Ep 064 :: หาเรื่องใส่ตัว
...ครึ่งปีผ่านไป
ชื่อเสียงเรื่องหลงใหลในตัวพระชายาของรัชทายาทยังคงโด่งดังเช่นเดิม จนคนภายนอกมิคิดแปลกใจอีกแล้ว ทั้งยังชื่นชมในชีวิตคู่ที่แสนจะงดงามของทั้งสอง
เนื่องเพราะคนทั้งคู่เปรียบเสมือนคู่สร้างคู่สม นอกจากความรักใคร่ปรองดองที่เป็นเรื่องส่วนตัว จะงานหลวงงานราชกิจของรัชทายาทก็มิมีขาด เศรษฐกิจก็ไปได้ดี แว่วข่าวลือมาว่าเป็นพระชายาที่ช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จนผู้คนมิกังขาถึงความปรีชา
เมิ่งกุ้ยเฟยเคยสั่งคนมากระตุ้นโทสะของนางหลายครา ซึ่งจริง ๆ เฟิ่งปิงก็หาได้ใส่ใจ หญิงสาวเหล่านั้นจะกระทำตัวเช่นใดกับผู้ที่ได้ชื่อว่าสวามีล้วนเป็นเรื่องของพวกนาง ขอแค่ไม่ล้ำเส้นกันก็พอ
บางครา เฟยหรงซิ่นก็จำเป็นต้องวนเวียนไปมอบเชื้อพันธ์ุมังกรให้พวกนางอยู่บ้าง ซึ่งทุกครั้งที่เขาไปตำหนักไหนสักตำหนัก ก็จะมีภรรยาน้อยของเขาที่เชิดหน้าชูคอขึ้นมาราวกับทำอะไรสำเร็จสักอย่าง พวกนางจะภูมิใจราวกับเอาชนะนางได้อย่างนั้นแหละ
...นางไม่ได้เป็นอันใดกับสวามี เพราะงั้นนางจึงไม่รู้สึกหึงหวงเขา ดังนั้นเขาจะนอนกับใครนางก็ไม่คิดมาก
การกระทำของบุปผาเหล่านั้นไม่นับเป็นสิ่งใดนอกจากลมพัดผ่าน
...และจริง ๆ แล้วที่เขายอมแวะเวียนไปหาภรรยาน้อยบ้าง ก็เป็นเพราะนางนี่แหละที่กล่าวเตือนว่าเขาควรให้ความสำคัญกับเชื้อพันธ์ุมังกรของตนเองบ้าง ประเดี๋ยวภรรยาจะเหงาหงอยจนแห้งเหี่ยวไปเสียก่อน
เฟยหรงซิ่นอิดออดอยู่เป็นนาน คล้ายกับว่าเขาจะเบื่อมารยาของสตรีเหล่านั้น และเขาก็ให้เหตุผลว่าที่รับพวกนางเข้ามาก็เพราะสถานการณ์บังคับให้ทำ ไม่ใช่ว่ามีใจรักใคร่ชอบพอ ถ้าไม่จำเป็นก็คงจะไม่เฉียดกายไปแตะต้องงูพิษเช่นพวกนางให้เสียเวลาด้วยซ้ำ
ปากคอเราะรายไม่เบาทีเดียวเชียวล่ะ
...สตรีเหล่านั้นช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย ว่าสวามีของตนหาได้โปรดปรานตัวเองสักนิดเดียว
...ทุกวันนี้ยังพยายามทำให้นางใจอ่อนอยู่เลยกระมัง
“พระชายาเพคะ พระชายารองหนิงออกหน้าจัดงานเลี้ยงน้ำชาที่ตำหนัก ทั้งยังเชิญคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งหลายมาร่วมด้วยเพคะ”
สุ่ยหลิวบอกกล่าวด้วยความไม่พอใจยามนึกย้อนไปถึงสีหน้าอวดดีของสตรีผู้นั้น กระนั้นหยางเฟิ่งปิงก็ยังคงก้มหน้าอ่านตำราในมือโดยมิคิดสนใจ
“ปล่อยนางไปเถอะ”
“...เพคะ”
เห็นเจ้านายตนไม่สนใจ แล้วสุ่ยหลิวเล่าจะทำสิ่งใดได้
...แต่ว่าปล่อยไปไม่เท่าไหร่ ไม่ถึงก้านธูปต่อมา ก็มีคนหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว
เพราะชายาเอกนั้นใจดี นางไม่เคยบังคับกะเกณฑ์ภรรยาคนอื่นของสามี สิ่งใดที่พวกนางควรได้ก็ได้รับ ทั้งยังไม่เคยวางอำนาจและตำหนิอย่างจริงจังเลยสักหน
ชายาเอกที่มีดีแค่ความงามหากแต่ไม่เด็ดขาด ไม่รวมกับที่สตรีเหล่านั้นหาญกล้ามากขึ้นด้วยถือว่าตนเองมีมารดาของสวามีหนุนหลัง จะก่อเรื่องรำคาญใจให้เฟิ่งปิงมากขึ้นก็ไม่แปลกอะไร
“อุ้ย ขออภัยเพคะพี่หญิง น้องคงมิได้รบกวนเวลาของพี่หญิงใช่หรือไม่?”
“มิใช่ว่าเจ้าจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาที่ตำหนักของตัวเองรึไง?”
“แหม่ พี่หญิงคะ อากาศดีถึงเพียงนี้ ให้อุดอู้อยู่ในตำหนักก็น่าเบื่อแย่ ศาลายังโล่ง แบ่งปันให้พวกเราใช้สักเล็กน้อยคงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่เพคะ?”
ชายารองจีบปากจีบคอกล่าวคำ สีหน้าอัดอั้นคล้ายกับว่าโดนรังแก เฟิ่งปิงเพียงเหล่ตามองก่อนจะเอ่ยอนุญาต ในใจไม่วายตำหนิว่าการแสดงออกที่อ่อนด้อยเช่นนั้น อย่าได้หาทำน่าจะดีกว่า
...ดูอย่างไรก็ไม่เนียนนะหนู...
“หากเจ้าจะอยู่ในศาลาก็อยู่ไป แต่อย่าได้ส่งเสียงรบกวนข้า”
“เพคะ พี่หญิง”
หญิงงามกลุ่มใหญ่นั่งลงในศาลาริมน้ำหลังงาม พวกนางพากันป้องปากพูดคุยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจนคล้ายแม่ค้าในตลาดสดที่เอาแต่นินทาคนโน้นคนนี้ ตั้งใจยั่วโมโหหยางเฟิ่งปิงที่พึ่งบอกว่าให้เงียบเสียงอย่างเห็นได้ชัด
เฟิ่งปิงปิดตำราในมือลงก่อนตั้งท่าจะลุกเดินออกจากศาลา
“พี่หญิงจะไปแล้วหรือเพคะ?”
“ไม่อยู่คุยกับพวกเราหน่อยหรือเพคะพระชายา”
“นั่นสิเพคะพี่หญิง หรือน้องทำอะไรให้พี่หญิงไม่พอใจหรือไม่เพคะ?”
“ข้าเป็นบุตรสาวคนเดียว และเป็นลูกคนสุดท้องของแม่ทัพใหญ่หยางเอ่อคัง ดังนั้นข้ามิเคยมีน้องสาว ทั้งตลอดมาและตลอดไป”
เฟิ่งปิงตอบกลับเสียงเรียบ ดวงตาหงส์คู่งามกวาดตามองคนรอบตัวก่อนกล่าวเสียงหวานมอบรอยยิ้มบาง กล่าวซ้ำด้วยวาจาที่แสนเชือดเฉือน ช่างเป็นการด่าที่ตรงไปตรงมาและรุนแรงยิ่ง
“ยิ่งผู้ที่ฟังภาษาคนมิรู้ความ ก็มิรู้ว่าเป็นมนุษย์หรือเดรัจฉาน จะให้เปิ่นไท่จื่อเฟย (ตัวข้าผู้เป็นชายารัชทายาท) นับเป็นน้องสาวคงไม่ได้”
“!!!”
เหล่าหญิงงามหน้าชาด้วยความโกรธ หากแต่พวกนางก็ทำได้เพียงแค่กัดฟัน จ้องมองแผ่นหลังสง่างามของหญิงที่ทั้งเด็กกว่า สวยกว่า และได้ดีกว่าพวกนางด้วยแววตาคับแค้น
ทุกคนที่มาในที่แห่งนี้ ล้วนอยากปีนป่ายขึ้นที่สูง มีโอกาสได้เข้าตารัชทายาท หาใช่มารวมตัวกันเพราะมิตรไมตรีเพียงอย่างเดียวไม่
ดังนั้นหากมิติดว่ารอบข้างมีคนมากมาย พวกนางคงพร้อมใจกันลากร่างแบบบางนั้นกดลงน้ำในสระบัวให้ขาดอากาศหายใจตายให้รู้แล้วรู้รอด
เพราะอย่างไรซะ เฟิ่งปิงก็ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ครอบครองตำแหน่งที่พวกนางอยากได้เอาไว้อยู่
แต่ใครเล่าจะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นซึ่ง ๆ หน้า
ต่อให้กระทำลับ ๆ แต่ถ้าไม่สำเร็จแล้วถูกเปิดโปงความผิด มีสิบคอก็คงไม่พอให้ตัด...
ชายารองหนิงนั้น หลังเจอคำพูดสุดแสบสัน จากที่พยายามหาเรื่องทำลายขีดจำกัดความอดทนด้วยหวังให้เฟิ่งปิงแสดงท่าทางเป็นสตรีร้ายกาจที่สมควรถูกปลด ก็คล้ายกับว่านางจะรู้สึกถึงลางร้ายและความร้ายกาจที่ไม่เคยได้แสดงออกของชายาเอก สมองที่ยังมีเหลืออยู่บ้างของนางก็สั่งให้เปลี่ยนวิธีการลงมือ
“องค์รัชทายาทเพคะ วันนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว มิทรงค้างคืนที่ตำหนักหม่อมฉันหรือเพคะ?”
“ข้าเดินไม่ถึงสิบลมหายใจก็ถึงตำหนักตัวเองแล้ว”
“ตะ-แต่ หม่อมฉันทรงหนาวกายและเหงาใจ อยากให้พระองค์มอบความอบอุ่นให้...”
นางไม่พยายามท้าทายเฟิ่งปิงซึ่ง ๆ หน้าแล้ว หากแต่พยายามมัดใจสวามีอย่างองค์รัชทายาทด้วยทุกวิถีทางแทน เฟิ่งปิงจึงได้มีเวลาว่างจากการโดนจิกกัดขึ้นมาอีกนิดหน่อย เพราะตัวน่ารำคาญได้ลดลงไปหนึ่ง
ในส่วนของชายารองลู่ที่ครั้งหนึ่งเคยป่วนคืนวันเข้าหอ หาเรื่องพูดจากระทบกระเทียบครั้งแล้วครั้งเล่า หาญกล้าถือดีกระทำตนเช่นเจ้านายของจวนคนหนึ่ง บ้างก็ท้าทายนางอย่างตรงไปตรงมาด้วยวาจาที่แสนโอหัง เนื่องจากเมิ่งกุ้ยเฟยนั้นหนุนหลังนางอย่างมาก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลหยางเฟิ่งปิงย่อมมิเคยถือสา แม้แต่เจ้าของจวนตัวจริงอย่างเฟยหรงซิ่นยังมิคิดเหลือบแลการกระทำอันโง่งมของหญิงนางนั้น ด้วยคิดว่าเสียว่าเสียเวลาจะใส่ใจ
ข้ารับใช้ทุกคนในจวนยิ่งรู้ดีเช่นกันว่าควรทำตัวเช่นไร ในเมื่อองค์รัชทายาทโปรดปรานพระชายาจนออกนอกหน้า เช่นนี้แล้วจะมีผู้ใดหาญกล้าเข้าฝ่ายสนมที่องค์รัชทายาทมิเคยเหลียวแลอย่างพวกนางได้
...อย่างมากก็แกล้งเป็นมิตร ทำตัวเป็นนกสองหัวให้ไม่โดยหมายหัวเท่านั้นแหละ
...พวกที่กระทำตนเช่นนั้นก็คือคนฉลาดที่แท้จริง
หากแต่แล้ว อยู่มาวันหนึ่งพระชายารองลู่กลับว้อน’ ท์ อยากจะจบอนาคตตนเองด้วยการคิดวางยาปลุกกำหนัดเฟิ่งปิงกับคนเลี้ยงม้า
หวังจะทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีให้มิมีหน้าอยู่ในตำแหน่งพระชายาได้อีกต่อไป มิหนำซ้ำ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ นางคงได้แต่ฆ่าตัวตายล้างอาย
...การพยายามกระทำเรื่องดังกล่าวถือว่าล้ำเส้นขีดจำกัดความอดทนของพญาหงส์อย่างร้ายแรง
“พี่สุ่ยหลิว”
“เพคะ หม่อมฉันจัดการไว้ให้เรียบร้อยแล้วเพคะ”
ไม่ทันที่สิ่งที่วาดหวังจะเป็นจริง กรรมก็ตามทันแบบติดจรวด...
...กรรมที่เฟิ่งปิงเป็นคนมอบให้
แม้จะเป็นสตรีด้วยกัน แต่เฟิ่งปิงนั้นไม่มีทางใจดีกับผู้ที่คิดร้ายกับตัวเอง
มีดที่อีกฝ่ายเตรียมไว้นั้นเล็งเป้ามาที่นาง และหากมิใช่ว่ารู้ตัวก่อน มันก็คงจะแทงโดนนาง ดังนั้นหากนางจะผลักมีดนั้นกลับไปให้แทงเจ้าของ เฟิ่งปิงก็มิคิดว่าตนเองนั้นใจร้ายเกินไป
เพราะอีกฝ่ายตั้งใจจะใจร้ายกับนางก่อนเอง โดนบ้างก็ไม่เห็นแปลกอะไรเลย...
“พระชายา เร็วเข้าเถอะเพคะ!”
“บัดสีเหลือเกินเพคะ!”
“ไปตามองค์รัชทายาทมาหรือยัง?”
“ตามแล้วเพคะ อีกสักพักก็เสด็จมาถึงแล้วเพคะ”
เย็นวันนั้นชายารองลู่ถูกพบว่ากำลังสวมหมวกเขียวให้แก่องค์รัชทายาท มีบ่าวรับใช้มากมายที่ได้เห็นเหตุการณ์ และหนึ่งในนั้นก็ไปตามเจ้าของตำหนักในตัวจริงมามองเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง
หญิงงามเมืองที่กำลังระเริงรักกับบ่าวห้องเครื่องบนเตียงนอน จนเนื้อตัวขาวผ่องมีแต่หยาดเหงื่อและรอยตีตรารัก เสียงหวานกรีดร้องสุขสมอารมณ์หมายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรือนร่างเปลือยเปล่าเกี่ยวกระหวัดเชื่อมต่อติดกับแท่งหยกสีดำมะเมื่อมอย่างที่ไม่จำเป็นต้องพยายามเพ่งมอง
“อ๊ะ! อ๊า-เอาอีกแรงอีกสิ!!”
“ได้ขอรับ!!”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อแสนหยาบโลน เสียงเฉอะแฉะของน้ำรักที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง ทำเอาคนที่ยืนมองได้แต่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจ
“...”
องค์รัชทายาทที่ถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วน ไม่กี่ชั่วอึดใจก็มาถึง เขายืนมองภาพนั้นด้วยดวงตาคม กลิ่นอายความไม่พอใจที่เล็ดลอดออกมานั้นทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด
หากแต่สตรีชั่วและบ่าวเลวทรามยังคงทำรักต่อไปโดยไม่สนคนที่ยืนมองอยู่แม้แต่น้อย สายตาของเฟยหรงซิ่นเย็นชาดุจน้ำแข็ง บ่าวรับใช้ในเรือนต่างหุบปาก และหมอบกราบด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ด้วยเกรงว่าแรงพิโรธที่มีต่อชายารองจะกระทบมาถึงคนรับใช้ในตำหนักเช่นพวกนาง
กว่าคนบนเตียงจะล่วงรู้ว่ามีคนจับจ้องการกระทำของพวกตนอยู่ก็ล่วงเข้าไปเกือบเค่อ
“!!!”
“...อะ-องค์รัชทายาท!?”
“นึกว่าพวกเจ้าจะไม่เห็นหัวเปิ่นไท่จื่อเสียแล้ว”
“...อะ...องค์รัชทายาท นี่มัน...หม่อมฉันถูกใส่ร้าย...องค์รัชทายาททรงช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ!!”
พระชายารองลู่กวาดตามองรอบข้าง ส่งเสียงกรีดร้องเมื่อเห็นว่าตนเองอยู่ในสภาพใด มือขาวผ่องผลักร่างหนาที่พึ่งร่วมรักกันเสร็จสมออกห่างจากตัว หุนหันคว้าผ้าห่มขึ้นมาห่อกายแล้วรีบคุกเข่าหมอบกราบ
ไม่ต่างจากบ่าวชายที่เวลานี้นั่งเปลือยอยู่เบื้องหน้า ตัวสั่นเทาไม่น่ามอง แต่เขาก็ไม่กล้าจะหันไปหยิบจับสิ่งใดมาปิดบังผิวกายที่แสนโสมมของตนเอง
เฟยหรงซิ่นเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ เขายกมือขึ้นปิดตาของชายาเอก ส่งสายตาให้บ่าวไพร่สักคนหาผ้าอะไรก็ได้มาปิดบังร่างกายที่ไม่น่ามองของอีกฝ่าย จนปิดเนื้อตัวจนมิดแล้ว เขาจึงได้ดึงมือออก
ซึ่งจริง ๆ การกระทำของเขาไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะก่อนที่เขาจะมาถึงในภายหลัง เฟิ่งปิงก็ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว ตอนที่เขาจ้องดูบทเพลงรักอยู่เกือบเค่อ นั่นนางก็ดูอยู่เช่นกัน
...แต่เพื่อภาพลักษณ์ของสตรี นางจะไม่ทักท้วงอันใด
...เด็กโข่งผู้นี้ปกป้องภรรยาได้ไม่เลว แต่ก็ยังไม่ถือว่าดีหรอกนะ...
หยางเฟิ่งปิงทำตนเป็นผู้ชมเรื่องราวอยู่วงนอก ปล่อยให้เจ้าของตำหนักตัวจริงเป็นผู้จัดการสิ่งสกปรกในวังของเขาด้วยตนเอง แม้ว่าคราบสกปรกนี้จะเป็นภรรยาเขาที่ทำให้มันเลอะก็เถอะ
“เปิ่นไท่จื่อยืนมองอยู่ตรงนี้นานเกือบเค่อแล้ว เจ้าจะบอกว่าสิ่งที่เปิ่นไท่จื่อเห็นด้วยสองตาเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือ?”
“...มะ...หม่อมฉันถูกวางยา...หม่อมฉันมิรู้จักชายผู้นี้...องค์รัชทายาท...ทรงให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ!!”
“ความเป็นธรรมที่เจ้าว่า คือร้องขอให้ทำแรงขึ้นใช่หรือไม่?”
“...ฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้-!”
เฟยหรงซิ่นโกรธจนแทบคว้าดาบมาฟันคอคนทั้งสอง
เขามิเคยพึงใจในตัวนางก็จริง แต่เขาก็มีศักดิ์ศรีของบุรุษ หากนางอยากจะมีบุรุษอื่น เขาก็จะยอมให้นางมีได้ แต่ต้องเป็นตอนที่หย่าขาด มิใช่ตอนที่อยู่ในฐานะภรรยาคนหนึ่งของเขา!
บ่าวไพร่ที่กล้ากระทำลับหลังนายก็สมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้นเช่นกัน!
เฟิ่งปิงที่เห็นดังนั้นก็แตะแขนของเบา ๆ เป็นสัญญาณให้ใจเย็นลง พร้อมกันนั้นก็ออกหน้าเป็นสัญญาณให้เขารับรู้ด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นฝีมือของนาง
...การจัดการเรื่องในเรือนที่เขาเคยอนุญาตไว้...
“หากนางอ้างว่าถูกวางยา หม่อมฉันก็อยากทราบว่านางรู้ได้อย่างไรว่าตนเองถูกวางยาเพคะ?”
“เจ้า!! เหตุใดจึง...!?”
พระชายารองลู่จับจ้องสตรีที่ยืนเคียงข้างพระสวามีด้วยแววตาตกตะลึง พลันสายตามองไปยังด้านหลังคนทั้งสอง เห็นสาวใช้คนสนิทของตนตกอยู่ในเงื้อมมือทหารยิ่งมีสีหน้าซีดเซียว
“คงไม่แปลกที่เจ้าจะรู้ คนของเจ้าทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้าคิดจะวางยาเปิ่นไท่จื่อเฟย หากแต่พลั้งพลาดโดนเสียเอง”
“...”
เฟยหรงซิ่นดวงหน้ามืดครึ้ม มือหนากำแน่นจนขึ้นข้อขาว โทสะพุ่งสูงเสียดฟ้า เขารู้ได้ทันทีว่าที่แผนของนางไม่สมหวังเพราะภรรยานั้นรับมือได้ทันและโต้กลับด้วยลูกไม้เดียวกัน
แน่นอนว่าเขาหาได้โกรธเฟิ่งปิงที่ทำให้มีเรื่องบัดสีนี้ขึ้น เพราะนางก็แค่ป้องกันตัวเองและเอาคืนผู้ที่ตั้งใจทำร้ายนาง หากแต่โกรธผู้ที่วางแผนนี้แต่เดิมน่ะสิ
ชายารองลู่แม้จะปากกล้า แต่หากมิใช่เพราะมีคนหนุนหลัง จะถือดีกล้าท้าทายอำนาจของเขาได้อย่างไร?
เขามิคิดว่าเสด็จแม่ของเขาจะกล้ากระทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ หยางเฟิ่งปิงคือพระชายาของเขา แต่ผู้เป็นมารดากลับคิดจะเล่นงานนางจนมิอาจมีหน้ามีตาอยู่ได้ หากนางมิรู้ก่อน วันนี้เขาคงต้องเสียนางไปไม่หวนกลับ ทั้งชื่อเสียงและเกียรติของนางจะเอาไปไว้ที่ไหน
เกินไปแล้ว!
“หม่อมฉันจะปลดนางแล้วขับนางกลับบ้านเดิม ท่านพี่จะยินยอมหรือไม่?”
“นางมีความผิด โบยนางเพิ่มอีกห้าสิบไม้ ก่อนส่งกลับจวนข้าจะให้ท่านพ่อตาจัดการนางอีกที ส่วนบ่าวไม่รักดีนั้นโบยร้อยไม้ ตัดมือทั้งสองข้างแล้วส่งไปชายแดน บ่าวคนใดรู้เห็นเป็นใจอีกโบยสามสิบไม้แล้วขายทิ้งให้หมด!”
องค์รัชทายาทเฟยหรงซิ่นกล่าวแบบไม่ไยดี พระองค์ลุกเดินจากไปโดยไม่ลืมเตะหญิงสาวที่แทบหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด ที่พุ่งเข้ามาเกาะขาเขาแน่นเป็นผีบ้าให้กระเด็นไปกระแทกผนังจนสลบส่งเสียงใดไม่ได้อีก เสียงร้องขอความเมตตาจากบ่าวไพร่ดังกึกก้อง หากแต่เฟยหรงซิ่นประคองพระชายาของตนเดินจากไปมิคิดหันกลับมาอีก
ไม่ว่าสิ่งที่ชายารองลู่กระทำจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก หากแต่คดีครั้งนั้นจบอย่างรวดเร็วด้วยถ้อยคำไม่กี่ประโยคของหยางเฟิ่งปิง องค์รัชทายาทมิคิดจะสืบหาสิ่งใดเพิ่มเติมทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่าพระองค์มอบอำนาจและความเชื่อใจให้แก่ชายารักของตนมากมายเพียงใด
ต่อให้แตกหักกับสกุลลู่อย่างไม่ไว้หน้าพระองค์ก็เข้าข้างชายาของตนเต็มที่
แม้กระทั่งพระมารดาแท้ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังก็ดูเหมือนว่าจะโดนโทสะขององค์รัชทายาทไปเช่นเดียวกัน
“เจ้าจะทำเช่นนี้กับมารดาเจ้าไม่ได้นะ!”
“หากมีหลักฐานมากพอ ข้ากระทำได้ยิ่งกว่านี้อีกพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ อย่าพยายามก้าวก่ายชีวิตข้าอีกเลย”
“ซิ่นเอ๋อร์!”
จากนั้นชายารองอนุทั้งหลายของเขาล้วนหลีกลี้หนีหน้าด้วยเกรงกลัวว่าตนเองจะกระทำสิ่งใดผิดหรือถูกโยนข้อหาใดใส่จนถูกปลด
จากนั้นจวนที่เคยมีเสียงวุ่นวายก็กลับมาอยู่ในความปกติสุข โดยผู้ที่ได้รับความรักความโปรดปรานจากองค์รัชทายาทยังคงมีเพียงพระชายาแต่เพียงผู้เดียว
-----
จะเปลี่ยนพระเอกเหรอ 5555