กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 32 ปะทะกลุ่มนักล่าลมทมิฬ 1

    ในโลกเสมือนจริงของนักล่า…
    “ลูกพี่นี่มันลาภก้อนโตชัดๆ ไอเด็กพวกนั้นมันโง่หรือมันโง่กันแน่ที่เอาอาวุธจิตวิญญาณมาเดิมพันในการประลองกฎแห่งนักล่า” ชายคนหนึ่งในสามคนของกลุ่มลมทมิฬพูดออกมา
    “ไม่ต้องพูดมากยังไงซะ พวกเราก็มีกันสามคนพวกมันมีแค่สองคน ยังไงพวกเราก็ชนะได้อย่างแน่นอน รีบไปจัดการเรื่องสนามประลองกับผู้คุมกฎการประลองตามกฎของนักล่ากันดีกว่า” ชายที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มลมทมิฬสั่งการลูกน้องของเขา
    อิกนัสและลูฟัสก็ได้เข้ามายังโลกเสมือนของนักล่า อิกนัสที่เข้ามาเป้นครั้งแรกนั้นก็มองรอบๆด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกอย่างนั้นแปลกตาเขาไปหมด ภายในนั้นมีนักล่ามากมายเดินผ่านไปผ่านมา และเต็มไปด้วยสนามประลองมากมาย
    จากนั้นลูฟัสที่มีแมงมุมภูติอัสนีเกาะอยู่บนไหล่ของเขาก็พาอิกนัสไปที่จุดลงทะเบียนเพื่อหาว่าสนามประลองไหนที่พวกนักล่าลมทมิฬเป็นคนเลือกไว้
    แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินไป ก็มีร่างหนึ่งปรากฏอยู่ด้านหลังของพวกเขา แต่เมื่อมองดูร่างที่ปรากฏออกมาดีๆก็พบว่าร่างนั้นคือมีอา หญิงสาวที่สร้างเรื่องให้กับพวกเขา
    “นี่เธอตามพวกเรามาทำไม” ลูฟัสที่เห็นมีอาก็ถามออกไป
    “แล้วทำไมชั้นถึงตามพวกนายไปไม่ได้กันหล่ะ อ๋อแล้วเจ้านี่เองเหรอที่ชั้นเห็นเมื่อกี้ น่ารักดีนี่นา นายเป็นผู้ควบคุมอย่างนั้นหรือ?” มีอาพูดพร้อมกับมองไปที่แมงมุมภูติอัสนีบนไหล่ของลูฟัส แล้วจากนั้นจึงหันไปถามอิกนัสที่ยืนอยู่ข้างๆกัน
    “ผมไม่มีความจำเป็นต้องบอกอะไรกับคุณหรอกนะครับ ลูฟัสพวกเราไปกันเถอะ แล้วก็คุณน่ะอย่าตามพวกเรามาอีก” อิกนัสพูดกับมีอาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายพร้อมกับเดินจากไปทันที
    “นี่นาย...นายกล้าเมินชั้นงั้นเหรอ ชั้นจะตามพวกนายไปไม่ว่ายังไงก็ตาม” มีอาพูดออกไปด้วยความขัดใจ
    “แม่นี่ถ้าจะเป็นตัวปัญหาเลยนะอิกนัส นายว่างั้นมั้ยอิกนัส ถึงจะสวยสักหน่อยก็เถอะ แต่นิสัยนี่สิชั้นว่าไม่ไหวเลย” ลูฟัสแอบกระซิบกับอิกนัสอย่างแผ่วเบา
    “ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
    จากนั้นพวกเขาก็เดินมาถึงจุดลงทะเบียนที่หน้าสนามประลองแห่งหนึ่ง ลูฟัสเป็นคนจัดการหาลานประลองที่พวกเขาจะต้องไป
    “ไปกันเถอะอิกนัสชั้นรู้แล้วว่าสนามประลองที่เจ้าพวกนั้นอยู่เป็นที่ไหน” ลูฟัสบอกออกไป
    “นี่พวกนายอย่าทิ้งชั้นไว้คนเดียวนะ พาชั้นไปด้วย” มีอารีบตะโกนบอก เมื่อเห้นพวกลูฟัสกำลังจะจากไป“ไม่...มี...ทาง… ดูปากชั้นชัดๆนะ มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยไป ยัยตัวสร้างปัญหา” ลูฟัสพูดออกไป
    “หนอยนาย...สายฟ้าคลั่งพาชั้นไปด้วยเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้น...” มีอาพูดออกมาด้วยความขัดใจ
    “ไม่งั้นทำไม? เธอจะทำอะไรชั้นได้ อีกอย่างนะเลิกเรียกชั้นว่า สายฟ้าคลั่งได้แล้วชั้นไม่ชอบฉายานี้”
    “อย่างนี้ไง และชั้นก็จะไม่เลิกเรียกนายว่าสายฟ้าคลั่งจนกว่านายจะพาชั้นไปด้วย สายฟ้าคลั่งๆ...” ว่าแล้วมีอาก็ยิงหอกน้ำแข็งออกจากฝ่ามือไปยังลูฟัส
    ลูฟัสที่เห็นอย่างนั้นก็หลบหลีกอย่างรวดเร็ว แต่การหลบหลีกของเขาก็ทำให้หอกน้ำแข็งของมีอาพุ่งไปที่อิกนัสที่กำลังยืนมองการทะเลาะกันของทั้งสองคนอยู่
    อิกนัสที่เห็นหอกน้ำแข็งพุ่งเข้ามาใส่เขาก็ดึงดาบคาตานะของเขาออกมาจากเป้ที่สะพายอยู่ด้านหลัง เขากระตุ้นวงจรเวทมังกรเพลิงที่หน้าอกด้วยพลังชีวิต
    พริบตานั้นระดับชีวิตของอิกนัสก็แสดงออกมาให้ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงมัน ว่าเขามีระดับชีวิตระดับทองแดงสามดาว
    เมื่อวงจรเวททำงานอิกนัสจึงสะบัดดาบออกไปอย่างรวดเร็ว คมดาบปะทะเข้ากับหอกน้ำแข็ง ทำให้หอกน้ำแข็งที่ถูกยิงออกมาละลายหายไปอย่างรวดเร็ว
    ลูฟัสที่เห็นว่าตัวเองหลบแล้วทำให้เพื่อนต้องมารับการโจมตีแทนก็หันหน้าไปทางอิกนัสทันที เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเขาจัดการได้อย่างเรียบร้อยก็ถอนหายออกมา พร้อมกับโบกมือให้เชิงขอโทษ
    แต่มีอาที่เป็นคนยิงหอกน้ำแข็งออกไปถึงกับต้องตกใจ เพราะว่าถึงแม้เธอจะไม่ได้เอาจริงในการยิงหอกน้ำแข็งมากนักแต่ก็ใส่พลังไปพอสมควรเหมือนกัน มันไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาอย่างเขาจะรับได้เลย อย่างไรก็ตามด้วยเธอนั้นเป็นนักล่าระดับเงินสองดาวด้วยแล้วมันยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ขึ้นไปอีก ทำให้พลังที่เขาแสดงออกมาไม่ใช่อะไรที่จะมีได้ในระดับทองแดงสามดาว มันเหมือนกับว่าเขาเป็นนักล่าระดับเดียวกับเธอเลยไม่ใช่เหรอไง
    “ผมว่าคุณนี่เล่นเกินเหตุไปหน่อยแล้วนะครับ ถ้าผมรับไม่ได้ขึ้นมาจะทำอย่างไร” อิกนัสพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
    “เอ่อ...ชั้นขอโทษด้วย แต่นายก็รับมันไว้ได้ไม่ใช่เหรอ แถมอีกอย่างนี่ก็เป็นแค่โลกเสมือน ต้องโทษเพื่อนนายนั่นแหละที่หลบการโจมตีของชั้น”
    “อ่าวชั้นเกี่ยวอะไรด้วย เธอยิงมาชั้นก็ต้องหลบมันเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ยิงนั่นแหละที่ผิด” ลูฟัสก็รีบตอบโต้ไปทันทีที่ได้ยินมีอาโบ้ยความผิดมาให้เขา
    “พอเถอะทั้งสองคน เลิกทะเลาะกันสักที ผมก็ไม่ได้เป็นอะไร งั้นลูฟัสเราไปกันเถอะ ส่วนคุณจะตามมาก็ให้เค้าตามเถอะลูฟัส ยังไงซะผู้หญิงคนนี้ก็คงหาทางมาได้เองอยู่ดีนั่นแหละ” อิกนัสบอกออกไปด้วยความเบื่อหน่าย เพราะถ้าไม่หยุดการทะเลาะกันของทั้งสองคนนี้มันคงไม่จบง่ายๆอย่างแน่นอน
    “นี่นายจะให้เธอไปด้วยกันกับเราจริงๆเหรออิกนัส” ได้ยินคำที่อิกนัสพูดลูฟัสจึงถามออกไป
    “ชั้นไปด้วยได้แล้วใช่มั้ย งั้นพวกเราไปกันเลย” มีอาพูดออกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน พร้อมกับเหลือบมองไปที่อิกนัส เมื่อเห็นว่าเขามองเธออยู่มีอาก็รีบหลบตาทันที ราวกับเด็กที่โดนผู้ปกครองจับด้ว่ากำลังทำผิดอยู่
    “ใครเป็นพวกเธอมิทราบ อย่ามาเหมารวมพวกชั้นกับเธอสิ”
    อิกนัสส่ายหน้าด้วยความระอากับทั้งสองคนที่ไม่กินเส้นกัน ส่วนลูฟัสที่พูดเสร็จก็พาพวกเขาวาร์ปไปยังด้านหน้าของสนามประลองที่พวกนักล่าลมทมิฬเตรียมไว้สำหรับประลองกับพวกเขา
    เมื่อพวกเขาเข้าไปภายในสนามประลองก็พบว่ากลุ่มนักล่าลมทมิฬและผู้คุมกฎของสมาคมนักล่าอสูรซึ่งเป็นชายชราในชุดคลุมสีดำที่มีตราของสมาคมนักล่าอสูรสีทองติดอยู่มารอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
    “มาได้สักทีนะพวกแก ชั้นนึกว่าจะหนีหัวหดไปซะแล้ว งั้นก็มาเริ่มกันได้เลยครับท่านผู้คุมกฎ” หัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬกล่าวกับพวกอิกนัส แล้วจากนั้นจึงหันไปพูดอย่างนอบน้อมกับผู้คุมกฎของสมาคมนักล่าอสูร
    “ข้าคือผู้คุมกฎของสมาคมนักล่าอสูร เงื่อนไขในการประลองกฎแห่งนักล่า ผู้ชนะได้ทุกสิ่ง คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องการใช่หรือไม่?” ชายชราในชุดคลุมกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ได้ยินกันทั่วถึง
    “ใช่แล้วครับ” ลูฟัสและหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง
    “สิ่งเดิมพันของกลุ่มนักล่าลมทมิฬ คือ อุปกรณ์ระดับทอง 1 ชิ้น อุปกรณ์ระดับเงิน 3 ชิ้นและผลึกอสูรระดับเงินอีก 20 ชิ้น ใช่หรือไม่?” ชายชรากล่าวอีกครั้ง
    “ใช่แล้วท่านผู้คุมกฎ” หัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬกล่าวกับผู้คุมกฎ
    “สิ่งเดิมพันของอีกฝั่งคือ อุปกรณ์ที่มีจิตวิญญาณ ใช่หรือไม?”
    “ใช่แล้วครับ” ลูฟัสกล่าวออกมา
    “เช่นข้าในนามแห่งสมาคมนักล่าอสูร ขอเริ่มการประลองตามกฎแห่งนักล่า ผู้ชนะได้ทุกสิ่ง ขอให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับต่อกฎและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นข้าในนามแห่งสามาคมนักล่าอสูรจะเป็นผู้ลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนตามกฎของสมาคมนักล่า เอาหล่ะเริ่มได้” ชายชราผู้คุมกฎกล่าวอย่างเคร่งขรึม
    เมื่อได้ยินดังนั้นพวกอิกนัสและกลุ่มนักล่าลมทมิฬจึงเข้าไปในสนามประลอง แล้วจึงชักอาวุธของพวกเขาออกมา
    ฝั่งกลุ่มนักล่าลมทมิฬใช้อาวุธเป็นดาบใหญ่หนึ่งคน อีกสองคนเป็นค้อนศึกและทวนตามลำดับ โดยชายที่เป็นหัวหน้าเป็นผู้ใช้ดาบใหญ่ ที่มีชื่อว่าอากอน เป็นนักล่าระดับเงินสี่ดาว ส่วนอีกสองคนมีชื่อว่า ธรอนและฟริกซ์ ซึ่งทั้งสองคนเป็นนักล่าระดับเงินสองดาวทั้งคู่
    อิกนัสนั้นเขาชักดาบและแอบเหน็บปืนสั้นกระบอกหนึ่งของเขาไว้ที่เอวหน้าหลังของเขา ส่วนลูฟัสก็ชักหอกของเขาออกมาเป็นที่เรียบร้อย
    “ลูฟัสนายจัดการกับสองคนนั้น ส่วนคนที่เป็นหัวหน้าผมจัดการเอง” อิกนัสกล่าวออกไปด้วยความมั่นใจ
    “นายแน่ใจนะ”
    อิกนัสพยักหน้าให้กับลูฟัส แล้วจึงแยกตัวออกไปทางหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬ ลูฟัสที่เห็นอย่างนั้นก็แยกตัวไปอีกทาง
    กลุ่มนักล่าลมทมิฬที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งมันดีซะอีกที่เป็นอย่างนี้เพราะพวกเขาจะให้หัวหน้าจัดการกับคนที่อ่อนแอกว่า แล้วมาช่วยพวกเขาจัดการกับสายฟ้าคลั่งที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง
    อิกนัสที่เห็นว่าพวกนักล่าลมทมิฬไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวของพวกเขา ก็โคจรพลังชีวิตภายในตัวของเขา พลังชีวิตสีเทาที่เป็นประกายระยิบระยับก็ปกคลุมไปทั่วของอิกนัส ทำให้เขาต้องแปลกใจ เพราะว่าแต่เดิมพลังชีวิตของเขานั้นมีสีส้ม แต่นี่มันเป็นสีเทา แต่เมื่อนึกได้ว่าพลังชีวิตของเขาแฝงด้วยพลังจันทรา ซึ่งคงจะทำให้พลังชีวิตของเขาเปลี่ยนแปรไปฏ้คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่
    อิกนัสโคจรพลังชีวิตสีเทาเข้าไปภายในดาบเพื่อแสดงกระบวนท่าแรกของเพลงดาบพายุทรายออกมา ภายในจิตใจของเขารู้สึกสงบเป็นอย่างมาก เขามองเห็นกระทั่งการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของคู่ต่อสู้
    “เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าที่ 1 ลมหวน” อิกนัสตวัดดาบของเขาออกไปเป็นเส้นโค้ง จากนั้นคมดาบสายลมก็ม้วนตัวกันกลายเป็นพายุสีเทาหม่นลอยไปทางอากอนหัวหน้าของกลุ่มนักล่าลมทมิฬ