นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 71 เจ้าอยู่ฝั่งใดกันแน่?

            ตอนที่ 71 เจ้าอยู่ฝั่งใดกันแน่

             

             

            องค์หญิงไพลินอ้าปากค้างอย่างไม่เก็บอาการ เธอจ้องมองไปที่คีตาที่เลียหน้าของนิทานอย่างอ่อนโยน มุมปากของเธอสั่นริก ๆ หากเธอเข้าใจไม่ผิด สัตว์ป่าธรรมดา ๆ ตัวนี้พึ่งจะสังหารสัตว์อสูรระดับกึ่งนักสลักโทในการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง

             

            เธอยังเป็นเพียงแรกเกิด จิตสัมผัสของเธอจึงยังไม่เฉียบคมนัก แต่เธอก็พอเดาได้ว่าคีตาอย่างน้อย ๆ ต้องอยู่ในระดับผู้เรียนรู้ หากจำนวนกี่คำนั้นเธอไม่อาจทราบ

             

            ถึงยังไงมันก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี! สัตว์ป่าธรรมดา ๆ ไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านศักยภาพร่างกายอันมหาศาลหรือความสามารถจากสายพันธุ์เฉกเช่นเดียวกันกับสัตว์อสูร เทียบกับมนุษย์ส่วนใหญ่ที่มีความสามารถทางด้านจิตวิญญาณสูงกว่าแล้วสัตว์ป่าธรรมดา ๆ ยังด้อยกว่าด้วยซ้ำไป

             

            เรียกได้ว่าเป็นข้อเสียเปรียบทางสายพันธุ์แต่กำเนิด หากคีตากลับเอาชนะสัตว์อสูรตนนั้นได้!

             

            องค์หญิงไพลินเคยเห็นสัตว์อสูรที่ดูไม่โดดเด่นหากสามารถชนะสัตว์อสูรตัวอื่นได้อย่างราบคาบมาแล้ว ยิ่งเป็นสัตว์อสูรที่มีมนุษย์คู่หูยิ่งไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นตกใจ แม้จะหายากแต่ก็ยังพบได้เรื่อยไป

             

            คาซาและเรนเป็นหนึ่งในนั้น เรนเป็นสัตว์อสูรตัวหนึ่ง แม้ระดับจะอยู่ในระดับผู้เรียนรู้เช่นเดียวกันหากความสามารถส่วนตัวกลับไม่สูงมากถึงขนาดนั้น แต่เมื่ออยู่รวมกับผู้ฝึกสัตว์อย่างคาซาด้วยแล้ว ความสามารถของเรนจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น เหนือล้ำกว่าสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไป

             

            ผู้ฝึกสัตว์และสัตว์อสูรคู่หูจึงเป็นวิถีทางหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า หากก็ไม่ข้ามระดับบ้าบอเฉกเช่นเดียวกันกับนิทานและคีตา!

             

            คาซาและเรนอย่างมากสมควรสู้กับผู้เรียนรู้ระดับเดียวกันทั่วไป ๆ สองถึงสามคนพร้อมกันได้ หากเจอผู้มากประสบการณ์อย่างนภาหรือกีออนก็ยากจะกล่าว หากสู้สุดตัวโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันอาจพอต้านทานนักสลักเอกได้บ้าง แน่นอนว่าเป็นการตัดสินโดยไม่มีสมบัติมาเกี่ยวข้อง

             

            ตอนที่องค์หญิงไพลินได้ข่าวกรองเรื่องที่นิทานสามารถสังหารนักสลักเอกได้แม้จะเป็นการลอบโจมตีนั้นเธอก็ประทับใจมากแล้ว ยิ่งในงานเลี้ยงที่เขาสามารถสยบนักสลักเอกได้ยิ่งทำให้เธอคาดไว้ว่าความสามารถในการต่อสู้ของนิทานสมควรอยู่ในระดับนักสลักเอก และสามารถเอาชนะนักสลักเอกได้เป็นอย่างมาก

             

            ถึงอย่างไรเธอก็ไม่โง่พอจะไม่ทันสังเกตท่าทางอ่อนล้าของนิทานในตอนนั้น

             

            หากตอนนี้เธอกลับต้องประเมินเขาใหม่ทั้งหมด นิทานสังหารสัตว์อสูรระดับกึ่งนักสลักโทได้ด้วยการโจมตีในทีเดียว เรื่องนี้เธอยังพอทำใจรับได้ จะอย่างไรตอนนั้นนิทานก็อยู่บนหลังคีตา อาจจะมีคำแห่งพลังที่เกื้อหนุนกันในฐานะผู้ฝึกสัตว์ บวกกับท่าโจมตีนั้นสมควรใช้สมบัติจำนวนมากเข้าช่วย อย่างถุงมือสายฟ้านั่นหรือหอกที่โจมตีได้อย่างรุนแรง ของพวกนั้นสมควรเป็นสมบัติชั้นสูง ยิ่งหลังจากการโจมตีครั้งนั้นนิทานถึงกับนอนเป็นผัก นั่นสมควรเป็นท่าโจมตีที่เขาใช้ได้เพียงครั้งเดียว

             

            หากสิ่งที่คีตาทำกลับน่าประหลาดใจกว่านั้นเยอะ!

             

            คีตาเข้าต่อสู้เพียงตัวเดียว เธอไม่แน่ใจว่ามันได้รับการสนับสนุนจากนิทานมั้ย หากดูจากสภาพของนิทานแล้ว มันสมควรไม่ได้รับการส่งเสริมใด ๆ แม้จะอยู่ในสถานะที่มันต้องต่อสู้เพียงตัวเดียว มันกลับสามารถเข้าประชันกับสัตว์อสูรตัวนั้นได้อย่างสูสี ไม่แพ้ทั้งด้านพละกำลังหรือความเร็ว ยิ่งความเร็วดูเหมือนจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ

             

            และที่สำคัญที่สุด มันสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นได้! องค์หญิงไพลินดวงหน้าสั่นเทา พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้เรียนรู้แน่นอน เธอยืนยันได้ แม้แต่ผู้พันลาลันตาก็ยืนยันเช่นนั้น หากความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาสมควรอยู่ในระดับนักสลักโท!

             

            ยิ่งถ้าร่วมมือกัน อาจจะสูงกว่านั้นเสียอีก!

             

            องค์หญิงไพลินพลันนึกถึงคำพูดของผู้พันลาลันตา

             

            'กระหม่อมมั่นใจว่าเขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นพลังหลักให้แก่องค์หญิง พร้อมทั้งพาองค์หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์'

             

            ในตอนนั้นแม้เธอจะคาดหวังแต่เธอก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไร เหตุผลหลักที่เธออยากสนิทกับนิทานเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าเขากับเธอคล้ายคลึงกันมากกว่า หากเวลานี้เธอเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ที่ผู้พันลาลันตากล่าวถึงแล้ว

             

            ท่ามกลางห้วงอารมณ์อันปั่นป่วนขององค์หญิงไพลิน คนที่สับสนยิ่งกว่ากลับเป็นตัวนิทานเอง

             

            คีตามันเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย นิทานเก็บสีหน้า ไม่เผยพิรุธใด หากในใจสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว

             

            ยิ่งการโจมตีสุดท้ายนั่น วัชระดาวตกไม่ใช่เหรอ?

             

            มันใช้ได้โดยที่ไม่ต้องมีหอกกับถุงมือหนังต่อไฟฟ้าเลยเนี่ยนะ แล้วเราต้องคอยซื้อหอกอย่างดีเล่มละตั้ง2000ไกอา… นิทานบ่นอุบ

             

            ไม่ ไม่ ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องเงิน คีตาทำได้ยังไง?

             

            หรือเพราะรอยแตกร้าวในท้องฟ้าทิศเหนือในห้วงจิตของคีตา? ถ้าจำไม่ผิดทิศนั้นน่าจะสลักคำแห่งพลัง นิทาน วงจันทราไว้

             

            หมายความว่าคีตาเข้าใจคำแห่งพลังถ่องแท้แล้ว? ไม่สิ น่าจะเข้าใกล้มาก ๆ แล้วมากกว่า ท้องฟ้าถึงได้มีรอยร้าวมากขนาดนั้น

             

            อัจฉริยะชัด ๆ คีตาพึ่งจะหกขวบเองนะ ความภาคภูมิใจเอ่อล้นขึ้นในดวงตาของนิทาน เขาพยายามสุดชีวิตที่จะกลั้นรอยยิ้มของตนไว้ไม่ให้หลุดออกไป เขาอยากจะอวดเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟังแต่เขาทำไม่ได้ จึงได้แต่เก็บความดีใจไว้ในอก

             

            เก่งที่สุด คีตาเก่งที่สุด! นิทานส่งกระแสจิตไปให้คีตาพลางลูบหัวมันอย่างลิงโลด เขาพยายามลุกขึ้นไปกอดมันหากเพราะอาการล้าจึงได้แต่ลูบหัวมันไปมา

             

            คีตาส่ายหางไปมาอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ในเมื่อนิทานมีความสุข มันก็มีความสุข

             

            “โฮ่ง!”

            คีตาสุดยอด คีตาสุดยอด!

             

            “หากดีใจจนเกินพอแล้วเจ้าตอบคำถามเรามาสักข้อ” เสียงอันเยียบเย็นดังขึ้นจากบนท้องฟ้า สตรีวัยกลางคนผู้นี้ยามนี้กลับเข้าสู่ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์อีกครั้ง

             

            “ท่านป้า นิทานและคีตาอ่อนล้ามากเกินไป ไพลินคิดว่ายังไม่..” องค์หญิงไพลินสะบัดหน้าตั้งสติ

             

            “ไพลิน ข้าจะถือว่าคำขอข้อแรกของเจ้าเป็นโมฆะ แต่หน้าที่หลักของข้ายังคงเป็นการปกป้องชีวิตเจ้า” สตรีบนท้องฟ้าตอบ แม้น้ำเสียงจะดุดันและเข้มงวดแต่ภายในนั้นนิทานสัมผัสได้ถึงความรักที่เธอมอบให้แก่ไพลิน

             

            นิทานฝืนลุกยืนขึ้น เมื่อเขาไม่จำเป็นต้องแบ่งพลังให้คีตาแล้วและมีคีตาช่วยประคอง เขาจึงพอลุกขึ้นได้

             

            นิทานคำนับอย่างนอบน้อม รอคอยคำถามและการตัดสินจากสตรีตรงหน้า

             

            “ข้าไม่คิดยุ่งเรื่องของผู้เยาว์เช่นเจ้า ในมหาทวีปอันกว้างใหญ่นี้ ยังมีผู้เรียนรู้อีกมากที่สามารถสังหารนักสลักได้ เจ้าอย่าลำพองใจโดยง่าย” เธอพูดเรียบนิ่ง

             

            “ผู้น้อยจะจดจำไว้” นิทานก้มหน้า เขารู้ดีว่าที่เธอพูดนั้นถูกต้อง มหาทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่จนเกินไป อัจฉริยะเช่นเขาย่อมไม่ได้มีเพียงหนึ่ง

             

            “แต่เจ้าจงอย่าได้ดูแคลนตัวเองเช่นกัน ความสามารถของเจ้าสูงส่งกว่าคนในวัยเดียวกันนัก เป็นยอดอ่อนที่ควรค่าแก่การชื่นชม” แม้น้ำเสียงจะยังเรียบนิ่ง หากองค์หญิงไพลินสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจ เธอยิ้มเบาบางพลางมองไปที่ร่างอันสะบักสะบอมของทั้งคู่

             

            “อริยะผู้สูงส่งประเมินสูงไปแล้ว ผู้น้อยมิกล้ารับคำชมเช่นนั้น” นิทานคำนับตอบ

             

            “สิ่งที่ข้าอยากรู้มีเพียงสิ่งเดียว” จากบรรยากาศที่ดูอ่อนโยนลงบ้างแล้ว สิ้นประโยคนี้ แรงกดดันหนาหนักก็กดทับนิทานลงมาอีกครั้ง คลื่นพลังผันผวนรุนแรงแพร่กระจายออกมาจากตัวอริยะผู้นี้ นิทานรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นในร่าง ร่างกายโซเซทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น

             

            นิทานสูดลมหายใจลึก เขาฝืนประคองร่างให้ยืนตรงด้วยความช่วยเหลือของคีตา คีตาเวลานี้นัยน์ตาปรากฏความดุร้ายอีกครั้ง มันจดจ้องไปที่สตรีวัยกลางคนอย่างเยียบเย็น ราวกับว่าหากเธอลงมือ มันก็ยินยอมแลกชีวิตดูสักครา

             

            องค์หญิงไพลินพยายามจะเอ่ยปากห้าม หากสายตาคมกริบของท่านป้าก็ทำให้เธอพูดไม่ออก เธอได้เพียงแต่จับจ้องบทสนทนาระหว่างทั้งสอง

             

            “เจ้าอยู่ฝั่งใดกันแน่?” เสียงอันแข็งกร้าวกดทับร่างของนิทาน เขารู้สึกเหมือนเขาได้ยินเสียงกระดูกของตนเองแตกร้าวภายใต้แรงกดดันอันหนาหนักนี้

             

            นิทานยืดร่างขึ้น หัวที่คำนับลงเวลานี้ยืดขึ้นสบตากับสตรีบนท้องฟ้าอย่างไม่เกรงกลัว ลำคอและทั่วร่างสั่นระริก แค่เพียงการกระทำง่าย ๆ แค่นี้ถึงกับสูบกลืนพลังของเขาจนเหือดแห้ง

             

            “ผู้น้อยไม่ได้อยู่ฝั่งไหนทั้งนั้น” นิทานกัดฟันพูด สตรีวัยกลางคนตรงหน้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ส่วนองค์หญิงไพลินที่ฟังอยู่กลับเหม่อลอย เธอรู้สึกเหมือนโดนบางสิ่งปะทะเข้าห้วงจิตอย่างรุนแรง

             

            คำพูดของนิทานก้องอยู่ในดวงจิตของเธอ เธอกะพริบตาน้อย ๆ จับจ้องไปยังใบหน้าที่ไร้การหลอกลวงโดยสิ้นเชิงของนิทาน

             

            แม้เธอจะพึ่งรู้จักและได้สนิทสนมกับนิทานเป็นเวลาไม่นาน แต่เธอก็รู้สึกจากใจจริงว่าเขาเป็นเพื่อน

             

            เธอคงมิอาจบากหน้าไปขอให้เขาช่วยเหลือเธอในด้านการเมือง เธอรู้อยู่แล้วว่าเหตุผลหลักที่นิทานเข้าร่วมกับเธอเป็นเพราะผู้พันลาลันตา แม้แต่ยามที่เขาและเธอพบเจอกันเป็นครั้งแรกก็เพราะผู้พันลาลันตาบังคับพาเขามา

             

            นิทานไม่เคยต้องการเข้าร่วมหมากกระดานนี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

             

            แม้เธอจะรู้อยู่เต็มอก แต่ในใจลึก ๆ เธอก็แอบคาดหวังไม่ได้ แอบคาดหวังว่านิทานจะเห็นเธอเป็นเพื่อนจากใจจริงเช่นกัน

             

            และเพื่อน ย่อมต้องช่วยเพื่อน ไม่สิ เธออาจจะคาดหวังกับคำว่าเพื่อนมากเกินไป

             

            เพียงนิทานเต็มใจสนับสนุนเธอ อยู่ฝั่งเดียวกับเธอ ก็เพียงพอแล้ว

             

            เธอเพียงปรารถนาลึก ๆ ในฐานะผู้ไร้ความสามารถ ไร้พรสวรรค์ หากอัจฉริยะเช่นเขาจะยอมรับเธอบ้าง เห็นคุณค่าของเธอ ไม่ใช่ในฐานะองค์หญิง แต่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง มองเธออย่างเท่าเทียมกันบ้างก็คงดี

             

            จากที่เธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับเขามา เธอเชื่ออยู่ในอก ว่าเขาก็คงเห็นเธอเป็นสหายเช่นเดียวกัน  ว่าเขาต้องเป็นเพื่อนของเธอ ว่าเขาอยู่ฝั่งเดียวกับเธอ

             

            แต่คำตอบของนิทานพลันทำให้องค์หญิงไพลินรู้สึกราวกับเธอกลับไปเป็นเพียงเด็กหญิงไร้เดียงสาที่ถูกผู้ใหญ่คนแล้วคนเล่าหลอกลวงในวัยเด็กอีกครั้ง

             

            คนที่เธอยอมรับว่าเป็นเพื่อนของเธอจากใจจริง 

             

            ไม่ได้อยู่ข้างเธอ

             

            องค์หญิงไพลินก้มหน้าต่ำ แม้เธอจะรู้สึกเจ็บปวด หางดวงตารู้สึกถึงความร้อนชื้น หากเธอเลือกที่จะกัดฟันแน่น สองมือกำเป็นหมัดอย่างแรงจนมือกลายเป็นซีดขาว กล้ำกลืนความรู้สึกขมขื่นนี้ลงไป

             

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนที่เธอเรียกว่าเพื่อนทรยศเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดไปเองว่าอีกฝั่งยืนอยู่เคียงข้างเธอ และไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องกล้ำกลืนความผิดหวังนี้ไว้ 

             

            เธอไม่อาจแม้แต่จะกล่าวโทษหรือโกรธนิทานได้ด้วยซ้ำ เธอรู้ดีว่านิทานไม่ผิดเลยด้วยซ้ำหากเขาเลือกจะไม่ไว้ใจหรือมองเธอที่พึ่งรู้จักกันไม่นานว่าบกพร่อง

             

            จะอย่างไรเธอก็ไร้พลัง ได้เพียงพึ่งพาคนอื่นและสมบัติอื่น ๆ อยู่เรื่อยไป

             

            สตรีวัยกลางคนขมวดคิ้ว แรงกดดันที่เธอปลดปล่อยออกมาพลันหนักอึ้งขึ้นไปอีกระดับ บรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยว ราวกับห้วงมิติรอบ ๆ สตรีผู้นั้นกำลังจะฉีกขาดออก

             

            เธอกำลังจะเอ่ยปาก หากนิทานกลับขัดขึ้นก่อน

             

            “แต่ผู้น้อยรักประเทศนี้ หลังจากที่บิดามารดาผู้น้อยเสีย ถ้าไม่ใช่เพราะการสนับสนุนจากอาณาจักร ผู้น้อยก็คงไม่อาจเติบโตได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยงานของประเทศที่ยินดีรับผู้น้อยเข้าทำงาน ผู้น้อยก็คงไม่อาจมีชีวิตที่ดีเฉกเช่นวันนี้ ไม่สามารถเลี้ยงดูคีตาได้” นิทานพูดต่อ ท่ามกลางแรงกดดันจากพลัง นิทานจ้องมองสตรีวัยกลางคนด้วยสายตาแหลมคม

             

            “ผู้น้อยได้รู้จักกับผู้คนที่ดีมากมาย ผู้น้อยอาจไม่ได้สนิทใจกับทุกคน หากยังสำนึกขอบคุณทุกคนที่มอบให้แต่ความปรารถนาดี คีตาและผู้น้อยจึงยังสามารถยิ้มได้อยู่ในทุกวัน” นิทานฝืนแรงกดดัน หันไปมองคีตาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

             

            “หน่วยลาดตระเวนสาขาเมืองศิลาลัย หัวหน้าสิงค์ พี่ภู หน่วยพิทักษ์เมือง ผู้พันลาลันตา หน่วยสาม หัวหน้าเมย์ นภา กีออน คาซา คุณเตวัน ตระกูลอุทุมพร อินจันทร์และไพลิน ผู้น้อยรู้สึกขอบคุณทุกคนอยู่ในทุก ๆ วัน” นิทานพูดรัวเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาเปล่งประกายยิ่งกว่าเวลาใด ๆ เหงื่อเม็ดโตมากมายไหลย้อยตามใบหน้า

             

            “เพราะงั้น หากจะให้เลือกคนผู้หนึ่งขึ้นปกครองอาณาจักรนี้ ผู้น้อยต้องการคนที่สามารถรักษาความอบอุ่นในอาณาจักรนี้ไว้ได้ ไม่ใช่ผู้ที่ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงที่จะนำพาอาณาจักรไปสู่ไฟแห่งสงคราม”


            “ผู้ที่รักในประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่อำนาจและความมั่งคั่ง” 


            “ผู้ที่สาดแสงแรงกล้าเป็นความหวังให้แก่อาณาจักร ไม่ใช่ผู้ที่เผาผลาญอาณาจักรด้วยความเห็นแก่ตัว” 


            “ผู้ที่เป็นดั่งเปลวไฟในความมืดที่จะคอยปกปักอาณาจักรนี้และแผดเผาทุกความชั่วร้ายในอาณาจักร ไม่ใช่ผู้ที่ใช้อาณาจักรนี้เป็นบันไดสู่ความสำเร็จของตน” นิทานหอบอย่างหนักหน่วง แต่การหอบนั้นไม่อาจห้ามอารมณ์ในน้ำเสียงของเขาได้เลย

             

            เขาเคยพบองค์ชายจันทรกานต์เพียงชั่วสั้น ๆ และเขายังไม่เคยพบองค์ชายหนึ่ง หากจากนโยบายและชื่อเสียงต่าง ๆ รวมถึงผลงานของทั้งสอง นิทานก็พอจะคาดเดาภาพของคนทั้งสองได้แล้ว

             

            ที่สำคัญยิ่งกว่า เขาไม่จำเป็นต้องพบใครอีก เพราะเพียงเวลาที่ได้รู้จักกันมา ถึงจะสั้น ๆ เพียงไม่ถึง 2เดือนดี แต่การกระทำและนิสัยของเธอก็ทำให้นิทานมั่นใจได้อย่างเต็มที่ นี่คือคำตอบที่ออกมาจากใจ

             

            คีตานัยน์ตาส่องประกายเจิดจ้า มันส่งพลังทั้งหมดให้นิทาน เพื่อให้เขาลุกขึ้นยืน จ้องมองตรงไปที่สตรีผู้นั้น ท่ามกลางพลังอันมหาศาล หนึ่งคนหนึ่งสุนัขยืนหยัดเอ่ยปากต่อคำกับอริยะผู้สูงส่ง

             

            นิทานหันหน้าออกจากอริยะบนท้องฟ้า เขามองมาทางองค์หญิงไพลิน นัยน์ตาสีชมพูที่สั่นเครือนั้นพลันสบตากับนัยน์ตาสีน้ำเงิน

             

            ยิ่งเขาอยู่กับเธอมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรับรู้ว่าสตรีร่างเล็กคนนี้แข็งแกร่งเพียงไร เลิศล้ำเพียงไร และคู่ควรเพียงไร ไม่ทราบว่ากี่ครั้งแล้วที่เขาชื่นชมเธอ

             

            นิทานยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาหันกลับไปมองสตรีวัยกลางคน นิทานไม่ทันเห็นหยาดน้ำสีใสเม็ดเล็กที่เอ่อล้นขึ้นมาจากดวงตาทั้งสองของเธอ

             

            เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปรากฏความสงสัยใด ๆ

             

            “และในสายตาผู้น้อย คนผู้นั้นเป็นได้แค่ไพลินเท่านั้น” นิทานพูดดังกึกก้อง ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความจริงใจของเขาทะลุลงไปในส่วนลึกที่สุดในจิตใจอย่างแม่นยำ

             

            เมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นนี้ได้ฝังลงไปในจิตใจขององค์หญิงไพลิน ยอดอ่อนแห่งความศรัทธาในตนกำลังเบ่งบาน และไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าถ้อยคำเล็ก ๆ เพียงนี้จะเป็นบ่อเกิดแห่งพลังอันมากมายเพียงใดให้แก่องค์หญิงไพลิน

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน