เวลาค่อยๆไหลผ่านไปขณะที่เย่ฉีกำลังวุ่นวายอยู่ในเขาศักดิ์สิทธิ์นั้นที่หุบเขาหมอกฟ้าด้านนอกเหล่าผู้นำโลกต่างก็กำลังเฝ้ารออย่างกระวนกระวายโดยเฉพาะราชันย์จากโลกระดับสูงไม่ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์จะใหญ่แค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องไปรวมกันที่เขาศักดิ์สิทธิ์การปะทะกันระหว่างเย่ฉีและเหล่ารุ่นเยาว์ของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“มาแล้ว!”
ด้านบนของเขาหมอกฟ้าปรากฏแสงสว่างขึ้นมาครั้งหนึ่งอักษรค่ายกลเคลื่อนย้ายก่อตัวขึ้นจากพลังงานโบราณก่อนจะกลายเป็นค่ายกลนำส่งพาเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหมดออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งขาไปและขากลับทุกคนล้วนถูกเคลื่อนย้ายในเวลาเดียวกันตอนนี้เมื่อกลับออกมาไม่ว่าจะเป็นเย่ฉีหรือคนอื่นๆก็ล้วนปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆกันด้วย
“หนึ่งสอง สาม...เฮ้อ ดูเหมือนจะนั่นจะยังไว้หน้าตัวเองอยู่บ้าง”
ราชันย์หลายคนเริ่มนับจำนวนคนของตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบนั้น ท่านหญิงจวินเซียงเป็นคนแรกที่ขมวดคิ้วแน่นตามติดด้วยราชันย์จากโลกวิญญาณคนของพวกเขาหายไปไม่น้อยเลยโดนเฉพาะสีหน้าของท่านหญิงจวินเซียงที่ย่ำแย่นักเพราะไท่เหล่ยไม่ได้กลับมา!
“อาจือเกิดอะไรขึ้น?อาเหล่ยหายไปไหน?”
พริบตาเดียวท่านหญิงจวินเซียงก็ไปปรากฏตัวด้านหน้าไท่จือที่กำลังสับสนกับคำถามหลังจากเรื่องที่ป่าดาบเขาก็หนีกลับไปด้านนอกกว่าจะกล้ากลับมาที่ป่าดาบอีกครั้งเย่ฉีก็จากไปแล้วแน่นอนว่าศพของพวกไท่เหล่ยก็ถูกเย่ฉีเก็บกวาดไปจนหมดยิ่งการต่อสู้เกิดขึ้นในส่วนลึกของป่าดาบก็ยิ่งทำให้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้
ไท่จือมองหน้าท่านหญิงจวินเซียงอย่างสับสนเล็กน้อยก่อนจะรีบหันไปรอบด้านกวาดสายตามองหาพี่ชายของเขาอย่างไรก็ตามสุดท้ายเมื่อไม่เห็นเงาของไท่เหล่ยก็ทำให้ดวงตาของเขากลายเป็นว่างเปล่าเลื่อนลอยขึ้นมาสายตาของไท่จือไปหยุดลงที่ร่างเล็กสวมชุดยาวสีขาว พริบตานั้นดวงตาที่ราบเรียบของเจ้าของร่างเล้กน้อยหันมามองเขาก็ทำให้ได้สติขึ้นมาก่อนจะรีบหันมามองท่านหญิงจวินเซียง
“ท่านอาหญิงข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านพี่หายไปไหน ครั้งสุดท้ายที่ข้าเจอกับเขาก็คือที่ป่าดาบ”
ท่านหญิงจวินเซียงมองไท่จือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้ตอนแรกแววตาของไท่จือจะเต็มไปด้วยความตกใจแต่สุดท้ายกลับแววตาของเขากลับเศร้าสร้อยคล้ายคนสำนึกผิด?ยิ่งไปกว่านั้นหากไท่จือไม่รู้เรื่องจริงๆปฏิกิริยาของเขาควรจะรุนแรงมากกว่านี้!
“เย่ฉีครั้งนี้เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
เสียงของราชันย์ปีศาจเทียนเยาดังขึ้นอย่างกะทันหันเก้าโลกในจักรวาลนั้นแบ่งออกเป็นสามโลกระดับต่ำ สามโลกระดับกลาง และสามโลกระดับสูงนี่คือลำดับที่กฎโบราณยอมรับแต่ก็ใช่ว่าโลกทั้งเก้านี้จะเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างเช่นในลำดับกฎโบราณตอนนี้โลกระดับสูงได้แก่โลกอสูร โลกปีศาจ และโลกนักปราชญ์ทว่าในอิทธิพลระดับเดียวกันนี้ยังมีสวรรค์และนรกอยู่ด้วยนอกจากนี้สมาพันธ์เจ็ดดาราก็ยังถือเป็นหนึ่งในขุมอำนาจระดับสูงของจักวาลเช่นกัน
ในครั้งนี้โลกระดับกลางทั้งสามนั้นประกอบไปด้วยโลกเหล็กดำที่นำโดยเหยาหมิงจื้อจุนโลกศิลาที่นำโดยราชันเหมยส่วนโลกวิญญาณนั้นแม้ไม่ได้มีผู้นำเข้าร่วมงานแต่พวกเขาก็อยู่ในความดูแลของโลกปีศาจก็เหมือนกับที่ตระกูลโอหยางใช้วิธีการมากมายเพื่อเป็นตัวแทนของโลกนักปราชญ์โลกปีศาจเองก็จ่ายไปมากเพื่อรับเอาสิทธิ์ของโลกวิญญาณมาครอบครอง
“เทียนเยาเจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?กับเรื่องเล็กน้อยยังเอะอะโวยวายไม่เปลี่ยนเลย”
เสียงของเย่ฉีดังขึ้นยิ่งทำให้จุดสนใจทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่เขากับราชันย์ปีศาจเทียนเยาขณะเดียวกันทั้งจิวยี่และหลี่หลิงเทียนก็ล้วนไปปรากฏตัวขนาบข้างเย่ฉีสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆท่านหญิงเทียนจวินที่คิดจะเค้นเอาความจริงจากไท่จือก็ยอมปล่อยเขาไปก่อนชั่วคราวและหันไปมองเย่ฉี
“เรื่องเล็กน้อยงั้นหรือ?เจาไม่เพียงสังหารอัจฉริยะจากโลกวิญญาณแต่เจ้ายังถึงขั้นปล้นของอัจฉริยะจากโลกอื่นจนเหี้ยน!”
ตอนนี้สีหน้าของราชันย์คนอื่นๆยกเว้นราชันย์อสูรและจักรพรรดิสวรรค์ก็ล้วนดำมืดไม่ต่างกันกระทั่งผู้เฒ่าจากตระกูลโอหยางก็ยังมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักแม้เดิมทีพวกเขาจะหวังเอาไว้แค่ให้รุ่นเยาว์ของตนรอดชีวิตกลับมาแต่พอเจอเข้ากับเรื่องนี้จริงๆก็ยากจะยอมรีบได้ไม่เพียงแต่ตราประทับที่ถูกเย่ฉีแย่งชิงไปแต่กระทั่งสมบัติติดตัวของพวกเขาก็ไม่มีเหลือเลยสักชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นการหยิบยืมตราประทับมาเพื่อขึ้นเขาลูกแรกก็ไม่ใช่เรื่องดีเพราะเหตุนี้จะทำให้พวกเขาต้องติดค้างน้ำใจสวรรค์และโลกอสูรด้วย!
“เดิมทีในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นการแข่งขันอยู่แล้วหากไม่เห็นแก่หน้าพวกเจ้ายังคิดว่าพวกเขาจะรอดกลับมาได้หรือไร?”
เย่ฉีแค่นเสียงเย็นคำหนึ่งก็ร่อนลงมาที่หุบเขาหมอกฟ้าแน่นอนว่านับตามผลงานแล้วชัยชนะครั้งนี้เป็นของโลกมนุษย์อย่างแน่นอนเขายังไม่ชราพอที่จะลืมเดิมพันก่อนหน้านี้!
หลี่หลิงเทียนมุ่งหน้าไปหาราชันย์เหมยและเหยาหมิงจื้อจุนทั้งสองคนได้แต่ส่งมอบของเดิมพันออกมาอย่างไม่ยินยอมการเดิมพันครั้งนี้ไม่เพียงมีประจักษ์พยานมากมายเพราะกฎโบราณนั้นรับรู้ด้วยแน่นอนว่าหลังจ่ายสิ่งเดิมพันไปแล้วพวกเขาก็ไม่คิดจะยอมเรื่องที่เย่ฉีปล้นของเหล่ารุ่นเยาว์ไปง่ายๆ
“แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ผิดกฎการแข่งขันของแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ทว่าบ้านมีกฎบ้านจักรวาลแห่งนี้ก็มีกฎเกณฑ์เช่นกันเรื่องบางเรื่องหากทำเกินกว่าเหตุก็จะไม่เป็นผลดี!”
“ใช่แล้วเย่ฉีหรือโลกมนุษย์คิดจะเป็นศัตรูกับพวกเราจริงๆ?”
ครั้งนี้เป็นราชันย์นรกกล่าวออกมาหลังจากราชันย์เหมยสำหรับราชันย์เหล่านี้เรื่องของแดนศักดิ์สิทธิ์ในเมื่อแพ้แล้วก็ช่างมันยิ่งอัจฉริยะเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่ลูกหลานสายตรงของพวกเขาด้วยอย่างเฮยอี้ผานก็เป็นบุตรของจ้าวนรกคนหนึ่งไม่ใช่สายเลือดของราชันย์นรก อย่างไรก็ตามการข่มเหงครั้งนี้หากพวกเขาไม่ก้าวออกมาแล้วต่อไปจะเอาหน้าไว้ที่ไหน!
ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ที่นี่แต่กลับปล่อยให้คนของตัวเองถูกรังแกต่อหน้าต่อตาเรื่องเช่นนี้พวกเขายอมรับไม่ได้หรอก!
เย่ฉีหันหน้ามองราชันย์นรกก่อนจะกวาดตามองคนที่เหลือสุดท้ายเขาเผยรอยยิ้มเย็นเยียบออกมาแม้ระดับพลังของเขาจะต้อยต่ำแต่กลิ่นอายที่เลือนลางคล้ายไม่มีอยู่จริงนั้นกลับทำให้ราชันย์มากมายต้องหน้าเปลี่ยนสี
“หากพวกเจ้ากระหายในสงครามนักเช่นนั้นโลกมนุษย์ก็ยินดีจะรับคำท้า!”
ผ่านเหตุการณ์บนเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกที่เก้ามาแล้วตอนนี้เย่ฉีมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแม้ว่าเขาจะสู้ตรงไม่ได้แล้วใครเล่าจะกล้าพูดว่าเขาจะพ่ายแพ้? อีกอย่างชื่อเสียงของราชันย์มังกรไม่ได้มีไว้เล่นๆอย่างตอนนี้กลิ่นอายกดดันของเขาก็ไม่ได้มีอยู่จริงแต่เป็นเพราะจิตใต้สำนึกของราชันย์เหล่านั้นยังผูกติดอยู่กับราชันย์มังกรในอดีตก็อย่างในตอนนี้การแสดงของเย่ฉีนั้นไม่ได้มีแรงกดดันอะไรเลยกับท่านหญิงจวินเซียงนอกจากความประหลาดใจที่เกิดขึ้นแล้วบอกตามตรงว่านางไม่ได้กริ่นเกรงเย่ฉีเลยแม้แต่น้อย!
อย่างไรก็ตามตอนนี้การแข่งขันในแดนศักดิ์สิทธิ์พึ่งจะจบลงอีกทั้งพวกเขายังเป็นแขกของโลกมนุษย์ด้วยจึงไม่มีใครสร้างความวุ่นวายมากกว่านี้อย่าลืมว่าเป้าหมายสำคัญก็คือพระราชวังชนเผ่าโบราณพอเย่ฉีนำคนของเขาออกจากยอดเขาคนที่เหลือต่างก็ทยอยกลับตำหนักรับรองเช่นกันสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นยังต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนถึงจะคิดหาวิธีจัดการได้
“ท่านปู่ครั้งนี้เขาทำเกินไปแล้วจริงๆ กระทั่งกุญแจโกลาหลเขาก็ยังแย่งชิงไปด้วย!”
โอหยางเก๋อคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไรก็ตามท่านปู่ของกลับทำเพียงหลับตาลงพลางถอนหายใจออกมาหลังจากเค้นถามอยู่นานโอหยางเก๋อก็ยอมเล่าความจริงทั้งหมดออกมาแม้ว่าเขาจะพูดเกินจริงไปบ้างในเรื่องที่เย่ฉีลงมือแต่ผู้เฒ่าโอหยางกลับไม่ได้สนใจเลยไม่ว่าเย่ฉีจะทำสิ่งใดก็ล้วนคือผลลัพธ์ที่ไม่สำคัญเพราะต้นตอของเรื่องคือพวกโอหยางเก๋อที่ไปยั่วยุเย่ฉีก่อน!
ดังนั้นไม่ใช่แค่เพียงโอหยางเก๋อเท่านั้นแต่เฮยอี้ผานกับเตียวผิงก็ได้รับคำสั่งเช่นเดียวกันทั้งราชันย์นรกและราชันย์ปีศาจที่เดือดดาลในตอนแรกกลับไม่ได้มีโทสะเหมือนเดิมแล้วพวกเขาได้แต่มองว่ารุ่นเยาว์เหล่านี้ยังโชคดีไม่น้อยที่ไม่ถูกเย่ฉ๊สังหารจนหมดยิ่งการตายของพวกฉูหงหยางยิ่งแล้วใหญ่อันธพาลตัวน้อยนั่นถึงกับคิดจัดการกับเย่ฉีจริงๆ
แน่นอนว่าเรื่องเมื่อราชันย์ชั้นสูงไม่คิดสืบความต่อก็ทำให้ราชันย์เหมยกับเหยาหมิงจื้อจุนรู้สึกไร้หนทางโลกมนุษย์มีจิ่วยี่กับหลี่หลิงเทียนอยู่ หากไม่มีแนวร่วมอย่างพวกราชันย์นรกแล้วพวกเขาจะไปทำอะไรได้?
อย่างไรก็ตามเรื่องที่ดูเหมือนจะจบลงเช่นนี้กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้งก่อนวันเริ่มสงครามจัดอันดับเพียงสองวันตอนนี้แม้ไม่มีหลักฐานแต่ท่านหญิงจวินเซียงก็มั่นใจแล้วว่าการตายของไท่เหล่ยนั้นเกี่ยวข้องกับเย่ฉีแม้ไท่จือจะไม่กล้าไปหาเรื่องเย่ฉีและยังพยายามปกปิดเรื่องนี้แต่ท่านหญิงจวินเซียงคือใครกัน?มีหรือที่ไท่จือจะทานทนแรงกดดันจากนางได้ดังนั้นสุดท้ายไท่จือจึงได้แต่เล่าทุกอย่างออกมาตามความจริง
เดิมทีพวกราชันย์เหมยไม่กล้าผลีผลามหาเรื่องโลกมนุษย์ในตอนนี้แต่เมื่อมีท่านหญิงจวินเซียงเป็นผู้นำพวกเขาก็พร้อมที่จะกระโจนออกมาในทันทีในจักวาลนี้แม้สมาพันธ์เจ็ดดาราจะไม่อยู่ในลำดับโลกระดับสูงแต่อำนาจของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่ไม่เป็นรองโลกระดับสูงเลย!