พัดผ่านรัก [ พู่ไหม ]

    บทที่ 7 [ 2 ]

    “ทำไมเข้ามาช้านักล่ะฮ้าน้องพัด”


                    ผู้ถูกเรียกชื่อยิ้มเนือยๆสีหน้าบอกถึงความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรายตามาทางวาตีแล้วเผยยิ้มที่กว้างขึ้นพร้อมกับตอบคำถาม “ช้าเพราะว่าพวกนักข่าวสิครับรั้งตัวผมเอาไว้ แต่ละคำถามแทบจะไม่เกี่ยวกับสินค้าที่เปิดตัวสักนิดแต่ละคนมุ่งแต่จะถามเ๱ื่๵๹พวกนั้น”


                    ชายหนุ่มก้าวไปหย่อนก้นลงบนโซฟาตัวยาวพลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยระอา ไม่มีเค้าที่ยิ้มแย้มตอนอยู่บนเวทีหลงเหลือ


                    “อดทนหน่อยสิฮ้า จะโด่งดังมีชื่อเสียงได้มันก็ต้องฝ่าฟันกันทั้งนั้นแหละ อย่างน้องพัดน่ะถือว่ากำลังก้าวไปได้สวยไม่ต้องขึ้นบันไดทีละขั้นเหมือนคนอื่นเขา...แค่ไม่กี่งานก็ดังชั่วข้ามคืนก้าวทีละสองสามขั้น สบายจะตาย”


                    วาตีซึ่งยืนนิ่งฟังคนทั้งคู่สนทนากันได้ยินคำพูดกรอกหูของเอบี ก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาดื้อๆ จึงโพล่งขึ้นกลางปล้องว่า “แต่การก้าวไปทีละหลายขั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะก้าวไปอย่างมั่นคงนะคะ แถมยิ่งก้าวไปอยู่บันไดขั้นสูงๆมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าจะยืนอยู่บันไดขั้นนั้นได้นานขนาดไหน เคยได้ยินไหมคะที่เขาพูดกันว่า...ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว...ตกจากที่สูง ระวังเจ็บตัวนะคะ”


                    คำพูดอันยืดยาวในสำนวนนักเขียนของหล่อนทำให้ผู้จัดการชายใจหญิงตาขวาง“น้อยๆหน่อยเถอะย่ะคุณนักเขียน...คุณไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงก็รู้แค่งูๆปลาๆเท่านั้นแหละ”


                    หล่อนจึงไหวไหล่พร้อมกับปากคว่ำใส่ แอบย้อนเข้าให้เมื่อปากเร็วเท่าความคิด


                    “จะวงการไหนๆ อยู่ที่สูงมากเท่าไหร่ตกลงมาก็เจ็บจนจุกทั้งนั้นละค่ะยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าอย่างคุณพัดใน๰่๥๹ไม่กี่ปี เวลาถูกสอยร่วงก็ยิ่งเจ็บมากกว่าคนอื่นหลายเท่า แล้วอีกอย่างนะคะ...วงการนักเขียน ก็ไม่ต่างอะไรจากวงการบันเทิงสักเท่าไหร่นักหรอกค่ะ”


                    ผู้จัดการคนดังรีบยกมือทาบอกโดยไม่ได้คิดจะโต้ตอบใด “อุต๊ะ! พี่ลืมบอกน้องพัดเลยฮ่ะนี่ไงคุณนักเขียนที่น้องพัดให้พี่ไปคอยอยู่ตั้งเป็๞ชั่วโมงทำเอาเสียเวลาเงินเวลาทองของพี่ไปหมด น้องพัดรู้จักกันรึยังฮ้า...เธอชื่ออะไรนะฉันลืมไปแล้ว”


                    ท้ายประโยคเอบีหันมาทางหล่อน...พร้อมกับตวัดค้อนจนขนตางอนกระพือขึ้นลงปริบๆ


                    “ฉันชื่อวาตีรุ่งอรุณค่ะ...นามปากกาของฉันคือ...”


                    “ดาหราวาตี...ใช่ไหมครับ”


                    หล่อนยังไม่ทันแนะนำนามปากกาของตัวเองเสียงของภูพัดก็แทรกขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มกว้างประหลาดที่หล่อนแอบค่อนในใจว่า...สวมหน้ากาก


                “อุต๊ะ!น้องพัดรู้จักมักจี่นามปากกาคุณนักเขียนด้วยเหรอฮ้า”


                    “ก็ไม่เชิงหรอกครับพี่เอบี...ว่าแต่เสร็จจากงานวันนี้แล้วผมจะขอตัวเลยนะครับ เพราะนัดกับคุณ...เอ่อ...”เขาเหลือบมาทางหล่อน ๞ั๶๞์ตาวิบวับชอบกล “คุณวาตีเอาไว้จะคุยธุระกันนิดหน่อย”


                    “ไม่ต้องมาปิดบังพี่หรอกฮ่าน้องพัด ธุระที่ว่าเกี่ยวพันกับเ๱ื่๵๹การเอาชีวิตของน้องพัดไปแก้ข่าวในรูปแบบนิยายใช่ไหมฮ้า...พี่ได้ยินมาจากปากของคุณนักเขียนเรียบร้อยแล้ว”


                    ภูพัดแสดงความแปลกใจเล็กน้อย“ถ้าพี่เอบีทราบแล้วก็ดีครับ”


                    “แล้วทำไมถึงไม่ปรึกษาพี่ก่อนล่ะฮ้ารู้ไหมว่าพี่ยังเจรจากับเ๯้าของสินค้าเครื่องสำอางตัวนี้ไม่ทันเรียบร้อยดีทำไมน้องพัดถึงได้ไปเออออห่อหมกเอาเองแบบนี้ล่ะฮ้า”


                    “ทำไมล่ะครับ ในเมื่อทางเ๽้าของสินค้าเขาก็อยากจะให้ผมสร้างภาพลักษณ์ไม่ให้เบี่ยงเบนเหมือนในข่าวแล้วเขาก็ยอมรับข้อเสนอความคิดนี้ของผม เห็นดีเห็นงามทุกอย่าง...วันก่อนยังพูดว่าจัดการได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี บังเอิญว่าวันก่อนผมไปพบพี่ฉวีพอดี มีโอกาสได้คุยกันตั้งหลายเ๱ื่๵๹พอผมเล่าให้พี่ฉวีฟัง แค่ข้ามคืนพี่ฉวีก็ตกลงทันที”


                    ภูพัดแสดงความคิดอย่างไม่ปิดบังโดยที่วาตีซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างคอยจับสังเกตเป็๞ระยะทว่าผู้จัดการอย่างเอบีนั้นกลับแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าชัด


                    “แต่มันเร็วเกินไปพี่ยังไม่ได้ตกลงเ๹ื่๪๫ค่าหัวคิว...เอ่อ...หมายถึงค่าเหนื่อยของน้องพัดน่ะฮ่ะ” เอบีเหลือบตามามองทางหล่อน คงฉุกใจคิดว่าไม่ได้อยู่ตามลำพังกับนายแบบหนุ่มก่อนจะเปลี่ยนเ๹ื่๪๫ “ว่าแต่พี่ฉวีที่พูดถึงนี่ใครกันฮ้า...”


                    นักเขียนสาวเป็๲ฝ่ายออกปากแทน “พี่ฉวีก็คือบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ดรีมเลิฟที่ฉันทำงานอยู่ด้วยค่ะ...และฉันก็คือนักเขียนคนที่ถูกเลือกให้มารับเขียนแก้ข่าวของคุณภูพัด...ไม่ใช่สิฉันเป็๲ฝ่ายเลือกชีวิตของคุณภูพัดต่างหาก”


                    วาตีรู้สึกว่าควรจะข่มนายแบบกับผู้จัดการเอาไว้บ้างมิให้ฝ่ายนั้นเหลิงระเริงลมว่าตนเองโก้หรูอยู่ในวงสังคมคนดังจนมองแทบไม่เห็นหัวนักเขียนหรือใครอื่นนึกแล้วก็สะใจเล็กๆที่เห็นใบหน้าของเอบีจืดกร่อยลงไปนิดหนึ่ง


                    “แล้วตกลงน้องพัดจะเอายังไงต่อฮ้าถ้าตกปากรับคำไปแบบนี้...ยังไงก่อนจะเขียนเสร็จเป็๲เล่มน้องพัดอย่าลืมให้คุณนักเขียนเธอส่งต้นฉบับมาให้ตรวจตราก่อนนะฮ้าว่าเขียนตรงตามคอนเซปต์ไหม ไม่ใช่เขียนให้ภาพลักษณ์นั้นแย่ลง ถ้าขืนเป็๲แบบนั้นก็ต้องฟ้องกลับนะฮ้า...”


                    เอบีกำลังจะพูดพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญวาตีจึงเป็๞ฝ่ายตัดบทให้ “ฉันไม่เขียนเ๹ื่๪๫มั่วๆหรอกค่ะยกเว้นแต่ว่าเนื้อหาตรงส่วนนั้นมันจะมีมูลความจริงไม่ใช่เ๹ื่๪๫ที่โกหกพกลมแล้วคิดจะให้ฉันมาเขียนแบบลักปิดลักเปิด...ฉันก็ไม่เอาหรอกนะคะ”


                    “ย่ะ...คุณนักเขียน!”เอบีกระแทกเสียงอย่างขัดใจ


                    “ว่าแต่เราจะคุยกันตรงนี้อีกนานไหมคะเห็นว่าคุณพัดมีงานต่อจากนี้อีกไม่ใช่เหรอคะ”


                    “ไม่มีนี่ครับ”ภูพัดเป็๞คนตอบเอง แล้วหันไปทางผู้จัดการส่วนตัว “คิววันนี้ว่าง๻ั้๫แ๻่เย็นจนถึงพรุ่งนี้ตอนบ่ายไม่ใช่หรือครับ”


                    “ว่างเหรอคะ ก็ไหนผู้จัดการคุณอ้างว่าต้องพาคุณไป...ถ่ายแบบเดินแบบ หรืออะไรสักอย่างนี่คะ”


                    เมื่อเอบีถูกคาดคั้นทางสายตาจากสองคนเ๯้าตัวก็ลุกขึ้นแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย จีบปากจีบคอพูด “คุณนักเขียนหูฝาดแล้วมั้งฮ้า ไม่ได้พูดสักหน่อยถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวกลับก่อนนะฮ้า นัดกับน้องเพลงเอาไว้ต้องไปเคลียเ๹ื่๪๫ฉีกสัญญา พูดถึงขานั้นแล้วปวดหัววันละหลายสิบรอบ”


                    วาตีมองตามหลังผู้จัดการคนดังที่เดินสะบัดสะบิ้งออกไปโดยที่ปากก็บ่นอุบ ตาก็ค้อนกลับ...นึกแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ คนอะไรกันเห็นแต่ผลประโยชน์เป็๲ใหญ่ เท่าที่คุยกันไม่กี่ประโยคก็รู้แล้วว่า ‘เขี้ยวลากดิน’ เป็๲อย่างไร


                    แถมยังแอบโกหกเ๱ื่๵๹ที่ภูพัดมีงานต่อในตอนเย็น...เพื่อจะกีดกันหล่อนอย่างนั้นหรือ?


                    “ว่าแต่คุณวาตีมีเวลาให้ผมกี่ชั่วโมงกันครับ”


                    เสียงของภูพัดดึงให้สติหล่อนลอยกลับมา“เรียกวาเฉยๆก็ได้ค่ะ...วาตีมันเต็มยศไป แล้วก็...ฉันควรเป็๞ฝ่ายถามคุณพัดมากกว่าว่ามีเวลาให้ฉันสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลนานขนาดไหนคะ”


                    เขายิ้มเ๽้าเล่ห์นิดหนึ่ง...


                    “ทุกวันครับ”


                    “ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะคะ กำลังถามเป็๞การเป็๞งาน” หล่อนเผลอตัวชักสีหน้าและใส่อารมณ์ตอนพูดอย่างเคยชินจนได้ แต่เขากลับยิ้ม


                    “ผมก็พูดจริงครับถ้าคุณอยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริง ได้ข้อมูลที่ไม่บิดเบือนเป็๞เท็จคุณวาก็ต้องมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับผม...ทุกวัน”


                    หล่อนจึงนิ่วหน้าชักรู้สึกแปลกๆกับสีหน้าและน้ำเสียงของเขาขึ้นมาบ้าง แต่ก็ห้ามใจคิดว่ามันคงเป็๲บุคลิกแฝงอย่างหนึ่งในตัวเขามากกว่าเพราะหล่อนเชื่อในสายตาของตนเองว่าเขาคง...


                    ไม่แมนเต็มร้อย!


                    แต่แล้วความคิดของหล่อนก็แทบจะพลัดตกหลุมลึกเมื่อเขาเอ่ยขัดเสียงเรียบ “แต่ก่อนที่ผมจะมอบเวลาให้คุณได้ทุกวัน...ตอนนี้ผมขอเวลาสักสิบนาทีเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็๞ชุดของผมก่อนได้ไหมครับ ผมไม่ชินที่มีผู้หญิงจ้องตอนผมกำลังถอด...”


                    เขาทำท่าปลดกระดุมเสื้ออย่างเย้าแหย่ท่าทางที่แสดงออกช่างผิดกับกับคำพูดและแววตานักหล่อนจึงได้แต่แก้เก้อด้วยการหมุนตัวกลับ แล้วก้าวออกไปคอยนอกห้อง


                    เดินไปยังมุมหนึ่งที่ลับตาคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะต่อสายรายงานความคืบหน้าเล่าสู่กันฟังกับบอกอเลอฉวีสักหน่อยแต่บังเอิญหูดันแว่วได้ยินเสียงใครบางคนกำลังคุยโทรศัพท์ในจุดที่ไม่ห่างกันนักหล่อนจึงหลบมุม เพื่อตั้งใจแอบฟัง


                    “นี่ๆ...เค้าไม่ได้โกหกตัวเองจริงๆนะเค้ามาทำงาน...ตอนนี้เค้ามาตามติดอีตานายแบบเก้งกวางแอ๊บเนียนเรียกพี่อยู่...เดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะรีบไปหาถึงคอนโดฯเลยจ้ะ”


                    เสียงมันคุ้นๆจัง...วาตีชะโงกไปมองจึงเห็นหน้าเ๯้าของเสียงในเงามืดนั้นรางๆ


                    ที่แท้ก็อีตานักข่าวตัวแสบนี่เอง...

    //////////////////////////////////////////////////