เฟิงฮวาค่อยๆออกก้าวเดินต่อจนเกือบจะมาถึงหน้าห้องทรงอักษร
องครักษ์ลับเห็นนางก็ได้ส่งสัญญาณเตือนคนในห้องแต่ดูเหมือนจะช้าไปสักเล็กน้อย คนด้านในยังมิทันรู้ตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
‘ปัง ปัง ปัง’
เหล่าองครักษ์ที่อยู่ในห้องพลันสะดุ้งขึ้นหันมองหน้ากันไปมาด้วยอาการร้อนรน
“ข้าเอง…” เสียงของเฟิงฮวาพูดขึ้นที่ด้านนอกจากนั้นนางก็เปิดประตูเข้ามาโดยไม่รอการตอบรับ นี่ถือเป็นปกติวิสัยของนางฝ่าบาทอนุญาตให้นางสามารถเข้าออกได้ทุกที่ที่นางต้องการอยู่แล้ว
ทันทีที่ประตูปิดลงเฟิงฮวาหันมามองเหล่าองครักษ์ และค่อยๆเดินเข้ามาใกล้พวกเขา
นางยิ้มหวานให้กับทุกคนแววตาสดใสประหนึ่งว่าเมื่อสักครู่นางมิได้ยินหรือรับรู้สิ่งใดมาก่อนแต่ใครจะรู้ว่ารอยยิ้มนี้จะเป็นการยิ้มให้พวกเขาครั้งสุดท้าย…และต่อจากนี้นางกับพวกเขาจะมิได้ร่วมทางกันอีก นางตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามทางของนางเสียที
เหล่าบุรุษทั้งหลายต่างยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนพวกเขาเหลือบมองนางเป็นระยะ เหตุใดวันนี้รอยยิ้มของแม่นางกลับทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
มิรู้ว่านางจะได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันก่อนหน้านี้หรือไม่
แต่พวกเขาเองก็มิได้รู้สึกว่ามีคนเข้าใกล้ห้องทรงอักษรแห่งนี้เลยนะอีกอย่างในตอนที่องครักษ์ลับส่งสัญญาณเตือน พวกเขาก็คุยเรื่องของนางจบไปแล้ว
คงจะคิดมากไปเองกระมัง
“เอ่อ แม่นางเฟิง…มา...พอดีเลย…นี่ก็ใกล้...ถึงเวลาแล้ว” เสียงตะกุกตะกักของเจียวหย่งพูดขึ้น
“อืม” เฟิงฮวาตอบรับพลางปรายตาเย็นเยียบไปหาเขาโดยที่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่
นางหันไปสบตาฝ่าบาทชั่วครู่ก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น
“พวกเจ้าหารืออะไรกันอยู่หรือ เชิญคุยต่อเถิด ข้าจะไปคอยทางด้านนั้นมิต้องใส่ใจ” นางชี้ไปยังโต๊ะข้างหน้าต่างตัวหนึ่ง และเดินไปนั่งลงอย่างรวดเร็ว
เหล่าองครักษ์ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนจนมิรู้จะเอ่ยอันใดต่อได้อีกพวกเขาจึงได้แต่ยืนก้มหน้าสงบนิ่ง
“พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะพักผ่อนสักหน่อย”เสียงราบเรียบของฝ่าบาททำให้พวกเขาเหมือนได้รับการปล่อยตัวจากที่คุมขังต่างก็มิรอช้าทำความเคารพแล้วรีบถอยตัวออกไป
ล่วงเข้ายามโฉ่วไปแล้วเฟิงฮวาเห็นว่าฝ่าบาทสบายดีนางจึงลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับไปนอนที่ห้องโดยช่วงเวลาก่อนหน้านี้ นางมิได้พูดจาอันใดกับเขาเลย และในตอนที่กำลังจะออกไปนี้นางก็ยังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม
“ยังมิหายโกรธอีกหรือ” ฝ่าบาทเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของนางที่กำลังจะออกจากห้อง
นางหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าเฉยชาจากนั้นก็ยืนก้มหน้าด้วยอาการสำรวม
“หม่อมฉันมิได้โกรธฝ่าบาทเพคะ”
'เอ๋' สายตาประหลาดใจฉายชัดบนพระพักตร์นางมิเคยพูดจากับเขาแบบนี้มาก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้น
เสมือนรู้ว่าฝ่าบาทกำลังคิดอะไรอยู่นางจึงเอ่ยตอบเขา “เกรงว่าคนสถานะต่ำต้อยอย่างหม่อมฉัน จะล่วงเกินฝ่าบาทมาโดยตลอดจนทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าไม่มีคนในตระกูลคอยอบรมสั่งสอนเพคะ”
ฝ่าบาทได้ยินคำพูดนี้ก็ทราบได้ทันทีว่านางคงจะบังเอิญได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันก่อนที่นางจะมาถึง
“เจ้าอย่าได้ถือสาพวกเขา”
“หม่อมฉันมิมีอันใดต้องถือสาเพคะอีกอย่างเรื่องน่ายินดีคือพระองค์พบวิธีแก้พิษแล้วดังนั้นหม่อมฉันมิจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เลยจะถือโอกาสนี้ทูลลาด้วยเลยเพคะ”
"เจ้าจะทิ้งข้าไปหรือ" สายตาของฝ่าบาทจ้องมองนางอย่างน้อยใจ
เฟิงฮวาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแววตาของนางล้ำลึกเกินกว่าจะมองออกว่าคิดอะไรอยู่
"ชีวิตเป็นของหม่อมฉันเพคะถึงเวลาจะอยู่หรือจะไปหม่อมฉันย่อมเลือกเอง"ใครก็เปลี่ยนการตัดสินใจของนางมิได้
“แล้วถ้าข้า...ขอให้เจ้าอยู่กับข้าในฐานะสตรีผู้หนึ่งเล่า”
เฟิงฮวาเสแสร้งยิ้มให้ฝ่าบาท“พระองค์มีภรรยาอยู่แล้ว หม่อมฉันมิต้องการเป็นอนุภรรยาหรือนางบำเรอของใครหม่อมฉันมีปัญญาหาสามีเป็นของตนเองเพคะ และชายที่จะมาเป็นสามีของหม่อมฉันจะต้องมิเคยแตะต้องมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นมาก่อน” ซึ่งท่านไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้
“ข้าก็มิเคยแตะต้องหญิงใดมาก่อน...”
หาา...สีหน้าเฟิงฮวาตกใจไม่น้อย
แต่...เอ่อ…บุรุษเช่นท่านน่ะหรือจะเป็นไปได้อย่างไร นางไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาด
“แต่พระองค์ก็ยังมีสตรีวังหลังอีกเป็นร้อยเป็นพัน พระองค์จะขับไล่พวกนางออกจากวังไปหมดหรือเพคะต่อให้ทรงทำเช่นนั้น หม่อมฉันก็มิต้องการอยู่ที่นี่อยู่ดี”
ฝ่าบาทเริ่มมีสีหน้าหม่นหมองมากขึ้นแต่เฟิงฮวายังคงกล่าวต่อไป
“อีกอย่างพระองค์อย่าลืมว่าการแก้พิษต้องมีสัมพันธ์กับสตรีพรหมจรรย์พระองค์มิอาจหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นได้อยู่ดีเพคะ”
ความจริงข้อนี้ฝ่าบาทมิอาจเถียงนางได้เลยใช่ จะต้องเป็นครั้งหนึ่งที่เขามีสัมพันธ์กับสตรีที่มิใช่นาง
แววตาปวดร้าวปรากฏบนใบหน้าของเขามิอยากให้นางจากเขาไปเช่นนี้
“หากข้า…ไม่แก้พิษ…เจ้าจะยอมอยู่กับข้าหรือไม่”
เฟิงฮวาสีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึงอีกครั้งนี่ท่านสติเลอะเลือนไปแล้วกระมัง เรื่องมีสัมพันธ์กับสตรีเรื่องง่ายเช่นนี้...ยากนักที่บุรุษจะปฏิเสธ
เฟิงฮวามิได้ตอบคำถามเขาแต่กลับโค้งคำนับให้เขาแทนในจังหวะที่กำลังจะเดินออกไป กลับมีแรงหนึ่งฉุดดึงนางมารั้งไว้ในอ้อมกอดกอดนี้เหมือนจะยาวนาน อันที่จริงกลับสั้นแค่ชั่วครู่เท่านั้น
จนเมื่อเขาปล่อยนางออกมาจ้องมองดวงตาคู่งามด้วยความปวดใจ
‘เจ้าไม่ไปไม่ได้หรือฮวาเอ๋อร์ ชีวิตของข้าจะต้องทนพิษเช่นนี้ก็ช่างปะไรขอแค่ได้อยู่กับเจ้าก็พอ’
แม้จะรับรู้ความรู้สึกของฝ่าบาทแต่แทนที่จะเอ่ยตอบอะไรนางกลับจับใบหน้าของเขาโน้มลงมาเพื่อจูบ จูบลาครั้งสุดท้ายเปลือกตาปิดลงขณะที่ริมฝีปากอุ่นประกบติดกันจูบนี้มิได้มีความเร่าร้อนหากแต่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
หลังจากที่ผละออกจากกันนางก็เดินออกไปจากห้องทันที
ฝ่าบาทนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเช่นนั้นทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่องครักษ์มาขอเข้าเฝ้าผู้ที่ถูกบังคับให้รับหน้าที่นี้ก็คือจิวหรง
ทันทีที่เขาเข้ามาในห้องเขาเองก็ตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นอย่างมาก 'นี่ใช่ฝ่าบาทคนเดิมที่กระหม่อมรู้จักหรือไม่เหตุใดถึงได้รู้สึกหดหู่เศร้าหมองเยี่ยงนี้'
"ฝ่าบาท...มิได้ทรงเข้าบรรทมเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ"จิวหรงทำความเคารพพร้อมกับยื่นจดหมายหนึ่งฉบับให้เขา
เขาค่อยๆเอื้อมมือออกไปรับอย่างหมดหวังไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเป็นของผู้ใด
จดหมายนั้นด้านหน้ามีสัญลักษณ์ของดอกซากุระ...
‘นางจากเขาไปจริงๆแล้วสินะ’
ฝ่าบาทค่อยๆลุกยืนขึ้นขณะที่กำลังจะก้าวเดิน กลับรู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะทรงตัวไหวจิวหรงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยประคองแต่กลับถูกฝ่าบาทยกมือห้ามไว้และโบกมือให้เขาออกไปก่อนสีหน้าลังเลของจิวหรงปรากฏขึ้นแต่ก็ต้องทำตามคำสั่งมิขัดขืน
จนหลังจากที่จิวหรงออกไปแล้วฝ่าบาทจึงค่อยๆทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ประกายน้ำตาเอ่อล้นจากนั้นน้ำตาก็ค่อยๆหยดลงช้าๆน้ำตาที่มิเคยหลั่งเพื่อผู้ใดอีกเลยหลังจากที่พระมารดาสิ้นพระชนม์
ในที่สุดเขาก็มิอาจเหนี่ยวรั้งนางเอาไว้ได้จริงๆ…