษของมันถูกทำลายไปจนแทบจะหมดสิ้น ร่างกายของมันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส แขนซ้ายถูกสายฟ้าฟาดจนไหม้เกรียม... มันจะรอดไปถึงสายที่เก้าได้จริงหรือ?" หลิงอวี้ซีประเมินสถานการณ์อย่างเคร่งเครียด
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง เขาสังเกตเห็นบางสิ่งที่มีเพียงผู้ครอบครองเนตรมารเก้าอเวจีเท่านั้นที่จะมองเห็น
"แม้ร่างกายของมันจะบอบช้ำ ทว่าภายในจุดตันเถียนของมัน... ปราณจักรพรรดิยุทธกำลังถูกสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ 'บีบอัด' และ 'ชำระล้าง' อย่างรุนแรง... ดูนั่นสิ อวี้ซี จุดแสงสีทองคำเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจุดตันเถียนของมัน"
หลิงอวี้ซีเพ่งสายตามองตามการชี้นำของเขา แม้จะเลือนราง ทว่านางก็พอมองเห็นจุดแสงที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และเหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ในโลกหล้า
"นั่นคือ... ประกายเทวะ งั้นรึ?" นางอุทาน
"ถูกต้อง... ทัณฑ์สวรรค์มิใช่เพียงการทำลาย ทว่ามันคือเบ้าหลอม หากทนรับการทุบตีได้ เหล็กกล้าก็จะกลายเป็นดาบเทวะ บัดนี้ เฒ่ากู่ไห่ก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขต 'ครึ่งก้าวสู่กึ่งเทพ' แล้ว... หากมันทนรับสายฟ้าสามสายสุดท้ายได้สำเร็จ ประกายเทวะก็จะสมบูรณ์ และประตูสวรรค์ก็จะเปิดออก"
ซูหลงอวิ๋นละสายตาจากสมรภูมิเบื้องล่าง เขาหันมาเผชิญหน้ากับหลิงอวี้ซี นัยน์ตาสองสีสาดประกายจริงจังอย่างถึงที่สุด
"เวลาของการเตรียมตัวหมดลงแล้ว อวี้ซี... การจะลอบเข้าไปในลำแสงนำทางสวรรค์ โดยไม่ให้เจตจำนงของสวรรค์เบื้องบนจับได้ จำต้องใช้วิชาลับที่เสี่ยงตายที่สุดของคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ หากพวกเราพลาดแม้แต่ก้าวเดียว วิญญาณของพวกเราจะถูกพายุมิติในห้วงโกลาหลบดขยี้จนไม่เหลือซาก"
"ข้าพร้อมแล้ว ซูหลงอวิ๋น ไม่ว่าเจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใด ข้าก็จะไม่ลังเล" หลิงอวี้ซีตอบรับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว นางจับด้ามกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แน่น
"จินหลิน!" ซูหลงอวิ๋นตวาดเรียกสัตว์เทวะ
ราชสีห์เพลิงที่หมอบอยู่ด้านหลัง รีบย่อขนาดตัวลงจนเหลือเพียงขนาดเท่าลูกสุนัขตัวน้อย มันกระโจนเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใน 'ถุงวิญญาณสัตว์อสูรบรรพกาล' ที่ผูกอยู่ข้างเอวของซูหลงอวิ๋นอย่างรู้หน้าที่
"วิชาที่ข้ากำลังจะใช้ มีชื่อว่า 'เคล็ดลับเทวะ : ฝากเงากลืนสัจธรรม'..."
ซูหลงอวิ๋นอธิบายอย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ เพื่อให้นางเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชา "สวรรค์เบื้องบน จะเปิดประตูและส่ง 'ลำแสงนำทาง' ลงมาเพื่อรับตัวผู้ที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์เท่านั้น ลำแสงนั้นจะตรวจสอบ 'สายใยแห่งกรรม' และกลิ่นอายสัจธรรมของผู้ถูกเลือก หากมีสิ่งแปลกปลอมแทรกซึมเข้าไป ลำแสงนั้นจะทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้นทิ้งทันที"
"วิชาฝากเงากลืนสัจธรรม คือการแปรสภาพร่างกายและวิญญาณของพวกเรา ให้กลายเป็น 'ความว่างเปล่า' ที่ไร้มวล ไร้กลิ่นอาย และไร้ซึ่งพลังปราณใดๆ จากนั้นพวกเราจะพุ่งทะยานเข้าไป 'หลอมรวม' กับเงาของเฒ่ากู่ไห่... อาศัยสายใยแห่งกรรมของมัน เป็นเกราะกำบังตบตาการตรวจสอบของลำแสงสวรรค์ เสมือนพวกเราเป็นเพียงเงาตามตัวของมัน!"
หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "กลายเป็นเงาของผู้อื่น? ช่างเป็นวิชาที่พิสดารและอันตรายยิ่งนัก หากเฒ่ากู่ไห่รู้ตัวและใช้พลังกึ่งเทพสลัดพวกเราทิ้งเล่า?"
"มันไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นหรอก..." รอยยิ้มมัจจุราชปรากฏบนมุมปากของซูหลงอวิ๋น "เมื่อพวกเราเข้าไปอยู่ในลำแสงนำทาง และได้รับการปกป้องจากพายุมิติอย่างสมบูรณ์แล้ว... ข้าจะ 'ถีบ' ตาแก่นั่นออกจากลำแสง ให้มันกลายเป็นเศษเนื้อกลางอวกาศแทนพวกเราเอง!"
ความเหี้ยมเกรียมและเด็ดขาดของแผนการนี้ ทำเอาหลิงอวี้ซีต้องลอบสูดลมหายใจ นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ใดกล้าคิดแผนจารกรรมสวรรค์และหักหลังผู้เบิกทางได้อย่างหน้าตาเฉยถึงเพียงนี้ ทว่านางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือวิถีทางเดียวที่พวกเขาจะก้าวขึ้นสู่แดนสวรรค์ได้
"ยื่นมือมาให้ข้า" ซูหลงอวิ๋นแบมือออกไปเบื้องหน้า
หลิงอวี้ซีวางมือเรียวขาวเนียนลงบนฝ่ามืออันอบอุ่นของเขาอย่างไม่ลังเล ซูหลงอวิ๋นกระชับมือนางแน่น นิ้วประสานกันแนบสนิท
"หลับตาลง อวี้ซี... กดข่มปราณราชันย์ยุทธ์ของเจ้าให้ลึกที่สุด หยุดการทำงานของจุดตันเถียน ชะลอการเต้นของหัวใจให้ช้าลงจนเหมือนคนตาย... เจ้าต้องผสานลมหายใจและจังหวะวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกับข้า พวกเราต้องกลายเป็น 'ความว่างเปล่า' ไปพร้อมกัน"
สตรีศักดิ์สิทธิ์ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นางหลับตาดอกท้อลง ชักนำความหนาวเหน็บแห่งวิถีเหมันต์มาแช่แข็งการไหลเวียนของเลือดในกาย หัวใจที่เคยเต้นระรัวค่อยๆ แผ่วลงจนแทบจะหยุดนิ่ง กลิ่นอายราชันย์ยุทธ์ที่เคยแผ่ซ่าน หดตัวกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของวิญญาณ
ซูหลงอวิ๋นเองก็เข้าสู่สภาวะเดียวกัน เขากดข่มมหัคฆเพลิงทั้งสี่ดวงและทารกวิญญาณหยินหยางเทวะให้หลับใหล ปราณหยินหยางแผ่ซ่านออกมาห่อหุ้มร่างของคนทั้งสองเอาไว้บางๆ
"เคล็ดลับเทวะ... ฝากเงากลืนสัจธรรม... ลบเลือนตัวตน!"
วูบ!
ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้นบนยอดเขา! ร่างกายเนื้อของบุรุษหนุ่มและสตรีโฉมงาม ค่อยๆ โปร่งแสงและเลือนรางลงประดุจภาพลวงตา สีสันของเสื้อผ้าและผิวพรรณถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดรอบกาย จนกระทั่งร่างของพวกเขาทั้งสอง แปรสภาพกลายเป็นเพียง 'เงาสีดำทมิฬ' ที่ไร้รูปร่าง ไร้มิติ และไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งชีวิตโดยสมบูรณ์!
แม้แต่จิตสัมผัสของจักรพรรดิยุทธ หรือดวงตาของสวรรค์ ก็ไม่อาจตรวจจับการมีอยู่ของ 'เงา' ทั้งสองสายนี้ได้! พวกเขาได้กลายเป็นความว่างเปล่าที่รอคอยจังหวะเวลาอย่างอดทน
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง... ณ สมรภูมิเบื้องล่าง การทดสอบครั้งสุดท้ายก็มาถึง!
ครืนนนนนนนน!!!!!
ท้องฟ้าที่มืดมิด พลันถูกสาดส่องด้วยแสงสว่างที่เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์นับพันดวง! เมฆทัณฑ์สวรรค์ม้วนตัวเข้าหากันเป็นจุดเดียว ก่อนจะปลดปล่อย 'อสนีบาตเทวะสายที่เก้า' ซึ่งเป็นสายสุดท้ายและทรงอานุภาพที่สุดลงมา!
สายฟ้านี้มิได้เป็นเพียงเส้นตรง ทว่ามันควบแน่นและแปรสภาพกลายเป็น 'มังกรอสนีบาตสีทองคำทมิฬ' ขนาดยักษ์! มังกรสายฟ้ากางกรงเล็บ แผดเสียงคำรามที่ทำลายล้างสัจธรรม พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาหมายจะกลืนกินเฒ่าปีศาจกู่ไห่ให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์!
"อ๊ากกกกกก! ข้าไม่ยอมตาย! ข้าคือผู้ที่จะก้าวสู่ความเป็นเทพ!"
เฒ่าปีศาจกู่ไห่คลุ้มคลั่งจนถึงขีดสุด! มันสละร่างเนื้อของตนเอง ระเบิดแขนขวาและขาทั้งสองข้างทิ้ง! ใช้เลือดเนื้อและกระดูกที่แตกสลาย เป็นเครื่องสังเวยเพื่อสร้าง 'หอกโลหิตบรรพชน' พุ่งสวนกลับขึ้นไปทะลวงประจัญบานกับมังกรสายฟ้า!
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!
การปะทะกันครั้งสุดท้าย ก่อให้เกิดคลื่นแสงสว่างที่กลืนกินมหาทวีปทักษิณอัคคีไปกว่าครึ่ง! มิติแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า เสียงกัมปนาททำให้สรรพชีวิตหูหนวกไปชั่วขณะ!
เวลาประดุจหยุดนิ่งไปเนิ่นนาน...
เมื่อแสงสว่างอันโหดร้ายค่อยๆ จางหายไป... ทัศนียภาพที่หลงเหลืออยู่ คือหลุมลึกที่กว้างใหญ่ไพศาลทะลุลงไปถึงแกนโลก ลาวาแห้งกรัง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ
ทว่า กลางห้วงอากาศเหนือหลุมลึกนั้น...
ปรากฏร่างที่เหลือเพียงครึ่งท่อนบนของชายชรา ลอยตัวอยู่อย่างร่อแร่ ผิวหนังไหม้เกรียมจนเป็นตอตะโก ลมหายใจแผ่วเบาประดุจแสงเทียนกลางพายุ ทว่า... นัยน์ตาของมันกลับเบิกกว้างและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง!
เพราะภายในจุดตันเถียนของมัน บัดนี้ได้ก่อเกิด 'ประกายเทวะ' สีทองคำบริสุทธิ์ ที่ทอประกายแสงศักดิ์สิทธิ์และแผ่กลิ่นอายของ 'กึ่งเทพ' ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ!
มันทำสำเร็จแล้ว! มันรอดชีวิตจากทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพได้สำเร็จ!
"ฮ่าฮ่าฮ่า... แค่ก! ข้าทำสำเร็จ! ข้า กู่ไห่ ได้ก้าวข้ามความเป็นปุถุชนแล้ว!" เฒ่าปีศาจหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแม้ร่างกายจะแหลกเหลว
วิ้งงงงงงงงง!
ทันใดนั้นเอง เมฆทัณฑ์สวรรค์สีดำทมิฬที่ปกคลุมท้องฟ้า ก็พลันแหวกออกเป็นช่องกว้าง! แสงสว่างสีทองคำอันอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์หาใดเปรียบ สาดส่องลงมาจากเบื้องบน ทะลวงผ่านกฎเกณฑ์ของโลกปุถุชน
ณ สุดปลายทางของแสงสว่างนั้น ปรากฏ 'ประตูสวรรค์บรรพกาล' ที่สลักเสลาจากหยกขาวและทองคำ ตั้งตระหง่านอยู่อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา!
และจากประตูสวรรค์นั้นเอง... 'ลำแสงนำทางสวรรค์' ก็ถูกฉายลงมา อาบไล้ร่างที่บาดเจ็บสาหัสของเฒ่าปีศาจกู่ไห่ พลังรักษาระดับเทวะเริ่มฟื้นฟูบาดแผลของมันอย่างช้าๆ พร้อมกับดึงร่างของมันให้ลอยสูงขึ้นไปสู่อุโมงค์มิติแห่งแสง!
"แดนสวรรค์เบื้องบน... ข้ากำลังจะไปแล้ว!" เฒ่ากู่ไห่กางแขนออก รับแสงสว่างแห่งความหวัง
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ลำแสงนำทางสาดส่องลงมากระทบพื้นดิน และครอบคลุมร่างของกึ่งเทพองค์ใหม่นั้นเอง!
ฟุ่บ!
เงาสีดำทมิฬสองสาย ที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาห่างออกไปหลายหมื่นลี้ พลันพุ่งทะยานแหวกมิติด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าแสง! พวกเขาอาศัยจังหวะที่กฎเกณฑ์ฟ้าดินกำลังเปิดออก พุ่งทะลวงเข้าสู่ 'ลำแสงนำทางสวรรค์' จากทางด้านหลัง!
ปราศจากเสียง ปราศจากกลิ่นอาย ปราศจากการรับรู้!
เงาทั้งสองสายพุ่งเข้าไปแนบชิดติดกับ 'เงา' ของเฒ่าปีศาจกู่ไห่ที่ทาบทับอยู่บนลำแสง! สัจธรรมแห่งวิชาฝากเงา ทำการเชื่อมโยงสายใยกรรมของพวกเขากับเฒ่ากู่ไห่อย่างแนบเนียนที่สุด!
ลำแสงนำทางสวรรค์กระเพื่อมไหวเล็กน้อย คลื่นการตรวจสอบกวาดผ่านร่างของเฒ่ากู่ไห่และเงาของมัน... ทว่า เมื่อไม่พบกลิ่นอายแปลกปลอมใดๆ นอกเหนือจากผู้ที่ครอบครองประกายเทวะ ลำแสงสวรรค์ก็กลับมาทำงานตามปกติ!
ร่างของเฒ่ากู่ไห่... และ 'เงาแฝง' ของซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซี ค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้น ลอยขึ้นไปตามอุโมงค์มิติแห่งแสง มุ่งหน้าสู่ประตูสวรรค์บรรพกาลที่เปิดอ้ารอรับอยู่เบื้องบน!
การลักลอบข้ามพิภพที่บ้าบิ่นและท้าทายสวรรค์ที่สุด สำเร็จลุล่วงไปแล้วครึ่งทาง!
และเมื่อพวกเขาเดินทางไปจนสุดปลายทางของอุโมงค์แสง... บททดสอบแห่งความโหดเหี้ยมที่แท้จริง ก็กำลังจะถูกหยิบยื่นให้แก่กึ่งเทพหน้าโง่ผู้เป็นเจ้าของตั๋วใบนี้!
(จบบทที่ 67)