ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 30-1 (เล่ม 2): ฉากละครในบ้านเช่า1

            ผมตรวจเช็กทุกอย่างให้เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่งย้ำคิดย้ำทำเป็นรอบที่สาม เผื่อเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนนัดหมายไว้แล้วสามชั่วโมงผมเลือกบ้านเช่าชั้นเดียวในย่านชานเมืองของจังหวัดเสมาเป็นบ้านดั้งเดิมของครอบครัวนั่งรถไฟไฮเปอร์ลูปแค่ 20นาทีก็มาถึง โชคดีที่มันยังว่างอยู่จงใจเลือกหลังที่ตกแต่งภายในสำเร็จรูปด้วยสไตล์โมเดิร์นพร้อมด้วยสวนหย่อมเล็ก ๆรอบบ้าน เพื่อให้ดูสมฐานะครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างตามที่ปั้นแต่งไว้ผมทำสัญญาเช่าระยะสั้นสามเดือนในเบื้องต้น ยอมเสียเงินสูงขึ้นเพราะถ้าจะให้เช่าครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็คงไม่ไหวเหมือนกันไม่อยากหยิบยืมเงินธรณีอีกถ้าไม่จำเป็นหนี้ก้อนเก่าที่ติดค้างตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานยังชดใช้ไม่หมด

            นี่คือบ้านที่ฉันเติบโตมานี่คือบ้านที่ฉันเติบโตมา

            ฉันอยู่กับแม่แค่สองคนมาโดยตลอดฉันอยู่กับแม่แค่สองคนมาโดยตลอด

            ผมสะกดจิตตัวเองซ้ำ ๆเพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ซึมซับเข้าสมอง

            ไม่นานนักแม่ของผมก็เดินทางมาถึงผมสั่งให้ ‘แซม’ เอไอประจำบ้านช่วยเปิดประตูบานประตูกระจกจึงเลื่อนเปิดแยกออกจากกันอย่างเงียบเชียบ หญิงวัย 50 ปีเศษในชุดลำลองก้าวเข้ามาเธอสวมเสื้อคลุมคาร์ดิแกนบาง ๆ สีฟ้าอ่อนทับเสื้อยืดสีขาวสวมกางเกงผ้าลินินสีครีมและต่างหูสีเงินอันเล็ก ๆ ซึ่งถือว่าเข้ากับบทบาทที่ได้รับสายตาเธอภายใต้แว่นตาเอวีเอสสีแดงกวาดไปทั่วห้องแล้วมาหยุดที่ตรงผม

            “สวัสดีครับ ท่านอามาเน่” ผมไหว้ทักทาย

            “บ้านสวยดีนะประชา ธรไม่มาด้วยเหรอ”หญิงสูงวัยกล่าวทักพร้อมรับไหว้

            “เขาต้องทำงานข่าวเป็นกรณีพิเศษครับ”ผมพูดปดอีกแล้ว ธรณีบอกให้ผมเป็นคนสรรหาข้ออ้างเองเพราะเขาไม่มีวันร่วมมือกับแผนการสกปรกนี้แน่ถ้าเขามาอยู่จุดนี้ย่อมเลี่ยงการโกหกอิสราไม่ได้แค่ช่วยวางแผนให้นี้ก็มากเกินทนแล้ว

            “เราต้องพูดตามบทเลยใช่ไหม ประชา”

            “ทำตามที่ธร บรีฟไว้ได้เลยครับแต่ต่อไปนี้ท่านต้องเรียกเราว่าลูก หรือจะเรียกชื่อเล่นเราก็ได้”

            “ได้จ้ะลูก” อามาเน่เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างฉับพลันสมกับเป็นมืออาชีพ

            ผมชี้ให้เธอดูกล้องวงจรปิดว่ามีซุกซ่อนไว้ตามมุมไหนบ้าง นอกจากมุมเพดาน แล้วก็ยังมีกระถางต้นไม้ ซอกตู้และกล่องกระดาษทิชชู่เพื่อให้เข้ากับเหตุผลที่บอกอามาเน่ไปว่าต้องการทำรายการตลกเพื่อแกล้งอำอิสรา[1]ผมลงทุนเช่ากล้องมาใช้จริงแค่สามตัว ที่เหลือเป็นของปลอมเพราะไม่มีเงินจ่ายแม้หญิงสูงวัยจะไม่เห็นด้วย แต่ธรณีช่วยผมยืนยันว่าจะไม่เผยแพร่สู่สาธารณะแค่เก็บไว้เล่นในกลุ่มเพื่อนสนิทเท่านั้น ส่วนผมก็สัญญาว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้งพิเรนทร์จนเกิดบาดแผลทางจิตใจแน่นอนเธอจึงใจอ่อนยอมรับค่าจ้าง

            “แม่ครับ...ชาจะขอภาพจากเอวีเอสอีของแม่ด้วยของชาก็มีเหมือนกัน” ผมซักซ้อมพูดเหมือนจริงให้เคยชิน เอวีเอสอีที่สวมตอนนี้ก็เป็นเครื่องเดิมที่เคยยืมธรณีส่วนหนึ่งก็ใช้เก็บภาพแต่ที่สำคัญกว่าคือเอาไว้บอกบทที่ร่างไว้เตือนความจำและค้นหาข้อมูลในยามฉุกเฉินคล้ายกับตอนที่ไปสัมภาษณ์เข้าทำงาน ผมยังตั้งโปรแกรมให้มีภาพเสมือนช่วยไฮไลต์ตำแหน่งของสิ่งต่างๆ ในบ้าน อาทิ จุดซ่อนกล้องวงจรปิด จะแสดงในรูปแบบข้อความที่ห่อหุ้มด้วยแสงออร่าที่ปรากฏรอบวัตถุหากจำเป็นต้องเดินไปสถานที่ต่าง ๆ ในละแวกบ้านหลังนี้ก็ไม่ยาก เพราะมีลูกศรนำทางที่เป็นภาพเสมือนปรากฎบนพื้นถนนเหมือนกำลังเล่นเกมมั่นใจว่าไม่มีทางหลงแน่ผมได้บทเรียนจากการไปบ้านอิสราครั้งก่อนว่ามีไว้ก่อนจะได้อุ่นใจ ไม่ติดขัด

            ทันใดนั้นเสียงกดออดจากรั้วก็ดังขึ้นผมดูนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลา 10.50น. อิสรามาถึงก่อนเวลาสิบนาทีผมหันไปหาอามาเน่ซึ่งพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว ผมเปิดประตูมายังสนามหน้าบ้านหญิงสาวยืนรอที่รั้วตามลำพัง ผมโล่งอกที่เธอไม่เปลี่ยนใจพาเพื่อนสาวมาด้วยไม่งั้นยิ่งหวาดระแวงหนักขึ้นอีก

            ผมมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของรฐรักษ์ที่ปล่อยข่าวเรื่องที่ผมไปเที่ยวกับอิสราครั้งก่อนจนกลายเป็นหัวข้อซุบซิบไปทั่วทั้งบริษัท ถึงกระนั้นก็ไม่มีหลักฐานมัดตัวเธอธรณีกับอิสราคงไม่กล้าโกหกหากโดนถาม แต่จากประสบการณ์ความสนิทสนมของผมพวกเขาทั้งสองไม่ใช่คนที่จะนำเรื่องคนอื่นไปเผาก่อนดังนั้นจึงตัดตัวเลือกเหลือคนเดียวคือหญิงร่างท้วม

            “สวัสดีประชา”อิสรามาถึงก็ขออนุญาตผมเป็นลำดับแรก “ถ้าท่านไม่รังเกียจเราขอใส่เอวีเอสอีในบ้านท่านได้ไหม ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ”

            ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยลืมคิดไปว่าถ้าความแตกเธอก็จะมีหลักฐานบันทึกไว้บนคลาวด์ แต่ถ้าปฏิเสธก็แสดงว่าไม่ไว้ใจเธอเป็นผู้หญิงยังไงก็ต้องระแวดระวังตัวกว่าผู้ชาย ผมคงต้องยอมเสี่ยง

            “ได้สิ” ผมยิ้มกว้างอิสราชะเง้อซ้ายขวา ดูหน้าผม ทำราวกับว่าเห็นอะไรผิดปกติ

            “แล้วทำไมวันนี้ท่านใส่เอวีเอสอีของธรล่ะ”หญิงสาวผู้นี้พูดแสดงถึงความเป็นคนช่างสังเกต

            “ธรเพิ่งให้ยืม เราอยากลองเอามาใช้เล่นๆ ดู ไม่มีอะไรหรอก แค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ผมแถไปเรื่อยเปื่อย โชคดีที่ธรณีไม่มาด้วยไม่งั้นจะยิ่งสงสัยว่าทำไมเพื่อนให้ผมยืมของสิ่งนี้ อิสราไม่ได้ถามอะไรเพิ่มอาจเพราะว่าเธอก็สวมเหมือนกันตอนที่ผมไปบ้านเธอ สัญญาณไฟสีเขียวบ่งชี้ว่ากำลังบันทึกภาพอยู่คนยุคนี้ทำเป็นปกติจนไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย ไม่เกี่ยวกับการไม่วางใจอีกฝ่าย 

            “เข้ามาก่อนสิ” ผมกวักมือเชิญชวนอิสราก้าวเท้าตามมาพลางเหลียวมองซ้ายขวาชื่นชมบรรยากาศรอบตัวบ้านบริเวณสนามมีเพียงสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นเป็นหย่อมกับผืนหญ้าที่มีวัชพืชขึ้นแทรกสูงต่ำ ความไร้ระเบียบไม่สวยงามจนเพอร์เฟกต์จะช่วยเพิ่มความสมจริง

            “พ่อไม่อยู่เลยไม่ค่อยมีใครดูแลสวน”ผมชี้แจงเหตุผลที่เตรียมไว้ ผมเคยโกหกเธอว่าพ่อกับแม่แยกทางกันและพ่อท่านเสียชีวิตไปแล้วเพื่อตัดปัญหาการถูกซักไซ้ “แม่เรากะจะจ้างคนมาตัดหญ้าสัปดาห์หน้า”

            “เราเข้าใจ อยู่กันสองคนคงลำบาก”อิสรากล่าว น้ำเสียงดูเห็นอกเห็นใจ

            จังหวะนั้นบานประตูเลื่อนเปิดหญิงวัยกลางคนที่ผมจ้างมาก้าวออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นผมแนะนำว่าเป็นแม่ อิสรายกมือไว้ และเอ่ยชื่อตนเอง

            “ตามสบายเลยนะจ๊ะ”อามาเน่เชื้อเชิญให้พวกเราเข้ามา แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

            พวกผมเข้ามาในห้องรับแขกขณะที่อามาเน่บอกว่าจะตระเตรียมอาหารเที่ยงอิสราจึงถือโอกาสเดินไปมาดูศิลปะการตกแต่งรอบ ๆ ผนังบ้านผมเป็นปูนสีขาวประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์ในชนบทในกรอบไม้สองสามอันเฟอร์นิเจอร์มีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่าที่จำเป็น มันเหมือนกับบ้านที่เพิ่งซื้อมาใหม่มากกว่าบ้านที่อยู่มานานหลายชั่วอายุคนแต่คงไม่ต้องสมจริงถึงขนาดลงทุนเอากระดาษทรายมาขัดมุมโต๊ะเพื่อให้บิ่นราวกับผ่านการใช้งานมานาน ผมนัดแนะกับแม่ไว้แล้วถ้าเธอถามก็แค่บอกว่าเพิ่งเรโนเวตมา

            สายตาของอิสรากวาดไปรอบ ๆ รอยยิ้มจาง ๆบนหน้าเธอ ไม่ได้บ่งบอกว่าประทับใจหรือติดขัดสงสัยอะไร

            “แม่เราชอบสไตล์มินิมอลลิสต์น่ะเลยไม่ค่อยได้ตกแต่งอะไรมาก พวกของเก่า ๆ แม่เราก็เอาไปบริจาคหมดแม่รู้สึกเหมือนได้ปล่อยวางอดีต” ผมรีบชิงพูดดักคอไว้ก่อนไม่รู้ว่าเธอจะสงสัยหรือไม่

            “เราว่าเรียบง่ายแบบนี้ก็อบอุ่นดีนะ”อิสราตอบสนองสั้น ๆ เพียงเท่านี้

            เสียงหญิงสูงวัยก็ตะโกนมาจากในครัวผมพานักข่าวสาวไปนั่งรอบโต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่กลางห้องครัว มันมีแค่สี่ที่นั่งผมนั่งข้างแม่ปลอมในขณะที่อิสรานั่งฝั่งตรงข้ามก่อนหน้านี้อามาเน่เตรียมวัตถุดิบอาหารมาจากบ้านแล้วเพิ่งเอามาปรุงเตรียมไว้ก่อนอิสรามาถึง 15 นาที ไอระเหยของข้าวสวยร้อน ๆกับกลิ่นอาหารยั่วน้ำลายผมได้เช่นกันเช้านี้มัวแต่วุ่นกับการเตรียมตัวจนไม่มีเวลาทานมื้อเช้า กับข้าวเป็นต้มจืดแกงชะอมกุ้ง เนื้อผัด ชวนรำลึกถึงความหลังอันแสนหวานมื้อนี้ดูเหมือนอาหารในยุคที่ผมจากมามากที่สุดแล้ว

            “ทานได้เลยนะค่ะ”อามาเน่กล่าวกับแขกผู้มาเยือน “วิจารณ์ได้เต็มที่เลยนะ”

            ผมทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีใช้ช้อนกลางตักผัดคะน้าหมูให้แม่ผมกับให้อิสรา แล้วลงมือกินเป็นตัวอย่างเมื่อสัมผัสลิ้นดวงตาผมเบิกกว้างด้วยความอร่อยหญิงสูงวัยผู้นี้มีทักษะในการทำอาหารพอตัว 

            “อร่อยมากเลยค่ะ” อิสรายิ้มแป้นมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

            ภาพนั้นทำให้ผมอิ่มเอมใจอย่างประหลาดพลางนึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ในวัยเยาว์ทุกมื้อเย็นจะเป็นเวลาที่ครอบครัวผมได้อยู่กันพร้อมหน้าทั้ง พ่อ แม่ ผม และยายทุกคนนั่งล้อมวงกันบนเสื่อที่ปูบนพื้นไม้ เสียงจอแจของทีวีอนาล็อกเครื่องเล็กดังคลอเคล้ากับบทสนทนาประจำวันพ่อผมชอบบ่นเรื่องงาน แม่ชอบนินทาลูกของเพื่อนบ้านให้ฟัง ส่วนยายไม่ค่อยพูดมากเพราะทัศนคติของท่านคือทำวันนี้ให้ดีที่สุดผมมักถูกถามเกี่ยวกับเรื่องราวในโรงเรียนด้วยคำถามซ้ำซากจำเจในทุกวี่วันว่าเรียนสนุกไหม การบ้านเสร็จหรือยัง ในเวลานั้นพวกท่านยังไม่รู้ถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของผมที่เป็นนักกิจกรรมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมมีเพื่อนสนิทที่ชื่อว่าปฐพีแม้ว่าผ่านมาเป็นสิบปีแล้วผมก็ต้องยอมรับว่าภาพความทรงจำชุดนี้เป็นตัวแทนของความสุขของครอบครัวที่ผมจะระลึกถึง 

            “ลูกมีอะไรเข้าตารึเปล่าจ๊ะ”อามาเน่ทักผมจึงหลบหน้าไปด้านข้างใช้ต้นแขนปาดน้ำตาที่รื้นออกมาเองเมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนหวานแม่ปลอมผมเป็นคนช่างสังเกตยิ่งนัก เธอหันมาชวนแขกพูดคุยต่อ

            “เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ”

            “เรื่องสุริยุปราคาปี 2070 ค่ะ”หญิงสาวตอบพลางหัวเราะเบา ๆ “แม่เราชอบโชว์รูปถ่ายสุริยุปราคาเต็มดวงที่แม่ถ่ายเองให้เราดูตั้งแต่เด็ก เราเลยกลายเป็นเด็กเนิร์ดวิทยาศาสตร์เลย”

            “ใช่ ๆ เมื่อ 20 ปีก่อนตอนนั้นท่านยังเด็กมากคงจำไม่ได้ แต่เราจำความสวยงามของลูกไฟสีดำนั้นได้เลยดูในหนังสือหรือในซิมูเลชันก็ไม่เหมือนของจริงอยู่ดี”แม่ปลอมของผมเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสร้างอารมณ์ร่วม ทำหน้าที่ได้ดีเกินคาด

            { ก่อนหน้านี้ผมวางแผนร่วมกับอามาเน่ไว้แล้วว่าจะสร้างบทสนทนาโดยแบ่งหัวข้อเป็นสามประเภทตามลำดับความสำคัญอันแรกคือเรื่องทั่วไปอย่างหน้าที่การงาน ข่าวสารบ้านเมือง หรือการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบควรเริ่มหัวข้อนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เนื่องจากไม่ต้องปรุงแต่ง ทำให้คุยได้อย่างราบรื่นเป็นธรรมชาติหากใช้ไปนาน ๆ ต้องสลับมาประเภทที่สองบ้าง นั่นก็คือเรื่องราวของวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความสุขให้อิสราโดยเฉพาะ ทำให้เธอสามารถเล่าออกมายาว ๆ ได้โดยไม่ต้องขวยเขินเหมือนกับในตอนนี้ที่อามาเน่กำลังนำบทสนทนาจากสุริยุปราคาไปสู่ข่าวการเดินทางไปดาวอังคารอิสราเล่าว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีแกนเอียงเหมือนกับโลกส่งผลให้เกิดฤดูกาลแถมยังใช้เวลาหมุนรอบตัวเองใกล้เคียงกับโลก

            “ได้ข่าวสักห้าเดือนก่อนว่ามีคนไปร่วมอาณานิคมบนดาวอังคารมากขึ้นนี่”อามาเน่เอ่ย

            “ใช่ค่ะ ตอนนี้คนในอาณานิคม ยังมีแค่100 กว่าคนเองค่ะ ส่วนใหญ่เป็นพวกเศรษฐีเพราะราคายังแพงกว่าที่ดวงจันทร์มาก อาณานิคมบนดวงจันทร์ใหญ่กว่า แถมคนธรรมดาบางส่วนยังเข้าถึงได้บ้าง”

            “อือเห็นว่าสาธารณรัฐเซเลเนียน (The Selenian Republic) ก็มีประชากรเพิ่มขึ้นด้วย” แม่ผมเสริม ผมรู้ในภายหลังว่ามีคนไปตั้งรกรากถาวรบนดวงจันทร์และก่อตั้งประเทศเล็ก ๆ นี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 2079

            อิสราวกกลับมาคุยเรื่องดาวอังคารต่อ“คนส่วนใหญ่อยู่แค่หนึ่งปีของดาวอังคาร แล้วก็เดินทางกลับ ถึงจะใช้เวลาแค่หนึ่งปี แทบทุกคนก็ยังเลือกจำศีลอยู่ดีตื่นมาแปปเดียวก็ถึงเลย”

            หญิงสาวพูดอย่างคนรู้ข้อมูลเชิงลึกเธออธิบายไปถึงโดมที่สร้างครอบชุมชนนั้นไว้เพื่อปรับความดันและอุณหภูมิ เพราะคงไม่มีใครอยู่ในที่ติดลบ40 องศาเซลเซียสได้ ตัวโดมยังมีสนามแม่เหล็กที่ป้องกันรังสีสามารถทำงานแทนชั้นบรรยากาศคนในชุมชนจำเป็นต้องนำน้ำแข็งใต้พื้นผิวดาวอังคารมาใช้โดยผ่านการทำความสะอาดเพราะมีแร่ธาตุเจือปนทุกคนที่ขึ้นไปต้องผ่านการฝึกฝนในห้องพิเศษเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าโลกใช้เวลาปรับกันเป็นปีก็สำเร็จ ร่างกายมนุษย์มีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คิดผมฟังทั้งสองคนคุยกันแล้วนึกถึงหนังไซไฟที่เคยดู เพิ่งตระหนักได้ว่านี่คือโลกอนาคตที่มนุษย์คุยเรื่องการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารเป็นเรื่องปกติ}

            “เราฝันว่าชีวิตนี้อยากลองไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารสักครั้งเป็นวิชลิสต์[2]ก่อนตายเลยค่ะ”อิสราปิดท้าย

            “เป็นความฝันเราเหมือนกันแต่พออายุปูนนี้ก็เลิกคิดแล้ว สู้ราคาไม่ไหว แพงหูฉี่เลย” อามาเน่หัวเราะสร้างบรรยากาศสนุกสนาน ผมเองก็ต้องเฮฮาตามไปด้วย

            อยู่ ๆ ก็เกิดเดดแอร์ช่วงสั้น ๆผมกำลังจะชวนคุยเรื่องข่าวการเมือง แต่อิสราตัดบทถามแม่ปลอมเสียก่อน

            “เห็นประชาเล่าว่าท่านทำอาชีพเกษตรเหรอค่ะ”การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวของเธอทำให้ผมหน้าซีดเล็กน้อย

     


    [1]รายการจำพวก Prank show หรือ Hiddencamera show เช่น Just for Laughs Gags (รายการกล้องแอบถ่ายที่เน้นการแกล้งในที่สาธารณะ)

    [2]Wishlist คือรายการของสิ่งของ บริการ หรือเป้าหมายที่บุคคลนั้นต้องการหรือปรารถนา

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน