ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 105 ของรางวัลที่ส่งเสริมผู้ใช้
[ระบบประมวลผลสำเร็จ ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x20, ป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติ (ระดับกลาง)x1, แร่คริมโซไนท์x1 กิโลกรัม]
[ระบบประมวลผลสำเร็จ ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x20, กายวิสุทธิ์x1, เครื่องรางป้องกันภัย (ระดับต่ำ)x1]
วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์จ้องมองกล่องข้อความที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกันสองอัน กล่องข้อความแรกคงเป็นของรางวัลที่ได้จากการทำภารกิจยึดครองมิติประดิษฐ์หรือมิติลึกลับที่คนอื่นๆ เรียกกัน
แม้จะยึดการควบคุมได้เพียงส่วนเล็กๆ แต่จินก็ทำลายเจตจำนงที่เจ้าของเดิมแฝงเอาไว้จนหมดสิ้น ทำให้เขากลายเป็นผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว โชคดีอีกอย่างคือเจ้าของคนก่อนหน้าหายตัวไปนานถึงสองร้อยปี พลังที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้นั้นบางเบาเป็นอย่างมาก ภารกิจนี้จึงสำเร็จได้โดยง่าย
ส่วนกล่องข้อความอันที่สองเป็นของรางวัลจากภารกิจช่วยเหลือสมาชิกตระกูล เป็นภารกิจประเภทที่จินเจอบ่อยที่สุด
ร่างวิญญาณโปร่งแสงตรวจสอบของรางวัลที่ได้รับ สิ่งที่เหมือนกันในสองภารกิจคือยันต์ค่าประสบการณ์จำนวนยี่สิบใบ เมื่อรวมกันสองภารกิจเท่ากับว่าครั้งนี้จินได้รับยันต์ค่าประสบการณ์มากถึงสี่สิบใบ!
จำนวนสี่สิบใบนั้นถือว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่จินเคยได้รับมา แต่เมื่อคิดถึงจินตอนนี้ที่เป็นอเวกระดับเก้าเรียบร้อยแล้ว ยันต์ค่าประสบการณ์จำนวนสี่สิบใบนั้นไม่นับว่ามากมายอะไรเลย ทำให้ก้าวข้ามระดับไม่ได้ด้วยซ้ำ
ยิ่งเป็นจุดสูงสุดของอเวกยิ่งแล้วใหญ่ ประชากรมนุษย์โลกในปัจจุบันมีมากมายหลายสิบหลายร้อยล้านคน ถ้านับแค่ในเขต C ก็มีราวๆ หกล้านคน ทว่าคนที่สามารถก้าวข้ามไปเป็นอีโวลนั้นมีไม่มากนัก ในเมืองขนาดใหญ่แต่ละแห่ง ก็เชื่อได้ว่าคงมีอีโวลอยู่ไม่ถึงสิบคน และในมหานครอันยิ่งใหญ่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเขตก็คงมีอีโวลแค่หลักร้อยเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่าการก้าวข้ามขอบเขตจากอเวกไปเป็นอีโวลนั้นยากเย็นแค่ไหน มีคนในเมืองใหญ่และมหานครมากมายที่อยู่ในจุดสูงสุดของอเวกระดับเก้ามาหลายสิบปี แต่ก็ยังหาวิธีก้าวข้ามไปไม่ได้
ยันต์ค่าประสบการณ์สี่สิบใบที่ได้มานี้อย่างมากที่สุดก็คงผลักดันร่างวิญญาณของจินให้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของอเวกระดับที่เก้า ส่วนนอกเหนือจากนั้นก็ไม่ต้องคิดฝันเลย
จินมองไปที่ของรางวัลแรกจากทั้งสองภารกิจ รีบหยิบพวกมันทั้งหมดออกมาทันที ยิ่งเขาก้าวหน้าได้เร็วมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เหตุร้ายอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งแรกที่ควรทำคือพัฒนาความสามารถของตัวเอง
ไฟสีส้มลุกติดที่ยันต์ทั้งสี่สิบใบ ละอองแสงไหลเข้าไปตามแขน หมุนเวียนไปทั่วร่างกายโปร่งแสง พลังบางอย่างที่มองไม่เห็นค่อยๆ ปะทุขึ้นในร่างวิญญาณ นำเอาประสบการณ์ พลังงาน และทักษะต่างๆ เข้าสู่ผู้ใช้อย่างเต็มเปี่ยม
ร่างวิญญาณสั่นไหวเล็กน้อย กลิ่นอายที่แผ่ออกมาดูกล้าแกร่งขึ้นแต่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก อีกเพียงก้าวเดียวบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ก็จะขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของอเวกระดับเก้า กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่โดยรอบ และแม้แต่คนในเมืองใหญ่เองก็ต้องเกรงใจคนที่มีพลังระดับนี้เช่นกัน
วิญญาณชุดขาวพยักหน้าพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของอเวกแต่สำหรับยันต์ค่าประสบการณ์จำนวนสี่สิบใบทำได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว
เมื่อหมดธุระกับยันต์ค่าประสบการณ์ จินก็พิจารณาของรางวัลชนิดอื่นต่อไป
ภารกิจเร่งด่วนมอบรางวัลมาให้อีกสองอย่าง นั่นคือ [กายวิสุทธิ์] และ [เครื่องรางป้องกันภัย (ระดับต่ำ)]
นับว่าเป็นรางวัลที่ใจป้ำทีเดียว เพราะทั้งสองอย่างเป็นของรางวัลที่มีประโยชน์กับจินและตระกูลพีไรซ์อย่างมาก สำหรับ [กายวิสุทธิ์] เรียกได้ว่าเป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่ากายเทียม ทั้งพลังที่บริสุทธิ์และระยะเวลาการใช้งานที่มากกว่า ซึ่งการที่สามารถมีร่างกายได้ยาวนานถึงเจ็ดวัน จึงเหมาะสำหรับใช้จัดการเรื่องยุ่งยากที่เกิดขึ้นนอกตระกูลด้วยตัวของจินเองได้เป็นอย่างดี
ส่วน [เครื่องรางป้องกันภัย (ระดับต่ำ)] ก็เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการปกป้องสมาชิกภายในตระกูล บางครั้งจินไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยซ้ำ เพียงแค่มอบเครื่องรางนี้เอาไว้ อันตรายต่างๆ จะถูกจำกัดภายในเวลาอันรวดเร็ว ข้อเสียของมันมีแค่ไม่สามารถจัดการตัวตนที่เหนือกว่าระดับอเวกขึ้นไปได้ก็เท่านั้น แต่นั่นก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับตระกูลพีไรซ์ในตอนนี้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ได้ของรางวัลมาน้อยนิด เพราะมันทดแทนไปแล้วด้วยคุณภาพที่คับแน่น
ร่างวิญญาณโปร่งใสกดรับรางวัลแล้วย้ายพวกมันทั้งสองเข้าไปอยู่ในคลังของระบบ จากนั้นจึงมุ่งความสนใจไปที่ของรางวัลจากภารกิจยึดครองมิติประดิษฐ์ ซึ่งของรางวัลดูค่อนข้างแปลกตาทีเดียว
ของชิ้นแรกคือ [ป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติ (ระดับกลาง)] นี่เป็นครั้งแรกที่จินได้เห็นของรางวัลอื่นนอกจากคัมภีร์ฝึกฝนพลังที่มีคำกำกับว่าเป็นระดับกลาง ขนาดกายเทียมและเครื่องรางป้องกันภัยที่เป็นของประเภทใช้ได้ครั้งเดียวเหมือนกัน ยังถูกระบบนับว่าเป็นสิ่งของระดับต่ำ จะเห็นได้ว่ารางวัลจากภารกิจพิเศษนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ยิ่งอ่านข้อมูลของป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติมากเท่าไหร่ จินก็ยิ่งรู้สึกว่าระบบมีแนวโน้มจะเอื้อประโยชน์ให้แก่เขาไม่น้อยในสถานการณ์ปัจจุบัน
ความสามารถของป้ายอาญาควบคุมมิติแผ่นนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน พลังของมันคือพลังแห่งกฎที่ใช้เพื่อบังคับควบคุม แต่เป็นการควบคุมที่ค่อนข้างชี้เฉพาะ มันสามารถบังคับมิติที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากให้ตกอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้ได้ถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่สนใจว่ามิติแห่งนั้นจะมีผู้ครอบครองอยู่แล้วหรือไม่
ซึ่งจริงๆ หากไม่มีมิติที่ตรงตามเงื่อนไขของ [ป้ายอาญาสิทธิ์ควบคุมมิติ (ระดับกลาง)] ของรางวัลชิ้นนี้ก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่ต่างอะไรจากไก่ได้พลอย
แน่นอนว่าเงื่อนไขเหล่านั้นมันตรงกับมิติประดิษฐ์ หมายเลขแปดที่จินเพิ่งจะเจอเมื่อไม่นานมานี้พอดี เหมือนระบบรู้ว่าเขาต้องการ จึงส่งมันมาถึงมือ ปัจจุบันเขาควบคุมมิติประดิษฐ์ดังกล่าวได้เพียงเล็กน้อย ระบบก็ประมวลผลและส่งป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นนี้มาให้เป็นรางวัลทันที
จินมองแผ่นป้ายไม้ด้วยสายตาพินิจ ก่อนจะรับของรางวัลแล้วเก็บเข้าไปในคลังของระบบ
ของรางวัลชิ้นนี้นับว่ามีประโยชน์มาก แต่ร่างวิญญาณยังไม่สามารถใช้งานได้ในทันที ตอนนี้ที่ตั้งของประตูมิติซึ่งเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และมิติประดิษฐ์นั้นอยู่ไกลจากเมืองปากัสมากจนเกินไป ทำให้ร่างวิญญาณจำต้องเก็บของชิ้นนี้เอาไว้ก่อน หากมีโอกาสเขาจะกลับไปควบคุมมิติมาไว้ในกำมือ เผื่อจะเปลี่ยนพิกัดประตูมิติมาอยู่ใกล้ๆ กับตระกูลพีไรซ์บ้าง และไม่แน่ เขาอาจจะล่วงรู้ความลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายในด้วยก็เป็นได้
“หืม แร่หนึ่งกิโลกรัม?” ร่างวิญญาณชุดขาวมองดูของรางวัลอย่างสุดท้ายด้วยสายตาส่อแววสงสัย
ปกติเขาจะได้รับของรางวัลมาเป็นจำนวนชิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยด้านหลังของรางวัลระบุเป็นกิโลกรัมเช่นนี้
[แร่คริมโซไนท์] เป็นก้อนแร่สีแดงสดใส มันเปล่งแสงเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิงกำลังเผาไหม้อยู่ภายในก้อนแร่
ข้อมูลของแร่คริมโซไนท์ค่อนข้างกระจัดกระจาย ส่วนใหญ่บอกสรรพคุณหลักๆ ของแร่ชนิดนี้ อาทิ เป็นก้อนแร่ที่แข็งเสียยิ่งกว่าเพชร ต้านทานการเกิดสนิมเมื่อนำไปหลอมผสมกับโลหะอื่น เป็นตัวกำเนิดพลังงานความร้อนอันมหาศาล และยังเป็นตัวนำพลังงานจิตวิญญาณหรือพลังงานจากอารมณ์อีกด้วย
มองแค่ปราดเดียว วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ก็รู้ได้เลยว่านี่จะต้องเป็นแร่ชนิดเดียวกับเจ้าของมิติประดิษฐ์หมายเลขแปดกำลังตามหาอยู่อย่างแน่นอน บวกกับความจริงว่าระบบพยายามส่งของรางวัลที่เอื้อประโยชน์ต่อตัวเขาในปัจจุบัน โอกาสที่มันจะเป็นแร่พลังงานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนมิติประดิษฐ์ก็สูงมาก
ภาพความทรงจำจากเจ้าของมิติคนก่อนที่จินเคยเห็นค่อนข้างแตกต่างจากก้อนแร่ขนาดใหญ่สีแดงเจิดจ้าตรงหน้าพอสมควร สิ่งที่เขาเห็นในภาพความทรงจำเป็นเพียงก้อนแร่สีเทาสลับกับเส้นสีแดงหมองๆ ขนาดเท่ากำปั้น เหมือนว่ามันจะเป็นเพียงแร่ผสมที่มีคริมโซไนท์แทรกอยู่เพียงเท่านั้น
แล้วดูก้อนแร่เท่าลูกฟุตบอลตรงหน้านี่สิ! ทั้งบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานและขนาดใหญ่โตกว่าก้อนแร่หมองๆ ขนาดเท่ากำปั้นที่เจ้าของมิติประดิษฐ์คนเก่าหาได้เป็นไหนๆ หากมันผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่แล้วรู้ว่าจินสามารถหาแร่คริมโซไนท์ได้ง่ายดายเพียงแค่กดปุ่มตกลงบนหน้าต่างระบบ มันคงขบเคี้ยวฟันด้วยความคับข้องใจเป็นแน่
จินกดรับของรางวัลอย่างสุดท้ายด้วยสีหน้าพึงพอใจ และก้อนแร่สีแดงขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอลเล็กน้อยนี้ก็เข้าไปอยู่ในคลังของระบบ
หลังจากจัดการหลายสิ่งได้เรียบร้อย จินก็คอยดูแลตระกูลและฝึกฝนพลังต่อไปเช่นเดิม รอคอยการกลับมาของคาลอส และแล้ววันเวลาก็ผ่านไปอีกสิบสองวัน
ในช่วงที่ผ่านมาพัฒนาการภายในตระกูลค่อนข้างดีมาก ทุกคนมีพัฒนาการที่ดี รวมไปถึงสมาชิกใหม่ทั้งสามตัวด้วย
ทอร์ด อูร่า และแซม คือสัตว์อสูรทั้งสามตัวที่เกิดจากไข่สามฟองในวันนั้น ผู้เลี้ยงดูหลักอย่างเคนเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับพวกมันทั้งหมด
โดยทอร์ดคือสัตว์อสูรเผ่าสะปรี มันเป็นตัวที่มีพัฒนาทางร่างกายโดดเด่นที่สุด ตอนนี้ขนาดตัวของมันไม่ต่างไปจากม้าตัวเต็มวัย มัดกล้ามปูดโปนทั่วร่าง ผิวที่เคยเป็นสีเทาอ่อนบัดนี้เข้มขึ้นกว่าเดิมมาก กลายเป็นสัตว์อสูรระดับที่สี่ไปเป็นที่เรียบร้อย
แม้อายุของมันจะไม่มาก แต่มันสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ด้วยการสะสมพลังงาน ซึ่งเคนก็ช่วยดูแลพวกมันอย่างดี รวมถึงทดลองมอบโอสถเสริมพลังงานให้มันใช้ด้วย ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏว่าไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ใช้ได้ สัตว์อสูรก็ยังได้รับพลังงานจากโอสถชนิดนี้ได้ด้วย แต่พลังงานที่ได้อาจจะต่างกันอยู่บ้าง
นั่นเป็นเหตุให้ทอร์ดพัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้ความฉลาดจะต่ำ แต่ร่างกายของมันตอนนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง หลังจากนี้คงมีโอกาสนำมาออกไปใช้งานภายนอกได้บ้างแล้ว
ส่วนสัตว์อสูรอีกสองตัวที่เหลือก็ได้รับโอสถเสริมพลังเหมือนกันหลังจากทดสอบกับเจ้าทอร์ดไปแล้ว เคนขอเบิกโอสถเสริมพลังงานส่วนหนึ่งมาจากซายาโกะ ซึ่งซายาโกะก็สนใจการทดลองนี้เช่นกัน จึงอนุมัติไป
สัตว์อสูรไม่เหมือนมนุษย์ที่มีความคิดอันซับซ้อน หากตั้งใจฟูมฟักมันอย่างดี อย่างไรมันก็จะภักดีกับเราไปตลอด
สำหรับ อูร่า เป็นชื่อที่เคนตั้งให้กับสัตว์อสูรเผ่ากากอส ตอนนี้ลำตัวสีเขียวของมันเปล่งประกายขึ้นจากเดิมมาก ในตอนที่มันพัฒนาเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ ปีกเล็กๆ ของมันก็เริ่มขยายขนาดขึ้น แต่ก็ยังไม่พอที่จะพามันโบยบินบนฟากฟ้าอยู่ดี
สุดท้ายคือแซม สัตว์อสูรเผ่าพรีเมทอสที่มีปัญญาลึกล้ำที่สุด ในบรรดาสัตว์อสูรทั้งสามตัว เจ้าแซมนั้นเรียนรู้ได้เร็วที่สุด หลายครั้งที่มันช่วยสัตว์อสูรอีกสองตัวสื่อสารความต้องการกับผู้ดูแลอย่างเคน ทำให้เคนให้ค่ามันเป็นอย่างมาก
ทว่าในเรื่องของพัฒนาการด้านความแข็งแกร่ง มันนับว่าช้าที่สุดในหมู่เพื่อน เนื่องจากมันเป็นสัตว์อสูรระดับสามตั้งแต่แรกเกิด แต่จนบัดนี้มันยังอยู่ในระดับสี่อยู่เลย พัฒนาขึ้นมาเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น แตกต่างจากอีกสองตัวที่พัฒนาก้าวกระโดดมาถึงสองขั้น
ซึ่งจริงๆ แล้วเคนและคนอื่นๆ ภายในตระกูลก็ไม่ได้กดดันอะไรมัน ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์อสูรต่างมีความโดดเด่นที่แตกต่าง และเจ้าแซมก็แสดงให้เห็นถึงปัญญาที่โดดเด่นของมันแล้ว ฉะนั้นจะมีเรื่องที่มันด้อยกว่าผู้อื่นบ้างก็ไม่ได้มีอะไรน่าแปลกใจ
เคนคิดเช่นนั้น เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วสายเลือดของแซมนั้นสูงส่งกว่าสัตว์อสูรอีกสองตัวมาก โอกาสพัฒนาของมันนั้นไร้ขีดจำกัด
แม้ตอนนี้ความสามารถในการพัฒนาของมันจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายเลือดที่ต่ำชั้นกว่าของทอร์ดและอูร่าจะทำให้พัฒนาการของพวกมันเริ่มช้าลงเรื่อยๆ และเมื่อนั้น...พัฒนาการอันรวดเร็วของแซมจะได้เฉิดฉาย!