สี่ร้อยปีก่อน ในยุคที่ตำนานยังมิได้ถูกเรียกว่าเป็ตำนาน และเหล่าผู้กอบกู้โลกยังเป็เพียงกลุ่มคนบ้าบิ่นที่เดินทางไปทั่วทวีปพร้อมแผนการอันไม่สมประกอบนัก โนเอลเคยถูกสหายร่วมทางตั้งคำถามอยู่ครั้งหนึ่ง
คำถามนั้นเกิดขึ้นในยามเย็น หลังจากพวกเขาเพิ่งหนีออกมาจากรังของสัตว์อสูรปีกเหล็กได้อย่างหวุดหวิด
ค่ายพักชั่วคราวตั้งอยู่บนหน้าผาที่มองเห็นป่ากว้างสุดสายตา เปลวไฟกองเล็กเต้นไหวกลางวง เหล่าผู้พิทักษ์บางคนกำลังพันแผล บางคนกำลังซ่อมอาวุธ บางคนกำลังเงียบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่อยากยอมรับว่าตนเกือบถูกนกั์จิกหัวขาด
ส่วนโนเอลในเวลานั้นกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองไฟ มือข้างหนึ่งถือกำไลโลหะสีดำสนิท อีกมือหนึ่งใช้ปลายนิ้วลากวงเวทย์ซ้อนกันลงบนผิวกำไลอย่างรวดเร็ว
อักขระเวทย์นับร้อยตัวไหลตามปลายนิ้วของเขาราวกับฝูงหิ่งห้อยที่ถูกสั่งให้เต้นรำ
ผู้พิทักษ์คนหนึ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนในที่สุดก็อดถามไม่ได้
“โนเอล เ้าสร้างอะไรอีกแล้ว?”
น้ำเสียงนั้นมิใช่ความตื่นเต้น
มันคือความหวาดระแวงของคนที่เคยเห็นโนเอลใช้คำว่า “ทดลองเล็กน้อย” แล้วูเาหายไปครึ่งลูก
โนเอลเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำสนิทเป็ประกายอย่างภาคภูมิใจ
“กำไลศรไฟ”
“ศรไฟ?”
“ใช่ ศรไฟพื้นฐาน บทเวทย์ง่าย ๆ ที่เด็กฝึกหัดยังใช้ได้”
ผู้พิทักษ์อีกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าเป็แค่ศรไฟ ก็คงไม่มีอะไรน่าห่วง—”
“เพียงแต่ข้าแก้ให้มันปล่อยพร้อมกันได้หนึ่งร้อยดอก”
ความเงียบปกคลุมทั้งค่าย
เสียงฟืนแตกดังเป๊าะหนึ่งครั้ง ราวกับโลกเองก็สะดุ้ง
“หนึ่งร้อยดอก?”
“อืม”
“พร้อมกัน?”
“พร้อมกัน”
“แล้วต้องเตรียมนานเท่าใด?”
โนเอลยกกำไลขึ้นมาส่องกับแสงไฟอย่างพึงพอใจ
“ยิงทันที ชาร์จใหม่ห้านาที”
ผู้พิทักษ์หลายคนหันมามองเขาพร้อมกัน
“ห้านาที!?”
โนเอลขมวดคิ้วราวกับไม่เข้าใจว่าทุกคนใอะไร
“ใช่ ห้านาที ข้าพยายามลดให้เหลือสามนาทีแล้ว แต่พื้นที่บนกำไลเล็กเกินไป หากฝืนมากกว่านี้วงจรเวทย์จะตีกันเอง เสียของเปล่า”
“เ้า…สร้างของแบบนี้ขึ้นมาทำไม?”
โนเอลมองผู้ถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา
“เพราะร่ายศรไฟทีละดอกมันเสียเวลา”
“นั่นคือเหตุผลทั้งหมด?”
“ถ้าศรไฟหนึ่งดอกดี ศรไฟหนึ่งร้อยดอกย่อมดีขึ้นหนึ่งร้อยเท่า นี่คือคณิตศาสตร์พื้นฐาน”
เหล่าผู้พิทักษ์เงียบลงอีกครั้ง
ไม่มีใครกล้าถามต่อว่าคณิตศาสตร์ของโนเอลเคยถูกสอนที่ใด เพราะคำตอบอาจทำให้คืนนี้ไม่มีใครนอนหลับ
ในคืนนั้น กำไลศรไฟร้อยดอกถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเหล่าผู้พิทักษ์ว่าเป็หนึ่งในผลงานที่ทั้งงดงาม น่ากลัว และไร้ความจำเป็ในระดับที่มีเพียงโนเอลเท่านั้นจะสร้างขึ้นได้ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
สำหรับโนเอล การบีบอัดเวทย์หลายบทลงในวัตถุชิ้นเล็ก มิใช่เื่มหัศจรรย์
มันเป็เพียงการจัดระเบียบวงจรเวทย์ให้หายใจร่วมกันได้อย่างถูกต้อง
เท่านั้นเอง
และในอีกสี่ร้อยปีต่อมา อดีตจอมเวทย์อันดับหนึ่งผู้นั้น กำลังยืนอยู่หน้าเตาหลอมขนาดเล็กในร้านสร้างอาวุธกลางเมืองหุบเขา พร้อมแร่แก้วมานาขนาดเท่ากำปั้นหนึ่งก้อน
แร่แก้วมานาไม่ใช่แร่ล้ำค่าระดับราชสำนัก
ในเมืองใหญ่ มันเป็เพียงวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับงานอุปกรณ์เวทย์ระดับล่างถึงกลาง เป็ของที่ช่างฝีมือเคยเห็น เป็ของที่โรงหลอมใหญ่ซื้อขายกันตามปกติ และเป็ของที่ไม่มีใครยอมเขียนตำนานให้แม้แต่บรรทัดเดียว
แต่ในเมืองกลางหุบเขาที่ไม่มีเหมืองเวทย์ ไม่มีโรงงานหลวง และต้องรอวัตถุดิบจากคาราวานสินค้าเป็ครั้งคราว แร่ก้อนหนึ่งก็พอทำให้พ่อค้าห่อผ้าแน่นขึ้นกว่าหัวผักสามเท่า
วัตถุดิบธรรมดา
เครื่องมือธรรมดา
เตาหลอมพอใช้ได้แบบฝืนใจ
แท่นสลักวงจรเวทย์ดูเหมือนของที่นักเรียนปีแรกในยุคของเขาอาจใช้ฝึกมือก่อนโยนทิ้ง
‘หากเป็ยุคของข้า คงถูกโยนทิ้งั้แ่หน้าประตูโรงหลอม’
โนเอลคิดอย่างจริงจัง ขณะสายตาไล่มองรอยสลักบนแท่นอย่างไม่พอใจ
‘แต่ก็ช่างเถอะ วัตถุดิบธรรมดา เครื่องมือธรรมดา และต้องสร้างถึงสามชิ้น…อดีตจอมเวทย์อันดับหนึ่งย่อมไม่บ่นว่าหม้อรั่วก่อนต้มซุป เขาเพียงทำให้ซุปนั้นกินได้เท่านั้น’
ด้านหลังเขา พนักงานต้อนรับยืนกอดอกด้วยสีหน้าที่พยายามซ่อนความหงุดหงิด แต่ซ่อนไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
เด็กซอมซ่อคนนี้ไม่เพียงเดินเข้ามาขอใช้เตาหลอมโดยไม่มีเงิน แต่ยังกล้าดูถูกเครื่องมือของร้านต่อหน้าเถ้าแก่
หากนี่ไม่ใช่ร้านของเถ้าแก่ พนักงานคงลากคอเขาออกไปโยนหน้าประตูั้แ่ประโยคแรกแล้ว
เถ้าแก่ร้านยืนห่างออกไปเล็กน้อย มือสองข้างกอดอก ดวงตาคมกริบจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของโนเอล
ชายชราไม่เชื่อเด็กคนนี้
แต่เขาเชื่อสายตาของตนเอง
และสายตาของช่างตีเหล็กที่ผ่านเตาหลอมมาทั้งชีวิตกำลังบอกเขาว่า มือของเด็กคนนี้ไม่เหมือนมือของคนเล่นซน
โนเอลหยิบค้อนขึ้นมาหนึ่งอัน ชั่งน้ำหนักในมือ แล้วขมวดคิ้ว
“เบาไป”
เขาวางค้อนลง หยิบอีกอัน
“ด้ามยาวเกิน”
หยิบอีกอัน
“สมดุลแย่ ใครเป็คนทำของเล่นชิ้นนี้?”
คิ้วของพนักงานกระตุกทันที
“ของเล่น? เ้าหนู นั่นค้อนที่ช่างฝึกหัดในร้านใช้กันทุกวัน!”
“ข้าจึงเรียกว่าของเล่นอย่างไรเล่า”
“เ้า—”
“เงียบก่อน” เถ้าแก่กล่าวเสียงต่ำ
พนักงานเม้มปากทันที แม้สีหน้าจะยังเขียนคำว่าไม่พอใจไว้เต็มใบหน้า
โนเอลไม่สนใจ เขาหยิบค้อนเก่าที่แขวนอยู่ด้านในสุดขึ้นมา
มันไม่ได้สะอาดที่สุด ไม่ได้ใหม่ที่สุด และไม่ได้ตกแต่งงดงามแม้แต่น้อย แต่รอยสึกบนหัวค้อนและน้ำหนักที่ถ่วงลงอย่างพอดีทำให้มือของเขาหยุดนิ่ง
“อันนี้พอใช้ได้”
แววตาของเถ้าแก่ขยับเล็กน้อย
ค้อนนั้นคือค้อนส่วนตัวที่เขาใช้เมื่อสามสิบปีก่อน ก่อนจะเลิกใช้เพราะน้ำหนักและจังหวะของมันไม่เหมาะกับช่างรุ่นใหม่ในร้าน
โนเอลเดินไปหน้าเตาหลอม วางแร่แก้วมานาลงบนแท่นรอง แล้วแตะนิ้วลงบนวงเวทย์ควบคุมอุณหภูมิ
เพียงััเดียว เขาก็ถอนหายใจ
“วงเวทย์หยาบชะมัด แต่ยังพอปรับได้”
พนักงานหลุดเสียงทันที
“แกว่าอะไรนะ!”
โนเอลไม่ตอบ
พนักงานหันไปกระซิบกับเถ้าแก่ทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างคนที่คิดว่าตนเห็นผลลัพธ์ล่วงหน้าแล้ว
“เห็นไหมครับเถ้าแก่ เ้าเด็กนั่นมันจะไปทำอะไรได้ แบบนี้เราคงได้เบ๊มาใช้งานฟรี ๆ สามปีแน่”
เถ้าแก่ไม่ตอบ
ดวงตาของชายชรายังคงจับอยู่ที่ปลายนิ้วของโนเอล
พนักงานคิดว่านั่นคือความเงียบของคนที่เห็นด้วย
แต่ความจริงแล้ว เถ้าแก่กำลังเริ่มรู้สึกว่าตนไม่ควรกะพริบตาแม้แต่น้อย
นิ้วของโนเอลขยับเร็วมาก เขาไม่ได้ร่ายคาถา ไม่ได้ใช้มานา และไม่ได้สร้างวงเวทย์ใหม่ขึ้นจากอากาศ ทว่าเขากลับปรับตำแหน่งอักขระเล็ก ๆ บนแผงควบคุมเตาหลอมอย่างแม่นยำราวกับรู้จักมันมานานหลายสิบปี
เปลวไฟในเตาหลอมพลันเปลี่ยนสีจากแดงส้มเป็ขาวทองชั่วขณะ ก่อนจะหดตัวลงเป็เปลวไฟนิ่งแน่นที่ไม่ส่ายไหวแม้แต่น้อย
เสียงในร้านค่อย ๆ เงียบลง
พนักงานที่เคยหัวเราะเริ่มหัวเราะไม่ออก
เถ้าแก่ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
โนเอลยกแร่แก้วมานาขึ้นเหนือเปลวไฟ ดวงตาสีดำลึกล้ำสะท้อนแสงร้อนระยิบระยับ
‘เอาล่ะ ร่างนี้กักมานาไม่ได้ ััมานาธรรมชาติไม่ได้ และข้ายังไม่มีวัตถุดิบดีพอจะสร้างของระดับสูง’
มุมปากของเขายกขึ้น
‘แต่ถ้าเป็อุปกรณ์พื้นฐานระดับแก้ขัด แร่ก้อนนี้ก็เพียงพอแล้ว’
เขาวางแร่ลงบนแท่น
มือข้างหนึ่งจับค้อน
อีกมือหนึ่งแตะขอบแท่นตีเหล็ก
ทั่วทั้งร้านราวกับหยุดหายใจ
แล้วเสียงแรกก็ดังกังวานขึ้น
แก๊ง!
เสียงนั้นใส คม และหนักแน่นเกินกว่าจะเป็การตีเล่นของเด็กมือใหม่
แต่สิ่งที่ทำให้เถ้าแก่ร้านนิ่งไป มิใช่ความดังของเสียงค้อน
มันคือความธรรมดาของจังหวะนั้น
ไม่มีท่วงท่าหรูหรา ไม่มีการอวดพลัง ไม่มีประกายเวทย์อลังการพวยพุ่งขึ้นฟ้า เด็กหนุ่มตรงหน้าเพียงยกค้อนขึ้น แล้วปล่อยมันลงในตำแหน่งที่ควรลง น้ำหนักพอดี มุมพอดี ลมหายใจพอดี ราวกับโลกทั้งใบถูกย่อให้เหลือเพียงแร่หนึ่งก้อน ทั่งหนึ่งอัน และเสียงค้อนหนึ่งครั้ง
แก๊ง!
เสียงที่สองตามมา จังหวะของมันสม่ำเสมอราวกับเสียงชีพจรของเตาหลอม
เถ้าแก่ร้านรู้สึกบางอย่างขยับในอก
มันไม่ใช่ความใ
ไม่ใช่ความอิจฉา
และไม่ใช่ความรู้สึกพ่ายแพ้
แต่มันคล้ายประกายไฟเล็ก ๆ ที่เคยหลับใหลอยู่ใต้เถ้าถ่านมานานหลายปี จู่ ๆ ก็ถูกลมหายใจของใครบางคนเป่าให้แดงวาบขึ้นอีกครั้ง
เขาเคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
นานมากแล้ว
ในวันที่เขายังเป็เด็กฝึกงาน แขนยังเล็กจนยกค้อนใหญ่ไม่ถนัด ฝ่ามือพองจนเืซึม และถูกอาจารย์ด่าว่าตีเหล็กเหมือนคนกำลังตบยุง
วันนั้น เขาสร้างมีดเล่มแรกสำเร็จ
มันไม่คมมาก ด้ามไม่ตรงนัก ผิวเหล็กยังมีรอยหยาบอยู่หลายจุด หากวางขายหน้าร้านคงไม่มีใครยอมจ่ายเงินเกินสองเหรียญทองแดง
แต่สำหรับเด็กหนุ่มในวันนั้น มีดเล่มนั้นคือูเาทั้งลูกที่เขาตีขึ้นด้วยมือของตัวเอง
เขาจำได้ว่าตนยืนมองมันอยู่นานเพียงใด
จำได้ว่าหัวใจเต้นแรงแค่ไหน
จำได้ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้คิดเื่เงิน ชื่อเสียง หรือคำชมใด ๆ
เขาคิดเพียงว่า—อยากสร้างอีก
ความรู้สึกเดียวกันนั้นกำลังย้อนกลับมา
แปลกประหลาดยิ่งนัก
เด็กตรงหน้าไม่ได้ทำท่าราวกับปรมาจารย์ ไม่ได้กล่าวคำสอนลึกซึ้ง ไม่ได้แสดงพลังให้ผู้คนคุกเข่า
เขาเพียงตีแร่ธรรมดาก้อนหนึ่ง
แต่ทุกครั้งที่ลงค้อน ทุกอย่างที่เถ้าแก่เคยคิดว่าตนเข้าใจเกี่ยวกับการตีเหล็ก กลับเหมือนถูกเคาะให้สั่นตามไปด้วย
แก๊ง!
เสียงที่สามดังขึ้น
ครั้งนี้เถ้าแก่ไม่ได้มองแค่แร่
เขามองมือของโนเอล
มองข้อมือ
มองหัวไหล่
มองจังหวะถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าขึ้นสู่ลำตัว แล้วไหลผ่านแขนลงสู่ค้อน
ทุกอย่างเรียบง่ายเกินไป
เรียบง่ายจนคนไม่รู้คงมองไม่เห็นอะไร
แต่สำหรับช่างที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่หน้าเตาหลอม ความเรียบง่ายเช่นนี้ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด
เพราะมันคือความเรียบง่ายที่ผ่านการตัดสิ่งไร้ประโยชน์ออกจนหมด
เถ้าแก่กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เด็กคนนี้มิได้กำลังพยายามทำให้แร่เชื่อฟัง
เขาทำราวกับแร่ควรเชื่อฟังอยู่แล้วั้แ่แรก
แก๊ง!
แร่แก้วมานาแยกออกเป็สามส่วนเท่ากัน
มิใช่การตัด
มิใช่การบิ
แต่เหมือนแร่ทั้งก้อนยอมรับคำสั่ง แล้วแยกตัวออกอย่างนุ่มนวล
“เขาไม่ได้ตัดแร่…” เถ้าแก่พึมพำ “เขาแบ่งแรงสั่นะเืผ่านเนื้อแร่จนแนวผลึกเปิดออกเอง”
พนักงานหันไปมองเถ้าแก่ด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“นั่น…ทำได้ด้วยเหรอ?”
เถ้าแก่ไม่ตอบ
เพราะคำตอบที่ถูกต้องคือ ในทางทฤษฎี ทำได้
แต่ในทางปฏิบัติ คนที่ทำเช่นนั้นได้ควรเป็ช่างระดับปรมาจารย์ในเมืองหลวง ไม่ใช่เด็กผอมซีดที่ดูเหมือนขอทานหลงทาง
หลังจากนั้น เสียงค้อนก็ดังต่อเนื่องโดยแทบไม่มีช่องให้ใครแทรก
แร่ทั้งสามถูกขึ้นรูปอย่างรวดเร็ว
วงแรกหนาเล็กน้อย
วงที่สองบางกว่าและขอบโค้งนุ่ม
วงที่สามเล็กที่สุด เรียบที่สุด และดูธรรมดาที่สุด
แต่โนเอลกลับใช้เวลากับวงที่สามนานกว่าวงอื่นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะยากกว่า
แต่เพราะเขาใส่ใจกับมันมาก
เมื่อขึ้นรูปเสร็จ เขาวางแหวนทั้งสามวงบนแท่นสลักวงจร ก่อนแตะปลายเครื่องมือจารอักขระลงไป
เถ้าแก่ร้านขมวดคิ้วทันที
“เ้าจะสลักเวทย์ลงไป?”
โนเอลไม่หันมามอง
“ถ้าไม่สลักเวทย์ แล้วข้าจะทำแหวนไว้ขอเ้าแต่งงานรึ เ้าค้อน?”
เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย
“เ้าค้อน?”
“เ้าถือค้อน ข้าจำง่าย”
“ข้ามีชื่อ”
“ชื่อเ้าไม่สำคัญเท่าค้อนในมือเ้า”
พนักงานต้อนรับอ้าปากจะโต้ แต่ไม่รู้ว่าควรโต้ส่วนไหนก่อน
ปลายนิ้วของโนเอลขยับลงบนแหวนวงแรก
เส้นเวทย์บางราวเส้นผมปรากฏขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะหายลงไปในเนื้อแร่ราวกับไม่เคยมีอยู่
จากนั้นเขาขยับไปยังแหวนวงที่สอง
เส้นเวทย์อีกชุดถูกสลักลงไปด้วยจังหวะรวดเร็วเสียจนพนักงานแทบมองไม่ทัน
ส่วนแหวนวงที่สาม แสงเวทย์สว่างขึ้นนุ่มกว่าอีกสองวงอย่างประหลาด
ไม่นาน แสงทั้งสามจุดก็สงบลงพร้อมกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าพนักงานจะเข้าใจ
เร็วเกินกว่าช่างฝึกหัดจะรู้ว่าตนควรใตรงไหนก่อน
และเร็วพอที่จะทำให้เถ้าแก่ร้านนิ่งไปอย่างสมบูรณ์
โนเอลหยิบแหวนวงแรกขึ้นมา โยนให้เถ้าแก่ร้านเบา ๆ
“วงนี้ของเ้า เ้าค้อน”
เถ้าแก่รับไว้ด้วยสัญชาตญาณ
พนักงานมองแหวนวงนั้นแล้วขมวดคิ้ว
มันดูเรียบง่ายเกินคาด
แหวนโลหะสีหม่นวงหนึ่ง ไม่มีอัญมณี ไม่มีลวดลายหรูหรา ไม่มีประกายเจิดจ้าเหมือนของล้ำค่าในตู้โชว์
เขาหลุดปากทันที
“แค่แหวนวงเดียว จะมีมูลค่าถึงสิบเหรียญเงินได้อย่างไร?”
เถ้าแก่ไม่ตอบในทันที
เขายกแหวนขึ้นใกล้ดวงตา หมุนมันช้า ๆ ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
ในตอนแรก แหวนดูเหมือนผิวเรียบธรรมดา
แต่เมื่อมองผ่านแสงไฟจากเตาหลอม เถ้าแก่จึงเห็นเส้นบาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้ผิวโลหะ
ไม่ใช่เส้นเดียว
แต่เป็สองชุด
สองวงจรเวทย์ที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เล็กเท่าแหวนวงหนึ่ง โดยไม่มีเส้นใดทับเส้นใดอย่างเสียสมดุล
ปลายนิ้วของชายชราสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เมื่อเห็นมือเถ้าแก่กำลังสั่นพนักงานก็คิดว่า แหวนมันคงห่วยแตกมากแน่นอน จึงพูดขึ้นว่า
“แหวนห่วย ๆ วงนี้ โยนทิ้งไปเถอะครับเถ้าแก่” พูดจบพลางเอามือจะไปจับ แต่โดนเถ้าแก่ฟาดอย่างแรง
เพี๊ยะ! พนักงานชะงัก
เขากำลังจะถามต่อ แต่ก่อนที่จะได้ถามออกมา พื้นดินใต้เท้าทุกคนพลันสั่นไหว
ครืนนน…
เตาหลอมสั่นเล็กน้อย
อุปกรณ์บนโต๊ะกลิ้งไปกระทบกันเบา ๆ
ฝุ่นผงร่วงลงจากคานไม้เหนือศีรษะ
จากที่ไกลออกไป เสียงระฆังขนาดใหญ่ดังขึ้นเหนือเมือง
แก๊งงงงงง!
หนึ่งครั้ง
แล้วตามด้วยครั้งที่สอง
แก๊งงงงงง!
ครั้งที่สาม
แก๊งงงงงง!
เสียงในร้านเงียบลงทันที
ใบหน้าของเถ้าแก่ร้านเปลี่ยนสี
พนักงานกลืนน้ำลาย
“เสียงเตือนภัย…”
เถ้าแก่กำแหวนในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนหันไปมองแหวนอีกสองวงที่ยังวางอยู่บนแท่น
“ไป! รีบพาเด็ก คนแก่ คนเจ็บ และผู้ที่สู้ไม่ได้ไปจุดหลบภัย!” เถ้าแก่ะโขึ้นมา ก่อนคว้าแหวนอีกสองวงจากแท่นด้วยความระมัดระวังผิดกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาเก็บทั้งสามวงไว้ในกล่องผ้าบุเล็ก ๆ ข้างโต๊ะทำงานราวกับกำลังเก็บหัวใจของร้าน
“ข้าจะตามไป” เขาะโทิ้งท้ายตามหลังเหล่าพนักงานที่วิ่งออกจากร้านตามคำสั่ง หลายคนมองการกระทำของเขาด้วยแววตาสงสัย แต่โนเอลเพียงแค่คลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินตามออกไปอย่างไม่รีบร้อน
-----
นอกโรงหลอม ผู้คนกำลังแตกตื่น
เสียงร้องเรียกหาลูกหลานดังปะปนกับเสียงะโของทหารยาม นักล่าและนักผจญภัยหลายคนวิ่งสวนกันไปมา บางคนถือหอก บางคนสะพายธนู บางคนยังไม่ทันสวมเกราะครบ แต่ก็รีบมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
แสงแดดยามสายถูกฝุ่นสีเทากลืนจนหม่นลง
จากทิศทางป่าหลังเมือง มีเงาร่างมหึมาค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา
ทุกก้าวของมันทำให้ผืนดินสั่น
ทุกลมหายใจของมันทำให้ฝุ่นหินพุ่งขึ้นจากพื้น
เงานั้นสูงใหญ่กว่าหลังคาบ้านสองชั้น ขนสีดำอมเทา รูปร่างของมันคล้ายหมี แต่กลับมีแผ่นหินหนาหนักปกคลุมไหล่และหลังราวกับูเาเคลื่อนที่
เสียงคำรามต่ำลึกดังผ่านหุบเขาเข้ามาถึงเมือง
โฮกกกกกกกก!!!
เพียงเสียงเดียว เด็กหลายคนก็ร้องไห้ออกมา ผู้ใหญ่บางคนหน้าซีดราวกับเห็นฝันร้ายที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น
ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ยืนข้างโนเอลพึมพำเสียงแห้ง
“ผู้ปกครองป่า…”
โนเอลยืนมองร่างมหึมานั้นอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำลึกล้ำหรี่ลงเล็กน้อย
จากนั้นเขาจึงะโขึ้นไปบนหลังคา มองไปยังด้านหน้าที่กำลังพยายามสกัดเ้าหมีตัวนั้นอย่างสุดความสามารถนอกเขตของเมือง ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร
นักล่า นักผจญภัย และทหารยามกำลังวิ่งกระจัดกระจายราวกับฝูงมดแตกรัง บางคนยิงธนูใส่แผ่นหินบนตัวสัตว์อสูรโดยไร้ผล บางคนะโสั่งซ้อนกันจนไม่มีใครฟังใคร บางคนพยายามลากคนเจ็บออกจากแนวถนน แต่กลับขวางทางคนถือโล่ที่กำลังจะตั้งแนวรับ
ไม่มีแนวหน้า
ไม่มีแนวหลัง
ไม่มีใครคุมจังหวะ
และทุกคนกำลังทำสิ่งที่มนุษย์มักทำเมื่อความกลัวบุกเข้าประตูเมือง
วิ่ง
ะโ
แล้วหวังว่าความกล้าจะชดเชยความไร้ระเบียบได้
โนเอลถอนหายใจยาว
‘นี่พวกเ้ากำลังป้องกันเมือง หรือกำลังจัดสำรับอาหารให้หมี?’
เขาก้าวต่อไปจนกระทั่งสุดริมของหลังคา ของบ้านหลังที่ใกล้สนามรบที่ตอนนี้เรียกได้ว่าวุ่นวายที่สุด
ร่างผอมซีดในชุดขาดรุ่งริ่งของเด็กหนุ่มดูไม่เหมาะกับการยืนเหนือใครแม้แต่น้อย
แต่ดวงตาสีดำลึกล้ำของเขากลับกวาดผ่านสนามรบราวกับผู้บัญชาการที่เคยมองเห็นามานับครั้งไม่ถ้วน
“งานหมีล่ะสิทีนี้…” โนเอลพึมพำ ก่อนสูดลมหายใจเข้า แล้วเสียงของเด็กหนุ่มก็ดังฝ่าความโกลาหลออกไป
“เ้าพวกบ้า! หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
เสียงะโนั้นไม่ได้ดังกึกก้องด้วยมานา ไม่ได้ดังเพราะเวทย์ แต่กลับเสียดแทงเข้าไปในทุกโสตประสาทของทุกคนในสนามรบ จากความมั่นใจของคนที่ไม่มีความลังเลแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ
ผู้คนหลายคนหันมามองอย่างตกตะลึง
เด็กผอมซีดคนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคา ท่ามกลางฝุ่นหิน เสียงระฆัง และเงาูเาที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
โนเอลยกมือชี้ไปยังแนวถนน
“คนถือโล่ ตั้งแนวเฉียงสามชั้นหน้าประตู! คนถือหอก ถอยไปอยู่หลังโล่ อย่ายื่นหัวไปให้มันเคี้ยวเล่น! นักธนู หยุดยิงใส่หลังมัน ยิงตากับข้อพับขา! ผู้ใช้เวทย์สายดิน เลิกยืนสวดเป็หินประดับเมือง แล้วรีบยกคันดินกั้นทางซ้าย และขวา! เราจะจำกัดเส้นทางของมัน”
เสียงโกลาหลชะงักลงเล็กน้อย ทุกคนหันมองหน้ากันอย่างไม่มั่นใจ
โนเอลแสยะยิ้ม
“ถ้าพวกเ้าอยากเป็อาหารหมี ข้าจะไม่ห้าม แต่ถ้าอยากรอด—ตั้งแถวใหม่ แล้วฟังคำสั่งข้า!”