“ทำไมเข้ามาช้านักล่ะฮ้าน้องพัด”
ผู้ถูกเรียกชื่อยิ้มเนือยๆสีหน้าบอกถึงความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรายตามาทางวาตีแล้วเผยยิ้มที่กว้างขึ้นพร้อมกับตอบคำถาม “ช้าเพราะว่าพวกนักข่าวสิครับรั้งตัวผมเอาไว้ แต่ละคำถามแทบจะไม่เกี่ยวกับสินค้าที่เปิดตัวสักนิดแต่ละคนมุ่งแต่จะถามเื่พวกนั้น”
ชายหนุ่มก้าวไปหย่อนก้นลงบนโซฟาตัวยาวพลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยระอา ไม่มีเค้าที่ยิ้มแย้มตอนอยู่บนเวทีหลงเหลือ
“อดทนหน่อยสิฮ้า จะโด่งดังมีชื่อเสียงได้มันก็ต้องฝ่าฟันกันทั้งนั้นแหละ อย่างน้องพัดน่ะถือว่ากำลังก้าวไปได้สวยไม่ต้องขึ้นบันไดทีละขั้นเหมือนคนอื่นเขา...แค่ไม่กี่งานก็ดังชั่วข้ามคืนก้าวทีละสองสามขั้น สบายจะตาย”
วาตีซึ่งยืนนิ่งฟังคนทั้งคู่สนทนากันได้ยินคำพูดกรอกหูของเอบี ก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาดื้อๆ จึงโพล่งขึ้นกลางปล้องว่า “แต่การก้าวไปทีละหลายขั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะก้าวไปอย่างมั่นคงนะคะ แถมยิ่งก้าวไปอยู่บันไดขั้นสูงๆมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าจะยืนอยู่บันไดขั้นนั้นได้นานขนาดไหน เคยได้ยินไหมคะที่เขาพูดกันว่า...ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว...ตกจากที่สูง ระวังเจ็บตัวนะคะ”
คำพูดอันยืดยาวในสำนวนนักเขียนของหล่อนทำให้ผู้จัดการชายใจหญิงตาขวาง“น้อยๆหน่อยเถอะย่ะคุณนักเขียน...คุณไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงก็รู้แค่งูๆปลาๆเท่านั้นแหละ”
หล่อนจึงไหวไหล่พร้อมกับปากคว่ำใส่ แอบย้อนเข้าให้เมื่อปากเร็วเท่าความคิด
“จะวงการไหนๆ อยู่ที่สูงมากเท่าไหร่ตกลงมาก็เจ็บจนจุกทั้งนั้นละค่ะยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าอย่างคุณพัดใน่ไม่กี่ปี เวลาถูกสอยร่วงก็ยิ่งเจ็บมากกว่าคนอื่นหลายเท่า แล้วอีกอย่างนะคะ...วงการนักเขียน ก็ไม่ต่างอะไรจากวงการบันเทิงสักเท่าไหร่นักหรอกค่ะ”
ผู้จัดการคนดังรีบยกมือทาบอกโดยไม่ได้คิดจะโต้ตอบใด “อุต๊ะ! พี่ลืมบอกน้องพัดเลยฮ่ะนี่ไงคุณนักเขียนที่น้องพัดให้พี่ไปคอยอยู่ตั้งเป็ชั่วโมงทำเอาเสียเวลาเงินเวลาทองของพี่ไปหมด น้องพัดรู้จักกันรึยังฮ้า...เธอชื่ออะไรนะฉันลืมไปแล้ว”
ท้ายประโยคเอบีหันมาทางหล่อน...พร้อมกับตวัดค้อนจนขนตางอนกระพือขึ้นลงปริบๆ
“ฉันชื่อวาตีรุ่งอรุณค่ะ...นามปากกาของฉันคือ...”
“ดาหราวาตี...ใช่ไหมครับ”
หล่อนยังไม่ทันแนะนำนามปากกาของตัวเองเสียงของภูพัดก็แทรกขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มกว้างประหลาดที่หล่อนแอบค่อนในใจว่า...สวมหน้ากาก
“อุต๊ะ!น้องพัดรู้จักมักจี่นามปากกาคุณนักเขียนด้วยเหรอฮ้า”
“ก็ไม่เชิงหรอกครับพี่เอบี...ว่าแต่เสร็จจากงานวันนี้แล้วผมจะขอตัวเลยนะครับ เพราะนัดกับคุณ...เอ่อ...”เขาเหลือบมาทางหล่อน ั์ตาวิบวับชอบกล “คุณวาตีเอาไว้จะคุยธุระกันนิดหน่อย”
“ไม่ต้องมาปิดบังพี่หรอกฮ่าน้องพัด ธุระที่ว่าเกี่ยวพันกับเื่การเอาชีวิตของน้องพัดไปแก้ข่าวในรูปแบบนิยายใช่ไหมฮ้า...พี่ได้ยินมาจากปากของคุณนักเขียนเรียบร้อยแล้ว”
ภูพัดแสดงความแปลกใจเล็กน้อย“ถ้าพี่เอบีทราบแล้วก็ดีครับ”
“แล้วทำไมถึงไม่ปรึกษาพี่ก่อนล่ะฮ้ารู้ไหมว่าพี่ยังเจรจากับเ้าของสินค้าเครื่องสำอางตัวนี้ไม่ทันเรียบร้อยดีทำไมน้องพัดถึงได้ไปเออออห่อหมกเอาเองแบบนี้ล่ะฮ้า”
“ทำไมล่ะครับ ในเมื่อทางเ้าของสินค้าเขาก็อยากจะให้ผมสร้างภาพลักษณ์ไม่ให้เบี่ยงเบนเหมือนในข่าวแล้วเขาก็ยอมรับข้อเสนอความคิดนี้ของผม เห็นดีเห็นงามทุกอย่าง...วันก่อนยังพูดว่าจัดการได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี บังเอิญว่าวันก่อนผมไปพบพี่ฉวีพอดี มีโอกาสได้คุยกันตั้งหลายเื่พอผมเล่าให้พี่ฉวีฟัง แค่ข้ามคืนพี่ฉวีก็ตกลงทันที”
ภูพัดแสดงความคิดอย่างไม่ปิดบังโดยที่วาตีซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างคอยจับสังเกตเป็ระยะทว่าผู้จัดการอย่างเอบีนั้นกลับแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าชัด
“แต่มันเร็วเกินไปพี่ยังไม่ได้ตกลงเื่ค่าหัวคิว...เอ่อ...หมายถึงค่าเหนื่อยของน้องพัดน่ะฮ่ะ” เอบีเหลือบตามามองทางหล่อน คงฉุกใจคิดว่าไม่ได้อยู่ตามลำพังกับนายแบบหนุ่มก่อนจะเปลี่ยนเื่ “ว่าแต่พี่ฉวีที่พูดถึงนี่ใครกันฮ้า...”
นักเขียนสาวเป็ฝ่ายออกปากแทน “พี่ฉวีก็คือบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ดรีมเลิฟที่ฉันทำงานอยู่ด้วยค่ะ...และฉันก็คือนักเขียนคนที่ถูกเลือกให้มารับเขียนแก้ข่าวของคุณภูพัด...ไม่ใช่สิฉันเป็ฝ่ายเลือกชีวิตของคุณภูพัดต่างหาก”
วาตีรู้สึกว่าควรจะข่มนายแบบกับผู้จัดการเอาไว้บ้างมิให้ฝ่ายนั้นเหลิงระเริงลมว่าตนเองโก้หรูอยู่ในวงสังคมคนดังจนมองแทบไม่เห็นหัวนักเขียนหรือใครอื่นนึกแล้วก็สะใจเล็กๆที่เห็นใบหน้าของเอบีจืดกร่อยลงไปนิดหนึ่ง
“แล้วตกลงน้องพัดจะเอายังไงต่อฮ้าถ้าตกปากรับคำไปแบบนี้...ยังไงก่อนจะเขียนเสร็จเป็เล่มน้องพัดอย่าลืมให้คุณนักเขียนเธอส่งต้นฉบับมาให้ตรวจตราก่อนนะฮ้าว่าเขียนตรงตามคอนเซปต์ไหม ไม่ใช่เขียนให้ภาพลักษณ์นั้นแย่ลง ถ้าขืนเป็แบบนั้นก็ต้องฟ้องกลับนะฮ้า...”
เอบีกำลังจะพูดพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญวาตีจึงเป็ฝ่ายตัดบทให้ “ฉันไม่เขียนเื่มั่วๆหรอกค่ะยกเว้นแต่ว่าเนื้อหาตรงส่วนนั้นมันจะมีมูลความจริงไม่ใช่เื่ที่โกหกพกลมแล้วคิดจะให้ฉันมาเขียนแบบลักปิดลักเปิด...ฉันก็ไม่เอาหรอกนะคะ”
“ย่ะ...คุณนักเขียน!”เอบีกระแทกเสียงอย่างขัดใจ
“ว่าแต่เราจะคุยกันตรงนี้อีกนานไหมคะเห็นว่าคุณพัดมีงานต่อจากนี้อีกไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่มีนี่ครับ”ภูพัดเป็คนตอบเอง แล้วหันไปทางผู้จัดการส่วนตัว “คิววันนี้ว่างั้แ่เย็นจนถึงพรุ่งนี้ตอนบ่ายไม่ใช่หรือครับ”
“ว่างเหรอคะ ก็ไหนผู้จัดการคุณอ้างว่าต้องพาคุณไป...ถ่ายแบบเดินแบบ หรืออะไรสักอย่างนี่คะ”
เมื่อเอบีถูกคาดคั้นทางสายตาจากสองคนเ้าตัวก็ลุกขึ้นแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย จีบปากจีบคอพูด “คุณนักเขียนหูฝาดแล้วมั้งฮ้า ไม่ได้พูดสักหน่อยถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวกลับก่อนนะฮ้า นัดกับน้องเพลงเอาไว้ต้องไปเคลียเื่ฉีกสัญญา พูดถึงขานั้นแล้วปวดหัววันละหลายสิบรอบ”
วาตีมองตามหลังผู้จัดการคนดังที่เดินสะบัดสะบิ้งออกไปโดยที่ปากก็บ่นอุบ ตาก็ค้อนกลับ...นึกแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ คนอะไรกันเห็นแต่ผลประโยชน์เป็ใหญ่ เท่าที่คุยกันไม่กี่ประโยคก็รู้แล้วว่า ‘เขี้ยวลากดิน’ เป็อย่างไร
แถมยังแอบโกหกเื่ที่ภูพัดมีงานต่อในตอนเย็น...เพื่อจะกีดกันหล่อนอย่างนั้นหรือ?
“ว่าแต่คุณวาตีมีเวลาให้ผมกี่ชั่วโมงกันครับ”
เสียงของภูพัดดึงให้สติหล่อนลอยกลับมา“เรียกวาเฉยๆก็ได้ค่ะ...วาตีมันเต็มยศไป แล้วก็...ฉันควรเป็ฝ่ายถามคุณพัดมากกว่าว่ามีเวลาให้ฉันสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลนานขนาดไหนคะ”
เขายิ้มเ้าเล่ห์นิดหนึ่ง...
“ทุกวันครับ”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะคะ กำลังถามเป็การเป็งาน” หล่อนเผลอตัวชักสีหน้าและใส่อารมณ์ตอนพูดอย่างเคยชินจนได้ แต่เขากลับยิ้ม
“ผมก็พูดจริงครับถ้าคุณอยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริง ได้ข้อมูลที่ไม่บิดเบือนเป็เท็จคุณวาก็ต้องมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับผม...ทุกวัน”
หล่อนจึงนิ่วหน้าชักรู้สึกแปลกๆกับสีหน้าและน้ำเสียงของเขาขึ้นมาบ้าง แต่ก็ห้ามใจคิดว่ามันคงเป็บุคลิกแฝงอย่างหนึ่งในตัวเขามากกว่าเพราะหล่อนเชื่อในสายตาของตนเองว่าเขาคง...
ไม่แมนเต็มร้อย!
แต่แล้วความคิดของหล่อนก็แทบจะพลัดตกหลุมลึกเมื่อเขาเอ่ยขัดเสียงเรียบ “แต่ก่อนที่ผมจะมอบเวลาให้คุณได้ทุกวัน...ตอนนี้ผมขอเวลาสักสิบนาทีเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดของผมก่อนได้ไหมครับ ผมไม่ชินที่มีผู้หญิงจ้องตอนผมกำลังถอด...”
เขาทำท่าปลดกระดุมเสื้ออย่างเย้าแหย่ท่าทางที่แสดงออกช่างผิดกับกับคำพูดและแววตานักหล่อนจึงได้แต่แก้เก้อด้วยการหมุนตัวกลับ แล้วก้าวออกไปคอยนอกห้อง
เดินไปยังมุมหนึ่งที่ลับตาคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะต่อสายรายงานความคืบหน้าเล่าสู่กันฟังกับบอกอเลอฉวีสักหน่อยแต่บังเอิญหูดันแว่วได้ยินเสียงใครบางคนกำลังคุยโทรศัพท์ในจุดที่ไม่ห่างกันนักหล่อนจึงหลบมุม เพื่อตั้งใจแอบฟัง
“นี่ๆ...เค้าไม่ได้โกหกตัวเองจริงๆนะเค้ามาทำงาน...ตอนนี้เค้ามาตามติดอีตานายแบบเก้งกวางแอ๊บเนียนเรียกพี่อยู่...เดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะรีบไปหาถึงคอนโดฯเลยจ้ะ”
เสียงมันคุ้นๆจัง...วาตีชะโงกไปมองจึงเห็นหน้าเ้าของเสียงในเงามืดนั้นรางๆ
ที่แท้ก็อีตานักข่าวตัวแสบนี่เอง...
//////////////////////////////////////////////////