บทที่ 40
ออกล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง
จางหยุนตั้งกำหนดการล่าสัตว์อสูรของตนเองขึ้นมา เขาตั้งใจจะเก็บตัวฝึกฝนอยู่ภายในที่พักของตนเองเจ็ดวัน แล้วก็ออกไปล่าสัตว์อสูรสามวัน ทำเช่นนี้สลับกันไป
จางหยุนคิดมาอย่างดีแล้วว่า ความเข้มข้นระดับนี้ถือว่าเหมาะสมกับเขาในยามนี้เป็นอย่างยิ่ง
เพราะถ้าเกิดว่าจะเก็บตัวฝึกฝนอย่างเดียวก็คงจะไม่สามารถทำได้ ถึงอย่างไรค่าเช่าที่พักก็ต้องจ่ายในทุกเดือน
แม้ว่าเขาจะมีเงินเก็บในตอนนี้อยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเกิดว่าใช้ไปเรื่อยๆมันเองก็อาจจะหมดลง
แถมยังมีของที่เขาต้องการที่จะซื้อในหอการค้าเหรียญสวรรค์อีก อย่างเช่นสมบัติวิเศษประเภทบิน ที่เขาอยากจะได้เป็นอย่างมาก
จางหยุนเดินทางออกไปล่าสัตว์ การล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้จางหยุนยังคงไปล่าสัตว์อสูร ที่เขตพื้นที่ของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตผนึกตามตันเถียนขั้นกลางได้แล้ว แต่จางหยุนไม่มีทางที่จะออกล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางด้วยตัวคนเดียว
ถ้าเกิดว่าทำเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการนำพาตัวของตนเองไปตาย ถึงแม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ขั้นกลางของขอบเขตผนึกตันเถียน แต่ถ้าเกิดว่าเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางเช่นเดียวกัน จางหยุนที่ไม่มีเคล็ดวิชาในการต่อสู้อะไร เขาแทบจะไม่สามารถรับมือกับพวกมันได้เลยด้วยซ้ำ
เพราะแบบนั้นจางหยุนก็ยังเลือกล่าสัตว์อสูรในเขตสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ การกลับมาล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้หลังจากการทะลวงขั้น มันทำให้จางหยุนยิ่งเปรียบเทียบพลังของขอบเขตที่พัฒนาขึ้นได้อย่างกระจ่างแจ้งมากขึ้นอีก
เป็นเพราะว่าการล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้ง่ายดายขึ้นมาก จางหยุนเปลืองแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถสั่งผ่านสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำได้ด้วยตัวคนเดียว แถมยังไม่ต้องพักฟื้นปราณวิญญาณนานนัก ก็สามารถออกล่าต่อได้ในทันที
ก่อนหน้านี้ที่เป็นเพียงแค่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต่ำ จางหยุนต่อวันหนึ่งเขาล่าสัตว์อสูรได้เพียงแค่สองถึงสี่ตัวเท่านั้น
แต่ว่าหลังจากที่พัฒนาระดับขึ้นมาแล้ว จางหยุนสามารถล่าสัตว์อสูรวันหนึ่งได้ถึงหกตัว จางหยุนยิ่งล่ายิ่งฮึกเหิม จากนั้นเขาก็ออกล่าสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง
การล่าในครั้งนี้ถือว่าโชคดีไม่น้อย ไม่มีอุปสรรคปัญหาอะไรเข้ามาขัดขวางหรือว่าก่อกวน อย่างน้อยเขาเองก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้บำเพ็ญออกมาปล้นชิงทรัพยากรที่เขาล่าอยู่
นี่ทำให้จางหยุนล่าได้อย่างสบายใจมากขึ้น
ผ่านไปสามวันจางหยุนเดินทางกลับมาที่เมืองวายุแดง ในครั้งนี้ออกไปล่าถึงสามวัน
กลับมาเขาก็ได้รับสัตว์อสูรระดับต่ำกลับมาถึงยี่สิบตัว จำนวนนี้ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น รวมตัวกันเป็นทีมจำนวนห้าคน ออกไปล่าสามวันยังได้จำนวนที่น้อยกว่านี้ แถมยังต้องนำเอาส่วนแบ่งมาหักลบกันอีก ทำให้รายได้ของพวกเขานั้นเมื่อเทียบกับจางหยุนก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว
จางหยุนเมื่อกลับมาถึงเมืองก็นำเอาสัตว์อสูร ไปขายที่หอการค้าเหรียญสวรรค์ในทันที
หลังจากที่เดินทางมาถึงหอการค้า จางหยุนก็ยังคงพบเจอกับสตรีที่รับหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับคนเดิม
ในครั้งนี้เมื่อพบเจอกันแล้วก็ทำการค้าขายกันอีกครั้ง จางหยุนได้ถามชื่อนางออกไป อย่างน้อยก็พบเจอกันถึงสามครั้งแล้ว ถ้าเกิดว่าไม่รู้จักชื่อกันเลยมันก็ดูแปลกๆ นางมีนามว่าเฉินเยว่
จึงเรียกอีกฝ่ายว่าแม่นางเฉิน จากนั้นทั้งสองคนเองก็ทำการค้าขายกัน จางหยุนนำเอาร่างของสัตว์อสูรออกมา
เฉินเยว่รีบเข้าไปตรวจดูหลังจากนั้นก็บอกราคาออกมาอย่างรวดเร็ว สรุปแล้วในครั้งนี้ที่ออกไปล่าสัตว์อสูร จางหยุนได้รับเงินจากการขายร่างของสัตว์อสูรพวกนี้ถึงเจ็ดร้อยเหรียญปฐพี
จำนวนมากกว่าครั้งที่แล้วที่ออกไปล่าถึงสามร้อยเหรียญปฐพี จางหยุนรับเงินมาอย่างสบายใจหลังจากนั้นก็เดินทางกลับไปยังเรือนของตนเอง
จางหยุนตั้งใจที่จะล่าเดือนละสามครั้ง ตามที่เขากำหนดเอาไว้ ถ้าเกิดว่ายังคงทำเงินได้จำนวนเท่านี้เรื่อยๆ เดือนนึงเขาเองก็จะมีเงินเก็บอยู่พอสมควร
สามารถนำเอาเงินพวกนั้นไปซื้อสมบัติวิเศษที่ตนเองต้องการได้ จางหยุนออกล่าสัตว์อสูรด้วยตัวคนเดียวไม่ต้องแบ่งปันเงินจากผู้ใดเขารู้สึกพึงพอใจ
แต่ว่าหลายคนไม่สามารถทำแบบเขาได้ ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลางหลายคน สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำได้เหมือนกับเขา เพียงแต่ว่าคนพวกนั้นก็ยังคงจำเป็นต้องรวมกลุ่ม เพื่อออกไปล่าสัตว์อสูรอยู่ดี
เหตุผลนั้นคืออะไรเป็นเพราะว่า ความอันตรายของการล่าสัตว์อสูตรไม่ได้มีเพียงแค่สัตว์อสูร การที่ต้องรวมกลุ่มกันก็เพื่อจับกลุ่มรวมตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่โดนผู้บำเพ็ญเช่นเดียวกันดักปล้น
แต่สำหรับจางหยุนเพราะว่าเขามีซากเทวะ ที่มีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตตันเถียนขั้นปลายอยู่หลายตน นั่นทำให้จางหยุนไม่จำเป็นจะต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเลยออกล่าสัตว์อสูรได้โดยที่ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้ใด เพราะว่าไม่ต้องร่วมทีมกับคนอื่น จำนวนเงินที่ได้รับเองก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า จางหยุนรู้สึกพึงพอใจจนกันในขณะที่นั่งรถม้ากลับ ยังเผลอๆรอยยิ้มออกมาเลย
เพียงแต่ว่าจำนวนเงินที่ได้รับมา ถ้าเกิดว่าลองเทียบกับของที่เขาต้องการที่จะซื้อ มันก็ยังคงขาดอยู่อีกมาก เมื่อคิดได้แบบนี้จางหยุนก็รู้สึกเศร้าหมองอีกครั้ง สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าจะมีเงินขนาดนี้ก็ยังจนเกินไป
เดินทางกลับมาถึงบ้านของตนเอง ท้องฟ้าด้านบนเองก็เริ่มมืดแล้ว ในขณะที่เดินผ่านหน้าบ้านของตาเฒ่ากู่ มีศีรษะเล็กๆของชายชราผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากประตู
“โอ้โหะรอดกลับมาได้แล้วด้วย เจ้าหนูจางไม่เลวเลยก็เห็นว่าเจ้าออกไปนอกเมืองคนเดียวยังจะยังรอดกลับมาได้”
“สมแล้วจริงๆที่จะเป็นลูกศิษย์ของข้าในอนาคต” ศีรษะของชายชราที่โผล่ออกมาจากประตูข้างๆ พร้อมกับมีนิ้วนึงยื่นออกมา เห็นได้ชัดว่านั่งขึ้นนิ้วโป้ง ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังยกนิ้วชื่นชมเขาอยู่
จางหยุนเหลือบมองอีกฝ่าย ศีรษะของชายชราที่โผล่ออกมาจากประตูเพียงแค่ศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ดวงตาเล็กเรียวหรี่ตาฉีกยิ้มอยู่ตลอด เมื่อยิ้มกว้างจะเห็น ฟันหน้าหลอไปหลายซี่ เคราสีขาวยาวประบ่าไม่ได้จัดแต่งให้เรียบร้อย
คนผู้นี้ก็คือเพื่อนบ้านของจางหยุน อีกฝ่ายแนะนำว่าตนเองนั้นแซ่กู่ จางหยุนไม่รู้ชื่อของอีกฝ่ายจึงเรียกว่าตาเฒ่ากู่ไปเลยอีกฝ่ายเองก็ไม่ได้ขัดอะไร
ได้ยินคำพูดของชายชราจางหยุนได้แต่หัวเราะแล้วสบถออกมา “ตาเฒ่าคงไม่ใช่ว่าท่านแช่งให้ข้าตายอยู่นอกเมืองหรอกนะ”
หลังจากที่พูดคุยมาหลายวันทั้งสองค่อนข้างที่สนิทกัน อาจจะเป็นเพราะว่าชายชราพวกนี้มีนิสัยค่อนข้างที่จะผ่อนคลาย แถมยังชวนคุยเก่งเลยทำให้ทั้งสองสนิทกันไว แต่แน่นอนว่าถึงแม้ว่าจะสนิทกันแต่จางหยุนไม่เคยลดความระมัดระวังตัว
ชายชราส่งเสียงหัวเราะจนเห็นฟันหลอ “บิดามันเถอะที่ไหนกัน ข้าอยากจะรับเจ้าเป็นลูกศิษย์จะตายจะแช่งให้เจ้าตายทำไม”
จางหยุนยิ้มๆแล้วก็ตอบกลับไป “จะรับลูกศิษย์ทันทีไม่รับลูกศิษย์ที่อายุน้อยพรสวรรค์ดีเลิศ มารับชายวัยกลางคนอย่างข้ามันใช่หรือตาแก่”
“เจ้าเห็นหรือไม่อายุข้ามากเช่นนี้แล้ว อีกไม่นานก็คงจะลงโลงไปพร้อมท่านอย่างแน่นอน”
ชายชราเลิกคิ้วพร้อมกับเอ่ยออกมา “ลงโลงกับผีสิ ข้าผู้เฒ่ายังคงอยู่อีกนาน เห็นเช่นนี้แต่ข้าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดเลยนะ”
“ล้ำเลิศที่สุด ท่านแก่จนแทบจะหมดสิ้นอายุขัยแล้วกระมัง ถ้าเกิดว่าไม่รีบทะลวงไปขอบเขตหลอมกระดูกเกรงว่าอายุขัยคงจะหมดในอีกไม่ช้า”
ชายชราที่ตอนนี้ก็ยังไม่โผล่ออกมาทั้งตัวโผล่ออกมาเพียงแค่ศีรษะยิ้ม แม้ว่าได้ยินคำพูดที่ฟังแล้วระคายหูของจางหยุนอีกฝ่ายก็ไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย ยังเอ่ยออกมาด้วยท่าทางผ่อนคลายไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “อย่างข้าเรียกว่าสะสมมากใช้น้อย รอถึงเวลาก็จะสามารถปะทุในครั้งเดียว ถึงเวลานั้นครั้งเดียวเข้าไปสู่หลอมกระดูก พอก้าวขาอีกข้างนึงก็ทะยานไปสู่สร้างรากฐานโดยตรง”
ได้ยินคำโอ้อวดของชายชราจางหยุนหัวเราะ
“เหนื่อยแล้วข้าพักผ่อนก่อนพรุ่งนี้ค่อยนั่งกินข้าวกัน” จางหยุนโบกมือแล้วก็เดินกลับไปเรือนพักของตัวเองที่ตั้งอยู่ถัดไป
ชายชราเมื่อได้ยินว่าพรุ่งนี้จะได้กินข้าว น้ำลายก็ถึงกำไรออกมาจากมุมปาก