ในเวลานั้นไม่ต้องกล่าวถึงพี่หัวราบที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น
อีกด้านหนึ่งหมาป่าสีเทาที่าเ็สาหัสตัวนั้นเมื่อััได้ถึงน้ำบำรุงชีวิตที่อวี๋จื่ออวี๋มอบให้มันก็เริ่มเกิดการกลายพันธุ์ขนานใหญ่
“อะวู้ว...”
เสียงหมาป่าหอนดังสนั่นหนักแน่นทรงพลังราวกับ ‘พยัคฆ์คำรามลั่นขุนเขา’
จากนั้น หมาป่าสีเทาตัวนี้ก็ค่อยๆพยุงร่างกายลุกขึ้นยืน...
ฟู่ววว...
สายลมพัดโชยมวลอากาศที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เริ่มก่อตัวขึ้นรอบร่างกายของมัน
เพียงชั่วพริบตามันก็ปกคลุมไปด้วยพายุหมุนสีคราม
“นี่คือ?”
อวี๋จื่ออวี๋เผยแววตาฉงนซึ่งหาได้ยากยิ่งเขามองสำรวจอย่างละเอียด ในพายุหมุนสีครามนั้น ขนสีเทาของหมาป่าเริ่มตั้งชันสีของมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
ราวกับสีของลมได้ซึมซาบเข้าไป และค่อยๆกลายเป็สีคราม...
[เผ่าพันธุ์: หมาป่าสีเทากลายพันธุ์
ระดับ: แรกเริ่มขั้นที่ห้า
พร์ประจำตัว: พลังแห่งลม– สามารถควบคุมกระแสลม เป็ร่างอวตารของสายลม และเป็หมาป่าแห่งสายลมอย่างแท้จริง]
‘หมาป่าแห่งสายลม? หมาป่าวายุสินะ...’
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำ แล้วก็ตกตะลึง
เขาไม่คาดคิดเลยว่าหมาป่าสีเทาตัวนี้ ไม่สิหมาป่าวายุตัวนี้จะปลุกพลัง ‘ธาตุ’ ขึ้นมาได้
ธาตุ... คำที่ทั้งห่างไกลและแปลกแยก
ลม ไฟ น้ำ ดิน...
ธาตุพื้นฐานที่ประกอบสร้างโลกใบนี้
อวี๋จื่ออวี๋เคยคาดเดาไว้ว่าในยุคฟื้นคืนพลังิญญา จะมีผู้ที่สามารถควบคุมธาตุเพื่อใช้ในการต่อสู้
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังไม่เคยปลุกพลังธาตุใดๆ ได้เลย จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก
แต่ตอนนี้หมาป่าวายุตรงหน้ากลับเติมเต็มสมมติฐานของเขา
“เดี๋ยวก่อนความสามารถสร้างหมอกหนาและสร้างภาพหลอนของฉันก็ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับการควบคุมธาตุไม่ใช่หรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิด และเพิ่งจะตระหนักได้
ก่อนหน้านี้เขาพยายามอธิบายความสามารถหมอกหนาและสร้างภาพหลอนด้วยหลักวิทยาศาสตร์
ยกตัวอย่างเช่นม่านหมอกเกิดจากการหายใจของใบไม้ คล้ายกับการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือออกซิเจน
ส่วนความสามารถสร้างภาพหลอนนั้นเกิดจากการที่เขาสามารถหลั่งสารพิเศษที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทของสัตว์และมนุษย์
แต่ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้วคำอธิบายนี้ช่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
เพราะเขาสามารถหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนเข้าไปได้ทว่าไม่สามารถควบคุมพวกมัน แต่เขาก็ยังสามารถควบคุมม่านหมอกได้
และความสามารถสร้างภาพหลอนเขาก็สามารถสร้างภาพลวงตาได้ตามใจนึก
วิธีการที่พิสดารและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ไม่อาจใช้ ‘ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อันตื้นเขิน’ของเขามาอธิบายได้เลย
“อะแฮ่ม”
อวี๋จื่ออวี๋กระแอมไอเบาๆเพื่อกลบเกลื่อนความอับอายของตน
แต่สักพักเขาก็พบว่าไม่มีสัตว์ตัวไหนสนใจเขาเลย
พวกมันทั้งหมดต่างเบิกตากว้างจ้องมองหมาป่าวายุที่กำลังคำรามขึ้นฟ้าท่ามกลางสายลมพัดแรง
เมื่อเทียบกับเมื่อครู่หมาป่าวายุตัวนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมสองเท่า มีขนาดใกล้เคียงกับควายป่า
าแที่ลึกถึงกระดูกก็สมานตัวอย่างปาฏิหาริย์เผยขนสีครามที่ดูนุ่มนวลพลิ้วไหว
“โฮก!”
มันคำรามก้องฟ้าราวกับไม่สามารถเก็บงำความตื่นเต้นไว้ได้ หมาป่าวายุค่อยๆ อ้าปาก
จากนั้นกระแสลมสีครามก็เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องปากของมัน
“ตู้ม!”
มันพ่นสายลมออกมาคลื่นคมมีดสีครามพุ่งออกจากกรงต้นไม้ และแหวกผ่านม่านหมอกหนาทึบไป
“ไม่เลวเลยนี่”
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเยาะในใจและกิ่งก้านของเขาก็ยกขึ้นช้าๆ อีกครั้ง
แต่ก่อนที่เขาจะเข้าใกล้หมาป่าวายุก็หันกลับมาอย่างกะทันหัน ราวกับรู้สึกถึงบางอย่าง
จากนั้นมันก็มองไปยังกิ่งก้านอย่างระมัดระวัง และค่อยๆ เคลื่อนก้าวถอย
จนกระทั่งถอยไปจนมุมกรง และเมื่อไร้ทางหนีมันก็ส่งเสียงครางหงิงเบาๆ คล้ายกับจะสื่อสารอะไรบางอย่าง
จากนั้น ขาหน้าของมันก็อ่อนแรงลงและร่างกายหมอบซบลงกับพื้นราวกับกำลังคุกเข่า
“เอ่อ...”
อวี๋จื่ออวี๋เงียบไปอย่างหาได้ยากพลางกะพริบตาปริบๆ
“นี่คือการแสดงความสวามิภักดิ์หรือ”
อวี๋จื่ออวี๋ยังค่อนข้างลังเลแต่ยังตัดสินใจเด็ดขาดไม่ได้ในชั่วขณะ
แต่สักพัก เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมา
“นายท่าน ฉันได้ยินสัญญาณ ‘ยอมสยบ’ จากหมาป่าสีครามตัวนี้ค่ะ”
“ได้ยินอย่างนั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ถามอย่างสงสัยสายตาของเขาก็เหลือบไปมองชิงเอ๋อร์ตัวน้อย
“ค่ะ”
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าแล้วเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก
“พวกมันแสดงออกอะไรบางอย่างแต่พูดออกมาไม่ได้ จากการรับรู้ทางพลังจิตของฉัน จึงรับรู้ได้แค่ว่า ‘มันกำลังแสดงออกว่ายอมสวามิภักดิ์’ เท่านั้นค่ะ”
“อย่างนั้นเองหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อยและกิ่งก้านของเขาก็ยื่นออกไปอย่างระมัดระวัง
สักพักเมื่อมองดูหมาป่าวายุที่กำลังเพลิดเพลินกับการลูบไล้จากกิ่งก้านของเขาเงียบๆอวี๋จื่ออวี๋ก็พอใจเล็กน้อย
เยี่ยมมาก ในที่สุดก็ฝึกสำเร็จ
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มและสายตาของเขาก็เลื่อนไปมองสัตว์อื่นๆ แต่ก็เห็นหมาป่าสีเทาอีกสามตัวค่อยๆ หมอบลงและหันหน้าไปทางร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ นั่นคือต้นหลิว
“จ่าฝูงยอมสวามิภักดิ์หมาป่าตัวอื่นก็ยอมสวามิภักดิ์ตามอย่างนั้นหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋ประหลาดใจแต่เสียงของเขากลับแฝงไว้ด้วยความยินดี
จากนั้น เขาก็โปรยน้ำบำรุงชีวิตอีกหลายหยดเพื่อตกรางวัลให้หมาป่าสีเทาเหล่านี้
ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วเมื่ออวี๋จื่ออวี๋ก้าวสู่ระดับเหนือธรรมชาติความเข้มข้นของน้ำบำรุงชีวิตของเขาก็ยิ่งมีพลังมหาศาล
ตอนนี้เพียงหนึ่งหยดเทียบเท่ากับหลายสิบหยดเมื่อก่อน
ดังนั้นเพื่อไม่ให้สัตว์ร้ายเหล่านี้รับพลังเกินขนาดจนะเิตายอวี๋จื่ออวี๋จึงจงใจเจือจางน้ำบำรุงชีวิต
แน่นอนว่า ข้อดีอีกประการหนึ่งคืออวี๋จื่ออวี๋จะไม่สูญเสียพลังงานมาก และสามารถชดเชยคืนได้ภายในคืนเดียว
นอกจากนี้ สิ่งที่ควรกล่าวถึงก็คือเมื่อขนาดของอวี๋จื่ออวี๋ขยายใหญ่ขึ้น กิ่งก้านที่เขาแยกออกมามีมากขึ้นเรื่อยๆและสามารถให้น้ำบำรุงชีวิตได้มากขึ้นตามไปด้วย
ทว่า เมื่อเป็เช่นนี้ความ้าแต้มวิวัฒนาการของอวี๋จื่ออวี๋ก็จะสูงขึ้นเหมือนเงาตามตัว
เพราะกิ่งก้านที่เกิดใหม่ต้องใช้แต้มวิวัฒนาการในการเสริมแกร่งแม้ว่ากิ่งก้านเพียงกิ่งเดียวจะไม่้าแต้มวิวัฒนาการมากนักแต่จำนวนที่มากมายมหาศาลก็รับมือได้ยาก
ตามความเร็วของกิ่งก้านที่เกิดใหม่ในปัจจุบันอวี๋จื่ออวี๋คาดว่าในไม่ช้า ‘หมื่นกิ่งพันก้าน’ที่เขาปรารถนาอาจกลายเป็ความจริงในสักวัน
และเมื่อถึงเวลานั้นความ้าแต้มวิวัฒนาการย่อมมหาศาลอย่างแน่นอน
“เฮ้อ”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจและมองดูแต้มวิวัฒนาการที่เหลืออยู่เพียง 92 แต้มก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายขึ้นมา
แต่ถึงแม้จะเสียดายเพียงใดเขาก็ไม่สามารถหยุดยั้งความมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นของตนได้
และที่สำคัญคือตอนนี้เขาสามารถใช้แต้มวิวัฒนาการ 0.5 แต้มต่อการเสริมแกร่งกิ่งก้านหนึ่งกิ่ง
อย่างไรก็ตาม เื่นี้ก็เป็ที่เข้าใจได้
ความแข็งแกร่งของกิ่งก้านของเขาในยามนี้เทียบไม่ได้กับตอนที่เขาเพิ่งจะเริ่มเสริมแกร่งได้เลย
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งเขาก็ราวกับได้รับพลังิญญาชำระล้างไปทั่วทั้งร่างซึ่งส่งผลให้ความแข็งแกร่งของกิ่งก้านยกระดับไปอีกขั้น
และตอนนี้หาก้าให้กิ่งก้านที่เกิดใหม่เหล่านี้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากันแต้มวิวัฒนาการ 0.5 แต้มต่อกิ่งก็ไม่ได้ถือว่ามากนัก
“เมื่อแข็งแกร่งขึ้นการสิ้นเปลืองทรัพยากรก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวขึ้น”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจอยู่ในใจแต่ก็ใช้แต้มวิวัฒนาการไป 52 แต้มในคราวเดียวเพื่อเสริมแกร่งกิ่งก้านที่เกิดใหม่ทั้งหมด
“ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ...”
เสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้นไม่ขาดสายกิ่งก้านที่เกิดใหม่แต่ละกิ่งได้แผ่ขยายออกไปสู่ท้องฟ้าส่องประกายแวววาวราวกับหยก... ในชั่วขณะนั้นมันทำให้ร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ดูโดดเด่นและเปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกหนาทึบจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
เขาััได้เพียงรางๆ ว่าแรงกดดันที่มองไม่เห็นในหุบเขาแห่งนี้ เหมือนจะหนักอึ้งขึ้นอีกหลายส่วน