บทที่ 101 สิ่งที่ไม่คาดคิด
หลังจากวิ่งด้วยความเร็วสูงไม่นานลานต่อสู้อันดุเดือดระหว่างแบรม ไซม่อนและแบทเทิลเวอร์เดียร์สี่เขาก็ปรากฏแก่สายตา
ผมรีบพุ่งตัวเข้าหาแนวโขดหินเพื่อใช้เป็นที่บังตาและรักษาระยะห่าง
ส่วนโคลมและคนอื่นๆพยายามลอบเร้นเข้าไปอย่างระมัดระวังเพราะแรงปะทะที่ระเบิดออกมาเป็นระลอกนั้นรุนแรงจนไม่มีใครกล้าบุ่มบ่าม
พื้นที่เนินเขาที่เคยเป็นป่าทึบตอนนี้ราบคาบเป็นหน้ากลองหลุมระเบิดขนาดใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่วพร้อมร่องรอยการทำลายล้างของศรแสงทะลุทะลวง
ผมดิ่งลึกเข้าสู่สมาธิคู่ขนานสติส่วนแรกใช้จดจ่อวิเคราะห์การต่อสู้ตรงหน้าส่วนอีกส่วนคอยควบคุมมานาเตรียมพร้อมหลบหนีหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ตอนนี้แบรมรับหน้าที่เป็นตัวชนหลักร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยม่านพลังสีฟ้าของเขาทนทานแรงขวิดจากจ่าฝูงสี่เขาได้ดีทว่าเมื่อมันยิงศรแสงออกมา เขาก็ยังคงต้องฉากหลบ
ซึ่งผมเข้าใจดี...เพราะศรแสงของมอนสเตอร์มีชื่อตัวนี้หนาแน่น และทรงพลังแถมมันยังสามารถยิงศรสังหารรูปแบบนี้ออกมาได้ถึงสองดอกพร้อมกัน การรับตรงๆไม่ต่างจากการรนหาที่ตายเลยทีเดียว
ความเร็วของเวอร์เดียร์สี่เขาเหนือกว่าแบรมอย่างเห็นได้ชัดมันจึงทำให้หมัดที่อัดแน่นด้วยมานาของเขาพลาดเป้าไปจนหมด
ตู้ม!
หมัดของแบรมกระแทกพื้นจนดินระเบิดกระจุย
วินาทีที่เขาเสียหลักเจ้าสี่เขาก็พุ่งเข้าประชิดทันทีเขากวางที่เรืองแสงวาบขวิดเข้าใส่เต็มแรงจนร่างของแบรมกระเด็นครูดไปกับพื้นม่านพลังที่เคลือบผิวหนังผันผวนอย่างหนัก
หลังจากกระเด็นออกมา เขาก็ยังคงหยัดตัวลุกขึ้นได้จากที่ผมสังเกตุแม้แผลจะไม่สาหัส แต่หากปล่อยให้เป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
ผมขมวดคิ้วแน่นพลางกวาดสายตามองรอบๆ...ไซม่อนหายไปไหน?
ผมสัมผัสได้ถึงมานาบางเบาของเขาแต่กลับมองไม่เห็นตัวหรือว่า... พวกเขาจะหักหลังกันเอง?
ไซม่อนอาจจะตั้งใจ ปล่อยให้แบรมตายแล้วค่อยชุบมือเปิบ!
ในโลกของนักล่าการตลบหลังถือเป็นเรื่องปกติ ขนาดผมที่ไว้ใจไอ้สารเลวเอลริคยังโดนมันแทงด้านหลังเลย
ผมเริ่มมองหาทางหนีทีไล่อย่างลังเลเพราะถ้าพวกเขาหักหลังกันจริง คนนอกแบบผมคงไม่รอด
ทว่าก่อนที่จะถอย เสียงของแบรมก็ตะโกนขึ้น
“อีกนานแค่ไหน!”
“ได้แล้ว! ล่อมันมาใกล้หลุมแรกก็พอ!”
เสียงไซม่อนตะโกนตอบกลับมาจากมุมมืดสักแห่ง
มานาในร่างแบรมระเบิดออกอีกครั้งเส้นสายมานาเกี่ยวพันรอบตัวหนาแน่น เขากระโจนเข้าใส่เจ้าสี่เขา ก่อนจะรัวหมัดอัดอากาศจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง
แม้จะโจมตีไม่โดนแต่ก็สามารถบีบให้แบทเทิลเวอร์เดียร์สี่เขาต้องกระโดดถอยร่นไปจนถึงหลุมใหญ่ใกล้แนวหน้าผาได้สำเร็จ
เมื่อเวอร์เดียร์สี่เขามาถึงแนวหน้าผา จังหวะนั้นผมก็สัมผัสได้ถึงมานาของไซม่อนที่ใต้หน้าผาผมพยายามมองแต่กลับไม่เห็นตัวหรือแม้แต่เส้นสายมานาของเขาเลย
เจ้าสี่เขาที่โดนต้อนคำรามลั่นเขาทั้งสี่กิ่งเปล่งแสงสว่างควบแน่นศรแสงคู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ผมย่อตัวต่ำเตรียมพร้อมพุ่งตัวหลบหากมันถูกยิงมาทางนี้
ทว่าก่อนที่ศรแสงจะถูกปล่อยเงาสายหนึ่งที่บิดเบี้ยวคล้ายหนวดปลาหมึกยักษ์ก็พุ่งพรวดออกจากมุมมืดของหน้าผา
มันรัดพันรอบร่างมหึมาของเวอร์เดียร์สี่เขาแล้วกระชากเต็มแรงจนมันเสียหลัก ศรแสงทั้งสองดอกพุ่งพลาดเป้าทะยานขึ้นฟ้าลับหายไปทันที
เจ้าสี่เขาคำรามเกรี้ยวกราด ก่อจะระเบิดมานาจนตัวส่องแสงพร้อมกับสะบัดเขาทำลายพันธนาการอย่างบ้าคลั่ง
แบรมเห็นสบโอกาสก็พุ่งเข้าคลุกวงในทันที
หมัดทรงพลังประสานกับเงาสีดำที่ผุดขึ้นจากพื้นทำให้เจ้าแบทเทิลเวอร์เดียร์หนีไม่ได้มันจึงต้องจำใจใช้ร่างกายเสริมพลังมานาเข้าปะทะตรงๆ
ผมมองการต่อสู้ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะส่งคลื่นการรับรู้มานาเข้าไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ
เป็นอย่างที่คิดทักษะของไซม่อนน่ากลัวมาก มันไม่ได้แค่มัดร่างเป้าหมายไว้แต่มันกำลังดูดซับมานาของเจ้าสี่เขาออกไปทีละน้อยแล้วถ่ายเททิ้งไปในเงามืดแถวหน้าผา
ทักษะนี้ให้ผลลัพธ์คล้ายกับการสลายเวทของผมแต่เฉียบคมกว่า ตรงที่สลายเวทยังมีโอกาสโดนมานาฝั่งตรงข้ามต่อต้าน
แต่... การดูดซับของไซม่อนคือการลบมานาทิ้งไปถาวร!
นักล่ามานา…สมชื่ออาชีพของเขาจริงๆ หากยื้อเวลาไปเรื่อยๆชายคนนี้จะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
เจ้าแบทเทิลเวอร์เดียร์เริ่มรู้ตัวมันพยายามรวมมวลแสงที่เขาเพื่อใช้ทักษะระเบิดแสงแก้สถานการณ์ทว่าแสงที่รวบรวมกลับไม่เสถียร และแตกสลายไป สาเหตุคงเพราะกระแสมานาถูกแย่งชิงไปนั้นเอง
“ตอนนี้แหละ!”
ไซม่อนตะโกนลั่น
หนวดเงาสีดำจำนวนมหาศาลผุดขึ้นมารุมยึดร่างของเจ้าสี่เขาไว้แน่นหนา
แม้แรงของเจ้าเวอร์เดียร์จะฉีกหนวดเงาขาดไปบ้างแต่ด้วยจำนวนที่มากมายจึงทำให้มันดิ้นไม่หลุด
วินาทีนั้นสายตาของผมเหลือบมองไปที่แบรม...
เส้นสายมานา และม่านพลังสีฟ้าทั่วร่างของเขาถูกดูดไปรวมอยู่ที่หมัดขวาจนส่องแสงเจิดจ้า
อากาศรอบๆบิดเบี้ยวสั่นสะเทือนจากแรงบีบอัดอันมหาศาล
ผมเบิกตากว้างเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่มือข้างนั้น... ทักษะแบบนี้แหละคือสิ่งที่ผมต้องการ!
การบีบอัดมานาให้มีความหนาแน่นสูงมันคือทางออกที่จะทำให้ผมสามารถใช้งานมานามหาศาลในตัวผมได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง!
แบรมคำรามราวกับสัตว์ป่าง้างหมัดแสงสีฟ้าเข้มข้นซัดเข้าใส่ร่างของเวอร์เดียร์สี่เขาเต็มเหนี่ยว
ตู้ม!
มานาระเบิดกึกก้องราวกับปืนใหญ่แรงกระแทกเป่าร่างของแบทเทิลเวอร์เดียร์สี่เขาจนกระจุยหายไปครึ่งตัว
ไม่เพียงเท่านั้นพลังทำลายล้างยังทะลวงหน้าผาหินด้านหลังจนระเบิดกลายเป็นถ้ำตื้นๆ ขึ้นมา
ตัวแบรมเองก็ต้านแรงสะท้อนไม่ไหว เขากระเด็นลอยละลิ่วออกมาเสื้อผ้าฉีกขาด แขนขวามีรอยไหม้เกรียม และมีเลือดไหลอาบฝ่ามือ
โชคดีที่มีหนวดเงาผุดขึ้นมาช่วยพันรับร่างของเขาจึงทำให้เขาลงจอดบนพื้นได้อย่างปลอดภัย
“เล่นแรงไปไหมเขากิ่งหนึ่งหักกระจุยไปแล้วนะ”
ไซม่อนก้าวออกมาจากเงามืดพลางหอบหายใจ
“มีโอกาสทั้งทีก็ขอสะใจไว้ก่อนซิวะ!”
แบรมหัวเราะร่วน
ผมพยักหน้าให้ตนเองเบาๆการต่อสู้ของพวกเลเวล 50 ดุเดือด และอยู่เหนือชั้นกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด
แต่... มันไม่ได้ทำให้ผมท้อแท้เลย มันกลับกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีต่างหาก
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมระบบถึงให้เควสรองบังคับให้ผมไต่ไปให้ถึงเลเวล50 เพราะมันคือขอบเขตใหม่ที่ต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิงนี้เอง
หลังจากจ่าฝูงตายลงก็ถึงเวลาเก็บตกพวกเวอร์เดียร์ที่เหลือ
ทว่าพอผมวิ่งกลับมาที่จุดเดิมก็พบศพเวอร์เดียร์นอนตายเกลื่อนพื้นแล้ว และคนที่ล่าได้มากที่สุดคือไอ้ควายถึกผู้ใช้หมัดล่องหน
มันกำลังหัวเราะร่าราวกับผู้ชนะขณะช่วยลูกหาบตัดเขาเวอร์เดียร์
ผมกำหมัดแน่น... ไม่ได้อิจฉาหรอกนะแต่เสียงหัวเราะมันน่ารำคาญเป็นบ้า เย็นนี้ดักต่อยมันสักหมัดดีไหมเนี่ย?
“ลูกพี่... นี้คือทั้งหมดแล้วใช่ไหมครับ?”
“เออ! หมดแล้ว!”
ผมพูดตัดบทเอมอนที่กำลังขนเขาเวอร์เดียร์10 กิ่งใส่กระเป๋า
ไอ้หมอนี้...จะพูดเสียงดังให้คนอื่นได้ยินทำไมวะเนี่ย!
แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็คงได้หลายสิบเหรียญเงิน ดีกว่าไปนั่งล่าหมูป่าละกัน
กว่าพวกเราจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปช่วงเย็นแล้วท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีพร้อมกลุ่มเมฆดำตั้งเค้ามาแต่ไกล
แบรมมองไปยังกลุ่มเมฆที่กำลังก่อตัวก่อนจะตะโกนออกมา
“คืนนี้เราจะถอนหลับไปตั้งหลักที่เดิม เพราะหากพายุฝนถล่มการเดินป่าลึกจะอันตรายเกินไป”
คนอื่นๆ รวมทั้งผมพยักหน้ารับอย่างเงียบๆไม่มีใครอยากตากฝนในป่าดิบชื้นแบบนี้หรอก
หลังตัดสินใจแล้วพวกเราก็รีบเก็บข้าวของเดินย้อนกลับไปยังจุดพักแรมเดิม ทว่าก้าวขาไปได้ไม่กี่ก้าวเสียงขยับปีกพึ่บพั่บพร้อมเสียงร้องของนกตัวหนึ่งก็ดังแหวกความเงียบขึ้นมา
[เหยี่ยวมายา - เลเวล 40]
ผมขมวดคิ้วแน่นนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นมอนสเตอร์ประเภทนกเลเวลสูงขนาดนี้และสายหนังที่มัดอยู่ตรงขาของมัน ก็ยิ่งทำให้ผมสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ทุกคนกำลังจมอยู่กับความคิดเจ้าเหยี่ยวก็ส่งเสียงร้องทำลายความเงียบขึ้นมาอีกระลอก พร้อมกับแผ่คลื่นมานาจางๆกระจายวูบออกมาแล้วเลือนหายไปทันที
ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นพล่านในหัวของผม... ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน!
ผมไม่รอช้าเร่งมานาอัดทักษะสลายเวทเข้าใส่ตัวเองทันที และผมคิดถูก...มีโครงสร้างมานาประหลาดฝังอยู่ในร่างของผมจริงๆ
เมื่อเปิดใช้สมาธิขั้นสูงจนโลกกลายเป็นสีขาวดำผมก็พบว่านักล่าที่เลเวลต่ำกว่า 40 ทุกคนล้วนมีร่องรอยมานาแบบนี้ติดอยู่
มันให้ความรู้เหมือนตราประทับแบบเดียวกับที่อีกาของโรแลนด์เคยใช้ไม่มีผิด!
ผมรีบสะบัดมือซัดสลายเวทใส่ร่างของเอมอนเพื่อล้างตราประทับทันที
“ลูกพี่... มันเกิดอะไรขึ้น?”
เอมอนถามหน้าตื่น
ทว่าไม่ทันที่ผมจะได้อธิบายเสียงดังสนั่นคล้ายฟ้าร้องก็ระเบิดขึ้นในอากาศ!
ปัง!
พริบตานั้นชายร่างบึกบึนผู้ใช้หมัดล่องหนก็ล้มตึงลงกับพื้น
ศีรษะของเขาถูกเจาะเป็นรูโหว่ขนาดสองนิ้วเลือดและสมองไหลทะลักออกมาทันที!
“ทุกคนหมอบลง!”
แบรมตะโกนก้อง กางม่านพลังครอบทุกคนไว้
“โคลม! ตรวจจับศัตรูเร็ว!”
โคลมเริ่มเปิดใช้งานทักษะตรวจจับของตนทันทีทว่าวินาทีต่อมาโคลมก็หน้าซีดเผือด ก่อนจะกล่าวออกมา
“ไม่มี... ไม่มีสัญญาณมานาเลยครับ!”
ปัง!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เป็นลูกหาบที่ล้มลง หัวของเขาทะลุเป็นรูสองนิ้วเหมือนกันไม่มีผิด
ผมรีบกดหัวเอมอนแนบพื้น พร้อมกับกระจายคลื่นการรับรู้มานาออกไปทันที...
แต่รอบด้านกลับว่างเปล่าไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเลย
ปัง!
เสียงประหลาดดังขึ้นเป็นครั้งที่สามหญิงสาวนักล่าผู้ใช้ธนูเพลิงที่เคยสู้ร่วมกับผมล้มคว่ำลงไปพร้อมรูบนหัว
ผมเก็บทักษะตรวจจับกลับมาทันที...
ผมรู้เรื่องแล้ว!
สิ่งที่โจมตีเข้ามาไม่ใช่มอนสเตอร์แต่มันคือกลุ่มก้อนมานาที่ควบแน่น และพุ่งตรงมาด้วยความเร็วเหนือเสียง
มันรวดเร็วยิ่งกว่าศรแสงของจ่าฝูงเวอร์เดียร์หลายเท่า
และที่สำคัญ... วิถีที่มันถูกยิงมา มีระยะที่ห่างออกไปมากกว่า1 กิโลเมตร หรืออาจจะไกลกว่านั้น เพราะมันเกินขีดจำกัดการรับรู้ของผมไปแล้ว!
โคลมเองก็เริ่มจับสัมผัสได้ใบหน้าของเขาซีดเซียว
“เราถูกซุ่มโจมตี... จากระยะที่... ไกลกว่าสองกิโลเมตรครับ!”
ใบหน้าของแบรมตึงเครียดขึ้นมาจนถึงขีดสุด
“ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนในป่านี้ทำแบบนั้นได้แน่จะมีก็เพียงแค่...”