โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 45 การจากลา

            เฟิงฮวาค่อยๆออกก้าวเดินต่อจนเกือบจะมาถึงหน้าห้องทรงอักษร

            องครักษ์ลับเห็นนางก็ได้ส่งสัญญาณเตือนคนในห้องแต่ดูเหมือนจะช้าไปสักเล็กน้อย คนด้านในยังมิทันรู้ตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

            ‘ปัง ปัง ปัง’

            เหล่าองครักษ์ที่อยู่ในห้องพลันสะดุ้งขึ้นหันมองหน้ากันไปมาด้วยอาการร้อนรน

            “ข้าเอง…” เสียงของเฟิงฮวาพูดขึ้นที่ด้านนอกจากนั้นนางก็เปิดประตูเข้ามาโดยไม่รอการตอบรับ นี่ถือเป็นปกติวิสัยของนางฝ่าบาทอนุญาตให้นางสามารถเข้าออกได้ทุกที่ที่นางต้องการอยู่แล้ว

            ทันทีที่ประตูปิดลงเฟิงฮวาหันมามองเหล่าองครักษ์ และค่อยๆเดินเข้ามาใกล้พวกเขา

            นางยิ้มหวานให้กับทุกคนแววตาสดใสประหนึ่งว่าเมื่อสักครู่นางมิได้ยินหรือรับรู้สิ่งใดมาก่อนแต่ใครจะรู้ว่ารอยยิ้มนี้จะเป็นการยิ้มให้พวกเขาครั้งสุดท้าย…และต่อจากนี้นางกับพวกเขาจะมิได้ร่วมทางกันอีก นางตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามทางของนางเสียที

            เหล่าบุรุษทั้งหลายต่างยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนพวกเขาเหลือบมองนางเป็นระยะ เหตุใดวันนี้รอยยิ้มของแม่นางกลับทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก

            มิรู้ว่านางจะได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันก่อนหน้านี้หรือไม่

            แต่พวกเขาเองก็มิได้รู้สึกว่ามีคนเข้าใกล้ห้องทรงอักษรแห่งนี้เลยนะอีกอย่างในตอนที่องครักษ์ลับส่งสัญญาณเตือน พวกเขาก็คุยเรื่องของนางจบไปแล้ว

            คงจะคิดมากไปเองกระมัง

            “เอ่อ แม่นางเฟิง…มา...พอดีเลย…นี่ก็ใกล้...ถึงเวลาแล้ว” เสียงตะกุกตะกักของเจียวหย่งพูดขึ้น

            “อืม” เฟิงฮวาตอบรับพลางปรายตาเย็นเยียบไปหาเขาโดยที่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่

            นางหันไปสบตาฝ่าบาทชั่วครู่ก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น

            “พวกเจ้าหารืออะไรกันอยู่หรือ เชิญคุยต่อเถิด ข้าจะไปคอยทางด้านนั้นมิต้องใส่ใจ” นางชี้ไปยังโต๊ะข้างหน้าต่างตัวหนึ่ง และเดินไปนั่งลงอย่างรวดเร็ว

            เหล่าองครักษ์ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนจนมิรู้จะเอ่ยอันใดต่อได้อีกพวกเขาจึงได้แต่ยืนก้มหน้าสงบนิ่ง

            “พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะพักผ่อนสักหน่อย”เสียงราบเรียบของฝ่าบาททำให้พวกเขาเหมือนได้รับการปล่อยตัวจากที่คุมขังต่างก็มิรอช้าทำความเคารพแล้วรีบถอยตัวออกไป

            ล่วงเข้ายามโฉ่วไปแล้วเฟิงฮวาเห็นว่าฝ่าบาทสบายดีนางจึงลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับไปนอนที่ห้องโดยช่วงเวลาก่อนหน้านี้ นางมิได้พูดจาอันใดกับเขาเลย และในตอนที่กำลังจะออกไปนี้นางก็ยังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม

     

            “ยังมิหายโกรธอีกหรือ” ฝ่าบาทเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของนางที่กำลังจะออกจากห้อง

            นางหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าเฉยชาจากนั้นก็ยืนก้มหน้าด้วยอาการสำรวม

            “หม่อมฉันมิได้โกรธฝ่าบาทเพคะ” 

            'เอ๋' สายตาประหลาดใจฉายชัดบนพระพักตร์นางมิเคยพูดจากับเขาแบบนี้มาก่อน นี่มันเกิดอะไรขึ้น

            เสมือนรู้ว่าฝ่าบาทกำลังคิดอะไรอยู่นางจึงเอ่ยตอบเขา “เกรงว่าคนสถานะต่ำต้อยอย่างหม่อมฉัน จะล่วงเกินฝ่าบาทมาโดยตลอดจนทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าไม่มีคนในตระกูลคอยอบรมสั่งสอนเพคะ”

            ฝ่าบาทได้ยินคำพูดนี้ก็ทราบได้ทันทีว่านางคงจะบังเอิญได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันก่อนที่นางจะมาถึง

            “เจ้าอย่าได้ถือสาพวกเขา” 

            “หม่อมฉันมิมีอันใดต้องถือสาเพคะอีกอย่างเรื่องน่ายินดีคือพระองค์พบวิธีแก้พิษแล้วดังนั้นหม่อมฉันมิจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เลยจะถือโอกาสนี้ทูลลาด้วยเลยเพคะ”

            "เจ้าจะทิ้งข้าไปหรือ" สายตาของฝ่าบาทจ้องมองนางอย่างน้อยใจ

            เฟิงฮวาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแววตาของนางล้ำลึกเกินกว่าจะมองออกว่าคิดอะไรอยู่

            "ชีวิตเป็นของหม่อมฉันเพคะถึงเวลาจะอยู่หรือจะไปหม่อมฉันย่อมเลือกเอง"ใครก็เปลี่ยนการตัดสินใจของนางมิได้

            “แล้วถ้าข้า...ขอให้เจ้าอยู่กับข้าในฐานะสตรีผู้หนึ่งเล่า”

     

            เฟิงฮวาเสแสร้งยิ้มให้ฝ่าบาท“พระองค์มีภรรยาอยู่แล้ว หม่อมฉันมิต้องการเป็นอนุภรรยาหรือนางบำเรอของใครหม่อมฉันมีปัญญาหาสามีเป็นของตนเองเพคะ และชายที่จะมาเป็นสามีของหม่อมฉันจะต้องมิเคยแตะต้องมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นมาก่อน” ซึ่งท่านไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้

            “ข้าก็มิเคยแตะต้องหญิงใดมาก่อน...”

     

            หาา...สีหน้าเฟิงฮวาตกใจไม่น้อย

            แต่...เอ่อ…บุรุษเช่นท่านน่ะหรือจะเป็นไปได้อย่างไร นางไม่เชื่อ ไม่เชื่อเด็ดขาด

     

            “แต่พระองค์ก็ยังมีสตรีวังหลังอีกเป็นร้อยเป็นพัน พระองค์จะขับไล่พวกนางออกจากวังไปหมดหรือเพคะต่อให้ทรงทำเช่นนั้น หม่อมฉันก็มิต้องการอยู่ที่นี่อยู่ดี”

            ฝ่าบาทเริ่มมีสีหน้าหม่นหมองมากขึ้นแต่เฟิงฮวายังคงกล่าวต่อไป

            “อีกอย่างพระองค์อย่าลืมว่าการแก้พิษต้องมีสัมพันธ์กับสตรีพรหมจรรย์พระองค์มิอาจหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นได้อยู่ดีเพคะ”

            ความจริงข้อนี้ฝ่าบาทมิอาจเถียงนางได้เลยใช่ จะต้องเป็นครั้งหนึ่งที่เขามีสัมพันธ์กับสตรีที่มิใช่นาง

            แววตาปวดร้าวปรากฏบนใบหน้าของเขามิอยากให้นางจากเขาไปเช่นนี้

            “หากข้า…ไม่แก้พิษ…เจ้าจะยอมอยู่กับข้าหรือไม่”

            เฟิงฮวาสีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึงอีกครั้งนี่ท่านสติเลอะเลือนไปแล้วกระมัง เรื่องมีสัมพันธ์กับสตรีเรื่องง่ายเช่นนี้...ยากนักที่บุรุษจะปฏิเสธ

     

            เฟิงฮวามิได้ตอบคำถามเขาแต่กลับโค้งคำนับให้เขาแทนในจังหวะที่กำลังจะเดินออกไป กลับมีแรงหนึ่งฉุดดึงนางมารั้งไว้ในอ้อมกอดกอดนี้เหมือนจะยาวนาน อันที่จริงกลับสั้นแค่ชั่วครู่เท่านั้น

            จนเมื่อเขาปล่อยนางออกมาจ้องมองดวงตาคู่งามด้วยความปวดใจ

            ‘เจ้าไม่ไปไม่ได้หรือฮวาเอ๋อร์ ชีวิตของข้าจะต้องทนพิษเช่นนี้ก็ช่างปะไรขอแค่ได้อยู่กับเจ้าก็พอ’

            แม้จะรับรู้ความรู้สึกของฝ่าบาทแต่แทนที่จะเอ่ยตอบอะไรนางกลับจับใบหน้าของเขาโน้มลงมาเพื่อจูบ จูบลาครั้งสุดท้ายเปลือกตาปิดลงขณะที่ริมฝีปากอุ่นประกบติดกันจูบนี้มิได้มีความเร่าร้อนหากแต่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

            หลังจากที่ผละออกจากกันนางก็เดินออกไปจากห้องทันที

     

            ฝ่าบาทนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเช่นนั้นทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่องครักษ์มาขอเข้าเฝ้าผู้ที่ถูกบังคับให้รับหน้าที่นี้ก็คือจิวหรง

            ทันทีที่เขาเข้ามาในห้องเขาเองก็ตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นอย่างมาก 'นี่ใช่ฝ่าบาทคนเดิมที่กระหม่อมรู้จักหรือไม่เหตุใดถึงได้รู้สึกหดหู่เศร้าหมองเยี่ยงนี้'

            "ฝ่าบาท...มิได้ทรงเข้าบรรทมเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ"จิวหรงทำความเคารพพร้อมกับยื่นจดหมายหนึ่งฉบับให้เขา

            เขาค่อยๆเอื้อมมือออกไปรับอย่างหมดหวังไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเป็นของผู้ใด

            จดหมายนั้นด้านหน้ามีสัญลักษณ์ของดอกซากุระ...

            ‘นางจากเขาไปจริงๆแล้วสินะ’

     

            ฝ่าบาทค่อยๆลุกยืนขึ้นขณะที่กำลังจะก้าวเดิน กลับรู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะทรงตัวไหวจิวหรงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยประคองแต่กลับถูกฝ่าบาทยกมือห้ามไว้และโบกมือให้เขาออกไปก่อนสีหน้าลังเลของจิวหรงปรากฏขึ้นแต่ก็ต้องทำตามคำสั่งมิขัดขืน

            จนหลังจากที่จิวหรงออกไปแล้วฝ่าบาทจึงค่อยๆทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ประกายน้ำตาเอ่อล้นจากนั้นน้ำตาก็ค่อยๆหยดลงช้าๆน้ำตาที่มิเคยหลั่งเพื่อผู้ใดอีกเลยหลังจากที่พระมารดาสิ้นพระชนม์

            ในที่สุดเขาก็มิอาจเหนี่ยวรั้งนางเอาไว้ได้จริงๆ…