สี่วันถัดมา
ภายใต้การลอบเร้นด้วยสารพัดวิธี รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากไอเทมหลายชนิดที่กองทัพสนับสนุนขณะนี้วิฬาร์ก็ลอบข้ามชายแดนเข้ามาได้สำเร็จ
เดิมที พื้นที่แถบนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรยักษ์ทว่าเพราะเสียเมืองหน้าด่านไป ทำให้ตอนนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของมนุษย์แต่เพราะเหตุนั้น จึงทำให้เขามีแผนที่โดยละเอียดของบริเวณนี้อยู่ในมือ
เขาใช้เวลาเดินทางอีกไม่น้อยในที่สุดก็มาถึงจุดนัดพบที่ถ้ำแห่งหนึ่งในป่า จากนั้นพวกเขาก็กระจายกำลังออกตรวจการณ์โดยรอบโดรนขนาดเล็กของรสายนเวทจึงถูกปล่อยออกไปเพื่อสำรวจ ก่อนจะเริ่มปักหลักนับถอยหลังรอให้ไมยราพมาถึง หรือไม่ก็หมดเวลาภารกิจไปก่อน
ทว่าหลังจากปักหลักอยู่สองวันก็ยังไม่พบวี่แววว่าจะมีใครมา
จนกระทั่งในวันที่เจ็ดของภารกิจวิฬาร์ได้รับรายงานว่าพบเจอไมยราพและกองกำลังบางส่วนกำลังกลับมาในสภาพยับเยิน
วิฬาร์จึงรีบพากำลังประมาณห้าสิบคนออกไปดูทันที
ไม่ถึงสองชั่วโมงต่อมาหลังจากการเดินทางอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเส้นทางในป่ารกทึบพวกเขาก็พบไมยราพที่ขี่สัตว์อสูรมาด้วยสภาพปางตาย มีเพียงลมหายใจรวยรินอยู่บนหลังสัตว์อสูรเผ่าพยัคฆ์ตัวหนึ่งแขนซ้ายของเจ้าตัวถึงกับขาดเสมอศอก ขาข้างหนึ่งก็กระดูกร้าวจนบวมเป่งที่ช่องท้องก็มีซี่โครงหักอยู่หลายจุด เรียกได้ว่าสะบักสะบอมทั่วทั้งตัวมีแต่บาดแผล
ทหารนายอื่นอีกสิบกว่าคนที่ร่วมขบวนมาก็เช่นกัน
วิฬาร์ที่พาทหารออกมารับเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยเหลือก่อนจะเห็นรถม้าขนาดใหญ่คันหนึ่งที่อยู่กลางขบวนทั่วทั้งคันมีแต่ร่องรอยของความเสียหาย ล้อทั้งสี่เบี้ยวจนน่ากลัวน่าเหลือเชื่อมากที่พวกเขาขับมันมาถึงนี่ได้
เขากระโจนลงจากหลังม้า รีบเปิดประตูหลังเข้าไปสำรวจทันที
ภายในรถม้าสีดำคันนั้น บรรจุไว้ด้วยโลงโลหะสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบหนึ่งมันมีตรวนผนึกเวทพันธนาการเอาไว้อย่างแน่นหนา และข้างโลงก็มีทหารยักษ์นายหนึ่งนอนพิงมันไว้ด้วยลมหายใจรวยริน ที่ช่องท้องมีธนูสองดอกปักคาอยู่เลือดตรงปากแผลแห้งตัวเป็นสีดำคล้ำปนเขียว ซ้ำยังส่งกลิ่นประหลาดออกมา เห็นได้ชัดว่าอาการสาหัสเกินจะรักษาแล้ว
ของสิ่งนี้คือโลงผนึกเวทที่มีอานุภาพร้ายกาจ มันถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อกักขังผู้มีเวทมนตร์รวมถึงตราคำสาปลดค่าสถานะเอาไว้ทำให้ผู้ถูกขังกลายเป็นเพียงผู้ไร้เวทอันอ่อนแอเท่านั้น
นายทหารคนนั้น เมื่อเห็นใบหน้าของวิฬาร์โผล่มาจากประตูรถดวงตาก็พลันสว่างวาบ ร่างกายที่เขม็งเครียดมาตลอดทางก็คลายตัวลงเขาสบตาวิฬาร์อยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มอย่างเบาใจเมื่อได้ทราบว่าความพยายามของตนเป็นผลแล้ว จากนั้นดวงตาคู่นั้นก็พลันหม่นแสงแล้วค้างเติ่งไปทั้งๆ อย่างนั้น
สิ้นชีพอยู่ข้างโลงผนึกเวทอย่างเงียบงัน
แม้จะเป็นเรื่องน่าหดหู่เพียงไรทว่าวิฬาร์รู้ดีว่าพวกเขาต่างสละชีพเพื่อสิ่งนี้ จึงกลับออกมาด้านนอก และสั่งเคลื่อนขบวนกลับทันที
ขณะที่เร่งฝีเท้ากลับไปยังค่ายพักชั่วคราวของตนวิฬาร์ก็จำต้องหยุดเท้าหลายครั้ง เหตุเพราะพบเจอสัตว์อสูรเวหาหลายกลุ่มบินลาดตระเวนผ่านไป
แต่หลังจากการใช้มนตร์พรางกายหลายชุดในที่สุดเขาก็กลับมาถึงค่ายได้
ในขบวนมีซิกมาที่คอยท่าอยู่ก่อนแล้วจากนั้นเมื่อเจ้าตัวเห็นลูกพี่พาไมยราพพร้อมกับรถม้าที่ยับเยินกลับมาเขาก็รีบจัดการให้ผู้เล่นคนอื่นรีบขนย้ายโลงผนึกเวทมาใส่รถม้าคันใหม่ที่พวกเขาเตรียมมาทันที
และไม่นาน ทุกอย่างก็เรียบร้อยวิฬาร์จึงรีบสั่งให้เดินทางโดยเร่งให้นำไมยราพและทหารที่บาดเจ็บสาหัสล่วงหน้าไปก่อนเพื่อรักษาตัวส่วนพวกเขาและคนที่ยังไหวจะอยู่ในขบวนหลังที่ขนย้ายโลงเวทเนื่องจากมันมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก จึงไม่สามารถเร่งความเร็วได้เต็มที่นัก
ไม่นาน ทั้งขบวนก็เคลื่อนตัวผ่านดงไม้โดยรอบไปอย่างเงียบเชียบแต่เพราะมีเวทมนตร์ช่วย พวกเขาจึงทำความเร็วได้ไม่น้อย และยังแบ่งทีมคุ้มกันย่อยสองกลุ่มพาไมยราพและทหารที่อาการหนักเร่งความเร็วหนีกลับไปก่อนและเพื่อร้องขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม แถมยังสามารถสร้างรอยลวงได้อีกด้วย
และ ณ สถานที่หนึ่งกลางเส้นทางรกชัฏในป่า
“พวกมนุษย์ส่งใครตามเรามาบ้าง”
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าแผ่วเบา วิฬาร์พลันหันหัวสัตว์ขี่ของตัวเองเข้าไปใกล้ทหารยักษ์นายหนึ่งที่มากับไมยราพแล้วเอ่ยถามสถานการณ์
มันส่งเสียงกระแอมหนักหน่วงออกมาพร้อมไอสีขาวมัวก่อนจะสูดหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นอาการเจ็บปวดภายในแล้วเอ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
“หนุมาน”
“นิลพัท”
“และ องคต”
“รวมถึงกองกำลังอีกพิเศษห้าพันนาย”
วิฬาร์และพวกผู้เล่นสองสามคนที่อยู่ข้างๆเมื่อได้ยินนามเหล่านั้นก็พลันตัวแข็งทื่อไปเลย
แม้พวกเขาจะเตรียมใจมาตั้งแต่ต้นทว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง ก็ยังรู้สึกเครียดขึ้นมาอยู่ดี
ขุนพลเหล่านี้มีความสามารถสูง ซ้ำยังเป็นเจ้าของร่างอวตารต้นกำเนิดแต่ละนายล้วนมีประวัติการรบอันเกริกไกรคงไม่แปลกที่ได้รับความไว้วางใจให้นำกองกำลังพิเศษมาตามตัวรามกลับไป
แถมครั้งก่อนที่พวกเขาเจอพิเภกเพียงคนเดียวยังสะบักสะบอมถึงขนาดนั้น แต่ครั้งนี้มากันถึงสามคน สามร่างอวตารเกรงว่าจะต้องยากขึ้นไปอีกหลายเท่าอย่างแน่นอน
วิฬาร์ถามรายละเอียดของกองกำลังที่ถูกส่งมาตามล่าพวกเขาอีกหลายเรื่องก็ทราบว่ากองกำลังเหล่านั้นอยู่ห่างออกไปเพียงสองวันเศษๆทว่าด้วยความเร็วระดับหนุมาน พวกเขาก็เชื่อว่าหากพวกมันเร่งฝีเท้าก็คงตามมาทันภายในพรุ่งนี้อย่างแน่นอน
แม้จะหนักใจ ทว่าแผนการทั้งหมดก็ถูกวางเอาไว้รับมืออยู่แล้ววิฬาร์จึงเบาใจลงได้บ้าง
………………..
หลายสิบชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางจันทร์แรมและแสงอ่อนเบาบางที่ทะลุยอดไม้ลงมาจากเบื้องบน
วานรกายสีหมึกตัวหนึ่งห้อยโหนไปตามเถาวัลย์อย่างเหนื่อยล้าแต่ในขณะเดียวกัน รอบด้านก็มีเสียงแสกสากดังระงมทั่วป่าและบางทีก็จะเห็นเงาร่างวับแวมที่กำลังเร่งตามมาอย่างไม่ลดละ
นิลพัทมิได้มีท่าทีระแวดระวังเงาเหล่านั้น กลับกันเจ้าตัวกลับหันไปสื่อสารเป็นระยะ พร้อมกับออกคำสั่งหลายต่อหลายครั้งเหตุเพราะเงาร่างเหล่านั้น ล้วนเป็นหน่วยพิเศษสองร้อยนายที่ติดตามเขามานั่นเอง
องค์รามถูกชิงตัวไปจากทัพหลวงท่ามกลางการอารักขาของพวกตนนิลพัทพลันรู้สึกเหมือนถูกลากไปตบหน้ากลางตลาด ความผิดนี้มากพอให้ประหารมันได้เจ็ดชั่วโคตรทว่ายังดีที่พิเภกช่วยเอ่ยทัดทานเอาไว้ เขาและพรรคพวกจึงยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้รวมถึงได้โอกาสชดเชยความผิด
แม้องค์ลักษมณ์จะแค้นเคืองอย่างไรทว่าก็ยังรู้ว่าเรื่องนี้หนักหนามาก นอกจากทัพฟ้าจำนวนมากที่ถูกส่งออกมาลาดตระเวนแล้วท่านจึงคัดทัพแกร่งจำนวนห้าพัน โดยมอบหมายให้องคตเป็นแม่ทัพ และให้เขากับหนุมานเป็นกำลังเสริมเร่งรุดหน้ามาตามตัวองค์รามก่อน เหตุเพราะบริเวณแถบนี้ล้วนเป็นป่าทึบทำให้ทัพฟ้าไม่อาจตามรอยได้ง่าย
ทว่าพื้นที่แถบนี้ เดิมที่ก็เป็นหนึ่งในเขตของเผ่ายักษ์พวกไมยราพที่หลบหนีมาได้จึงรู้เส้นทางลับและพื้นที่ต่างๆ เป็นอย่างดีแม้จะมีทัพฟ้าจำนวนมากช่วยสอดส่องจากเบื้องบน แต่ไมยราพก็หลบรอดการตามรอยของพวกเขาไปได้ถึงหลายครั้งทว่ายังดีหน่อยที่ในทัพของพวกเขามีพิเภกอยู่ เขาจึงแนะนำเส้นทางหลักๆที่ไมยราพอาจจะใช้งานให้กับพวกเขาเพื่อเป็นแนวทางในการตามล่า การสาวรอยของพวกเขาจึงไม่ขาดตอนเพียงแต่ล้าหลังกว่าเท่านั้น
ทัพแกร่งห้าพันล้วนแบ่งเป็นหน่วยย่อยกลุ่มเล็กๆราวสองสามร้อยนาย เพื่อตามร่องรอยจากตำแหน่งต่างๆ นับสิบเส้นทาง แต่เพราะพวกไมยราพแบ่งกำลังออกเป็นหลายกลุ่มทำรอยลวงไว้มากมาย พวกเขาจึงติดตามอย่างยากลำบาก และกำลังพลสองร้อยที่ตามมาก็เป็นสมาชิกของหน่วยนิลพัทนั่นเอง
วานรเหล่านี้ล้วนเป็นนักรบในหมู่นักรบความเร็วล้วนอยู่ในแนวหน้าสุด เจ้าตัวเองก็รู้ดีว่านี่คือปัญหาเป็นตายจึงเร่งความเร็วถึงขีดสุด ตามหนึ่งในสามรอยที่พวกเขาคิดว่าเป็นทางหนีจริงของไมยราพมา
วานรผิวหมึกห้อยโหนมาอีกไม่ไกล ก็ได้รับแจ้งจากหน่วยสอดแนมด้านหน้าว่าเจอเส้นทางตัดผ่านป่าเส้นหนึ่งบนพื้นดินมีรอยเท้าสับสนย่ำจนเละเทะ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสาวรอยมาถูกทางแล้ว
นิลพัทจึงกระโดดลงจากยอดไม้ลงพื้นแล้วเดินเข้าไปดู
ทหารลิงที่หน้าที่ตามรอยยืนรออยู่ก่อนแล้วเขามีหน้าตาประหลาดไม่น้อย จมูกของเขาคล้ายสัตว์จำพวกหมีที่ยื่นยาวออกมาเกินปกติ แต่มันเป็นเพราะทักษะประสานของพันธุเวทที่เขาใช้เพื่อดมกลิ่นในการตามรอยนั่นเองทหารคนนั้นชี้ไปที่พื้นเบื้องหน้าที่ถูกอาบด้วยเวทมนตร์สะกดรอยอยู่ มันเผยให้เห็นรอยเท้าบางกลุ่มเลือนรางแต่ก็ทำให้เขาค่อนข้างแน่ใจว่าตามมาถูก
นิลพัทสั่งให้ตรวจการณ์เพิ่มเติมไม่นานพวกเขาก็เจอร่องยาวลึกคู่หนึ่งที่วิ่งขนานไปกับรอยเท้าเหล่านั้นด้วย ดูจากความจางของรอยที่ฉายในเห็นจากเวทมนตร์ระยะห่างของพวกมันน่าจะไม่เกินสิบชั่วโมง นับว่าพวกเขาทำความเร็วได้ดีมาก
นิลพัทพิจารณาร่องรอยเหล่านั้นจนแน่ใจ จากนั้นก็สั่งเดินหน้าต่อ
เหล่าทหารวานรทั้งหลายจึงกระโดดขึ้นไปตามยอดไม้ข้างเคียงแล้วมุ่งหน้า หาทางลัดตัดผ่านป่าไปตามทิศทางที่นิลพัทกำหนด
ป่าแถวนี้เริ่มจะรกทึบขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเส้นทางระหว่างไม้แต่ละต้นให้รถม้าพอวิ่งได้ก็กว้างไม่เกินสี่ห้าเมตร แต่ยังดีที่ต้นไม้รอบด้านขึ้นจนสูงมีกิ่งก้านมากพอให้พวกเขาห้อยโหนได้ แต่ถึงอย่างนั้นเพราะความทึบและไม่ชินทาง ก็ทำให้พวกเขาเร่งความเร็วได้ไม่เต็มที่
ทว่าเพราะพวกเขาไม่ได้นำสัมภาระมามากนัก ชุดเกราะก็เลือกมาเฉพาะชุดที่เสริมความเร็วบวกกับสามารถตัดผ่านป่าได้โดยตรง การเคลื่อนไหวจึงมีความคล่องตัวสูงต่างจากพวกนั้นที่ต้องใช้รถม้าในการขนย้ายองค์รามไปตามทางราบความเร็วย่อมจะด้อยกว่า และนั่นก็ทำให้ระยะห่างระหว่างเขาและเจ้าพวกยักษ์เหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว
พลวานรแต่ละนายมีเลเวลสูงถึงร้อยแปดสิบเศษตัวเขาเองก็มีเลเวลที่สองร้อยสิบแล้ว แม้จะยกมาเพียงสองร้อยนายแต่ทุกคนล้วนมีความสามารถสูง นิลพัทเชื่อว่าต่อให้ฝ่ายตรงข้ามมีมากถึงห้าร้อยคนพวกตนก็สามารถยันไหว
ระยะห่างเพียงสิบชั่วโมง ทำเอานิลพัทรู้สึกเหมือนเห็นภาพขบวนรถม้าที่มีทหารอารักขากำลังวิ่งห้อไปตามทางอยู่ลิบๆ และในรถคันนั้น ก็มีโลงผนึกเวทที่รามถูกจับกุมเอาไว้ภายใน
‘รอข้าด้วย องค์ราม’
เจ้าตัวพูดในใจหวนนึกถึงความผิดพลาดที่ตนก่อจนทำให้หัวใจเจ็บแปลบ แล้วเร่งความเร็วจนขึ้นไปอยู่ที่หัวขบวนพุ่งผ่านแนวป่าไปราวดาวหางดวงหนึ่ง